สุรินทร์มีคำขวัญประจำจังหวัดว่า สุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม ซึ่งคำขวัญของจังหวัดแต่ละจังหวัดสะท้อนจุดเด่นของภูมิภาคแต่ละแห่งยังนำมาซึ่งความภาคภูมิใจของคนในจังหวัดนั้นๆ ด้วย
วันนี้มีโอกาสแวะไปหมู่บ้านช้างเลี้ยง บ้านตากลาง ต.กระโพ อ.ท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมี promotion ว่า เป็นหมู่บ้านช้างเลี้ยงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อยู่ห่างจากจังหวัดสุรินทร์มาทางจังหวัดร้อยเอ็ดประมาณ 58 กม.เดินตามถนนหมายเลข 214 ถึง กม. ที่ 36 แล้วแยกเข้าไปหมู่บ้านอีกประมาณ 22 กม. ถนนลาดยางตลอดสาย แถมมีโอกาสดีได้เห็นช้างเล่นน้ำอีกด้วย ไปหลายครั้งแล้ว เพิ่งจะเป็นครั้งนี้แหละที่จะได้เห็นช้างเล่นน้ำ ซึ่งต้องนั่งรถไปจากศูนย์คชศึกษาประมาณ 2 กม. เพื่อไปริมฝั่งน้ำมูล เพื่อดูช้างเล่นน้ำ
เหล่านักแสดงช้างจะมาขอรับอาหารจากนักท่องเที่ยว
ดูช้างให้ดูหาง-ดูนางให้ดูแม่ แม่น้ำมูลแหล่งน้ำคู่ช้างบ้านตากลาง
ช้างที่นี่นับเป็นมรดกจากรุ่นสู่รุ่น ในบริเวณบ้านจะมีบริเวณสำหรับเลี้ยงช้าง เหมือนภูมิภาคอื่นที่เลี้ยงวัวเลี้ยงควายในเขตบ้านนั่นแหละ วันเสาร์-อาทิตย์ชาวบ้านที่ร่วมกับศูนย์แสดงช้างหรือศูนย์คชศึกษาจะนำช้างมาแสดงให้นักท่องเที่ยวดู เช่น ช้างเตะฟุตบอล ช้าง Dance ช้างชู้ทบาสเก็ตบอล ช้างระบายสีเสื้อ เป็นต้น มีร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก บริการนั่ง-ลอดท้องช้าง รวมถึงมีพิพิธภัณฑ์ที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงช้างของชาวกูย หรือส่วยมาตั้งแต่โบราณ นับเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมการเลี้ยงช้างที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง ภาพพ่อเฒ่าชาวกูย นุ่งผ้าไหมพื้นเมืองของชาวสุรินทร์มาบอกเล่าถึงประเพณีการไหว้ศาลปะกำ ก่อนออกคล้องช้างป่า เป็นเรื่องที่ทำให้เด็กๆ สนใจได้เป็นอย่างดี แม้ว่าบางคำจะพูดด้วยภาษากูย หรือภาษาส่วย ที่นับวันเริ่มจะหดหายไป พ่อเฒ่าใจดีเหล่านี้จะให้ศีลให้พร นับเป็นเรื่องมงคลที่เกิดขึ้นระหว่างการท่องเที่ยวซึ่งไม่ค่อยได้เจอะเจอจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ
นั่งช้างชมป่า ช้างอาบน้ำ
พ่อเฒ่าเล่าให้ฟังว่า วันนี้ที่ศูนย์แสดงช้างมีช้างมาลงทะเบียนเป็นสมาชิกประมาณ 60 เชือก ได้เงินสนับสนุนจากทางหน่วยงานเชือกละ 8,000 บาท/เดือน แต่จำนวนช้างลูกหลานบ้านตากลางจริงๆ แล้วมีจำนวนเกือบ 600 เชือก โดยส่วนใหญ่จะไปอยู่ตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เช่น พัทยา หรือออกเดินไปยังที่ต่างๆ ทั้งนี้เพราะจำนวนอาหารที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั้นลดน้อยลง ซึ่งช้างหนึ่งตัวกินอาหารประมาณ 30 กก./วัน ส่วนหนึ่งของช้างเหล่านี้จะกลับคืนสู่เหย้างานช้าง ซึ่งเป็นงานประจำปีของจังหวัดสุรินทร์ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปชมการแสดงช้างในช่วงวันวิสาขบูชา หรือช่วงเข้าพรรษา อาจจะได้ชมประเพณีการบวชช้างก็ได้นะคะ
หมู่บ้านช้างไม่มีค่าธรรมเนียมการเข้าชมค่ะ แต่จะมีการจำหน่ายอาหารช้าง เช่น กล้วย อ้อย และมีบริการนั่งช้างชมป่าคิดราคาผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท (แต่เด็กเล็กๆ ไม่คิดนะคะ) ขอขอบคุณอาแอ้ผู้ใจดีด้วยนะคะ ที่สนับสนุนการท่องเที่ยวครั้งนี้
หากเดินทางจากตัวจังหวัดสุรินทร์มาหมู่บ้านช้างนั้นผ่านที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง...หากมีเวลาว่างแวะชมและเลือกซื้อของฝากกันนะคะ
-หมู่บ้านทอผ้า ต.ท่าสว่าง อ.เมือง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่นำผ้าทอไปใช้ในการตัดชุดผู้นำคราวการประชุม OPEC เมื่อปี 2546 มีการแสดงการทอผ้ายกทองแบบโบราณ มีบ้านไม้โบราณ และจำหน่ายผ้าไหมคุณภาพดี
-หมู่บ้านทำเครื่องเงินเขวาสิรินทร์ เดินทางตามถนนหมายเลข 214 มาถึงกม.ที่14-15 แยกเข้าไปอีกประมาณ 4 กม. จะพบหมู่บ้านทำเครื่องเงิน และหมู่บ้านถัดไปจะทอผ้าพื้นเมือง
-ปราสาทหินจอมพระ อยู่กม.ที่ 25 ในตัวอำเภอเมืองจอมพระ จากสี่แยกตลาดแยกขวาไปประมาณ 0.5 กม. เป็นปราสาทหินขนาดเล็กทำด้วยศิลาแลง ตั้งอยู่ในบริเวณวัดป่าปราสาทจอมพระ
ต่อจากนั้นถึงแวะไปหมู่บ้านช้างกันค่ะ หรือเอาไว้แวะเที่ยวขากลับก็ได้
ช้างอารมณ์ดี กลับบ้านก่อนแล้วนะ
ไม่ต้องขอบคุณอาแอ้หรอกค่ะ แกหน่ะชอบเที่ยวอยู่แล้ว
ติดใจช้างสุรินทร์แล้วล่ะสิ.ป้าตุ่น..อิอิ
คิดถึงจ้า..แล้วมาเที่ยวอีกนะจ๊ะ^^
เสียดาย คุณครูแอ๊วไม่ได้ไปด้วยเนาะ
พี่ตุ่นจ๋า..ตามมาส่งการบาต่อจ้า.. จากที่นี่จ้ะ
คิดถึงเน้อ..คิดถึงทุกคนที่ขอนแก่นเลย..นายหมูหยองด้วยนะจ๊ะ..^^
อยากได้ช้างไหมผมีช้าง
คุณสระไอ...บอกว่าอยากได้ช้างไหมผมีช้าง...จริง จริง หน่ะ อยากได้
แต่คงไม่มีปัญญาเลี้ยง...
เอาไว้แวะไปชมก้อแล้วกัน