การเยี่ยมบ้านเด็กๆ ในวันนี้ทำให้ครูทราบว่ายังมีบางมุมแห่งพฤติกรรมของเด็กๆ ที่เราเพิ่งรับรู้รับทราบ และมันทำให้ครูรู้จักเด็กนักเรียนในที่ปรึกษาของตนเองมากขึ้นเยอะเลย เพื่อที่จะหาทางช่วยเหลือต่อไปเท่าที่จะสามารถช่วยเหลือได้

จริงๆ แล้ว...ครูแอนน่าจะเริ่มบันทึกการออกเยี่ยมบ้านเด็กๆ ตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาแล้วล่ะนะคะ  เพราะนั่นคือวันแรกของสัปดาห์แห่งการเยี่ยมบ้านนักเรียนตามนโยบายของ สพฐ. ที่กำหนดให้การเยี่ยมบ้านนักเรียนซึ่งมีขึ้นตั้งแต่  วันที่  7-15 มิถุนายน  แต่พอออกไปเยี่ยมบ้านเด็กเข้าจริงๆ กลับมาตอนเย็นครูหมดแรงเลยล่ะค่ะ...เลยต้องบอกตัวเองว่า"มาเขียนรวบยอดเลยดีกว่า...ขอครูแอนพักเก็บแรงไว้หน่อยนึงละกัน  เพื่อจะได้ออกเยี่ยมบ้านต่อในวันรุ่งขึ้นเนาะ..."  นี่แหละค่ะ...ชีวิตคนเป็นครู...

          ที่โรงเรียนของครูแอนกำหนดให้การออกเยี่ยมบ้านเริ่มตั้งแต่  7 - 12 มิ.ย. ค่ะ (ไม่ยักกะถึงวันที่ 15 อีกนะคะเนี่ย)  เหตุผลเพราะในวันที่  13 - 15 พวกเราคณะครูทั้งโรงเรียนจะต้องเข้ารับการอบรมเรื่องโรงเรียนผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (จะเปลี่ยนแปลงอะไร...ไว้อดใจรอดูแล้วกันค่ะ  ครู ๆเขาแซวกันว่าฉะนี้ คิคิคิ)  ที่โรงเรียนเลยต้องกำหนดคาบเรียนเป็นคาบร่นเหลือเพียงแค่  40 นาที  ดังนั้นพอหมดคาบเรียนซึ่งจะเป็นเวลาประมาณบ่าย 2 โมงกว่าๆ บรรดาครูๆ ต่างก็ห้อพาหนะคู่ใจคู่ใครคู่มัน...พากันออกเยี่ยมบ้านนักเรียน (จนครูพี่ผู้ชายท่านนึงแอบแซวกันเล็กๆ ว่า"ครูโรงเรียนเทพา...ขับรถออกเยี่ยมบ้านเด็กสวนกันเฟี๊ยวฟ๊าวๆ เลย"...เอา..เอาเข้าไปนั่น..แต่ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ค่ะ)......แต่ก็แอบขอบ่นเล็กๆ ประสาครูตัวเล็กๆ นิดนึงล่ะค่ะว่า  จริงๆ ไม่น่าจะให้เวลาแห่งการเยี่ยมบ้านแค่สัปดาห์นึงหรอกค่ะ  เอาเป็นเดือนเลยท่าจะสวยกว่า  เพราะบ้านเด็กไม่ได้อยู่ใกล้ๆ กันไงคะ  นั่นล่ะคือตัวปัญหาที่ทางเบื้องบนบนกระทรวงต้องเอาข้อมูลทั้งหมดภายในสัปดาห์เดียว....โอ...แม่เจ้า...(ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย...เหมือนในเพลงเลยแฮะ)

        อ้า....และแล้ว....ครูแอนและน้องครูหน่อยก็เริ่มภารกิจปฏิบัติการ...การเยี่ยมบ้านนักเรียน...กันตั้งแต่  8  โมงครึ่งในตอนสายๆ ของวันเสาร์ค่ะโดยเจ้าหนูตุ่นพาหนะคู่ใจของครูแอนมันจะพาเราไปยังหมู่บ้านแรกคือบ้านใหม่  และบ้านหลังแรกที่เราไปก็ไม่มีผู้ปกครองอยู่บ้าน  เจอแต่ลูกศิษย์เราเอง  แต่ที่ต้องการเจอน่ะผู้ปกครองค่ะ  เพราะลูกศิษย์นั่นเราเจอกันทุกวันที่โรงเรียนอยู่แล้ว  (แต่ก็ด้วยช่วงเวลาที่เราไปมันเป็นช่วงนาทีทองค่ะ  ชาวสวนยางเค้ากำลังเก็บน้ำยางแล้วเอาไปขายที่ร้านรับซื้อน้ำยางนี่คะ  ก็ต้องทำใจว่าไม่เจอ  แต่จะให้รออยู่ก็ไม่ได้เช่นกันค่ะ  เพราะมีอีกหลายบ้าน  ครูแอนกะน้องครูหน่อยเลยตกลงกันว่าบ้านไหนมาไม่เจอค่อยตามเก็บตกเอาในวันต่อๆ ไปแล้วกันเนอะ) หลังที่สองและสามก็เป็นเช่นเดียวกันนี่หนอ  อ้อ...บ้านต่อไป  ความหวังของเราก็คือบ้านเจ้าภาคภูมิค่ะ  เพราะบ้านหลังนี้เราสองครูออกจะคุ้นเคยก่อนใครจากเหตุการณ์ในบันทึกก่อนนี้ของครูแอน  แต่คราวนี้ก็ต้องมาใหม่อีกน่ะแหละค่ะ  เพื่อเก็บข้อมูลที่ใหม่กว่า  และตอนนี้แขนของน้องภูมิของเราก็หายดีแล้ว  แต่...เอ...ดูยังไงๆ หรือดูดีๆ แล้วเหมือนจะเบี้ยวๆ อยู่เหมือนกันนะคะเนี่ย  แต่ก็ยังดีค่ะว่าแกยังเด็กอยู่กระดูกกระเดี้ยวอาจจะเข้าที่เข้าทางได้อีกมาก  และการมาเยี่ยมของเราครานี้เราเจอกันทั้งพ่อและแม่ของน้องภูมิ  แถมคุณยายด้วย  คุณยายของน้องภูมิดูจะสนุกกับการมาร่วมวงสนทนากับเราด้วย  ด้วยคุ้นชินกับเรามาก่อนแล้วไงคะ  แน๊...แอบมีโชว์ชุดอยู่บ้านสุดสวยของท่านด้วย...นั่นล่ะค่ะ  แต่ท่านน่ารักมากนะคะ  อัธยาศัยไมตรีดีจริงๆ  ถึงว่า...ดูครอบครัวออกจะอบอุ่นเพราะคนในบ้านสนุกสนานเป็นกันเองนี่เอง

       ถัดจากบ้านเจ้าภูมิเราสองครูก็ออกเดินทางตามลายแทงกันต่อค่ะ (แผนที่บ้านที่เด็กๆ เค้าเขียนไว้ให้น่ะค่ะ...ดูๆ ไปลายแทงมหาสมบัติน่าจะหาง่ายกว่ามังคะ อิอิอิ) แล้วเราก็ไปต่อยังอีกหมู่บ้านนึงค่ะชื่อบ้านโหล๊ะบอน  เราก็เก้ๆ กังๆ ถอยหน้าถอยหลังอยู่บนถนนในหมู่บ้านน่ะค่ะ  จนมาจ๊ะเอ๋เอากับเจ้าหมูทองที่ขับมอเตอร์ไซค์มากับน้องชายตัวเล็กๆ  "ได้การแล้ว....เรียกเด็กเร็วๆ น้องครูหน่อย..." น้องครูหน่อยก็ไวทันกันเรียกเจ้าหมูทองไว้ได้โดยทันที 

แล้วเจ้าหมูทองก็พาเราไปยังบ้านของเค้าที่อยู่ในที่ดินผืนเล็กๆ ที่แอบไปทางด้านหลังของบ้านคนอื่นอีกหลังหนึ่ง  ที่บ้านหมูทองอยู่กัน 4 คน  มีหมูทอง, แม่หมูทอง, พ่อซึ่งเป็นพ่อเลี้ยง และน้องชายตัวเล็กๆ ที่เป็นลูกของแม่กะพ่อเลี้ยงอีกคนหนึ่ง 

         เมื่อเราไปถึงพ่อขอตัวพาน้องขับมอเตอร์ไซค์ออกไปนอกบ้าน  แม่บอกเราว่าพ่อเลี้ยงเค้าอายไม่อยากให้ครูมาเห็นบ้าน (อ้าว...เป็นงั้นไป) เราเลยต้องบอกว่าอย่ากังวลในเรื่องของบ้านเลยค่ะ  พวกเราแค่มาเยี่ยมเท่านั้นเอง  นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ จนแม่เล่าว่าก่อนนี้แม่และพ่อของหมูทองอยู่ในตัวเมืองใหญ่  พ่อของหมูทองมีอาชีพเป็นโหรทำนายแม่นนัก แม่กับหมูทองอยู่กันแบบสบายๆ มาตลอด จนพ่อตายแม่เลยต้องหอบหมูทองออกมาค้าขายทำมาหากินคนเดียวและได้มาเจอกับพ่อใหม่  แม้จะมีปัญหากันบ้างเล็กๆ ในครอบครัวแต่ก็เป็นปกติธรรมดาไปเสียแล้ว  เพราะพ่อเค้ามีอาการป่วยในตัวอยู่หลายโรค  เวลาเค้าเจ็บในร่างกายของเค้า  ก็จะมีอาละวาดบ้าง   แต่หมูทองก็เป็นเด็กดี อดทน ห่วงแม่  คอยอยู่ข้างๆ แม่  ช่วยแม่ตลอดในทุกครั้งที่มีปากเสียงกัน (มาถึงตอนนี้แม่เล่าพลางน้ำตาร่วงในทันที  หันไปดูหน้าเจ้าหมูทอง  เค้าเองก็น้ำตาไหลพรากๆ ตามแม่  เช็ดน้ำตาป้อยๆ อยู่ตรงนั้นเอง  ครูเองก็เกือบทำน้ำตาร่วงออกมาเหมือนกันแต่ก็สะกดไว้  กลั้นไว้ไม่ให้มันไหลออกมา ... )  เลยต้องบอกหมูทองว่าให้ออกไปเล่นข้างนอกก่อนก็ได้นะลูก  หมูทองก็เชื่อฟัง  เค้าออกไปตรงหน้าบ้านได้พักใหญ่  แล้วเค้าก็กลับมานั่งข้างกายแม่เหมือนตามเดิม

          แม่บอกว่าเค้าไม่ค่อยมีเพื่อนในหมู่บ้าน  มักจะสุงสิงอยู่กับแม่  และแม่เองก็ไม่ค่อยอยากให้เค้าออกไปเที่ยวนอกบ้านด้วยเช่นกัน  ด้วยความที่เป็นห่วงเค้า  เกรงและกลัวว่าเค้าจะตามเพื่อนแล้วเลยเถิดไปจนถึงขนาดไปติดยาเสพติดตามเด็กๆ ที่ไม่เรียนหนังสือในหมู่บ้าน  เลยใครๆ ในหมู่บ้านมักจะมองและบอกว่าเค้าเป็นลูกแหง่  แม่บอกว่าใครๆ ก็ชื่นชมว่าหมูทองเป็นเด็กเรียบร้อย  ตรงกันข้ามใครๆ กลับมองแม่ว่าแม่เข้มงวดกับลูกจนเกินไป  เมื่อลูกเป็นเด็กเรียบร้อยได้ก็นั่นก็น่าจะมีผลมาจากการอบรมของแม่ด้วยไม่ใช่เหรอครู  (เออ...มันก็มีส่วนจริงนะคะ  ครอบครัวดูเหมือนจะเป็นจุดแรกสุดของสถาบันในสังคมที่ทำหน้าที่สั่งสอนอบรมเด็กขึ้นมาคนหนึ่ง  ก่อนจะส่งต่อเข้ามาในโรงเรียน  และเข้าสู่สังคมในเวลาไล่เลี่ยกัน )  ครูเองเลยได้ข้อมูลเพิ่มเติมมามากพอเกี่ยวกับพฤติกรรมของหมูทอง  ซึ่งนั่นอาจจะส่งผลให้หมูทองเป็นเด็กเงียบๆ บ้างในบางครั้ง  หรือดูจะเรียบร้อยๆ แม้ว่าในบางครั้งเวลาที่แกสนุกสนานกับเพื่อนๆ ในห้องนั้นก็คงจะเป็นไปตามประสาวัยของแกนั่นเอง  และนั่นก็คือภาพของหมูทองจากมุมมองที่ครูเห็นที่โรงเรียนก่อนหน้าที่จะมาเยี่ยมก็เป็นได้  ดูเหมือนว่าตัวหมูทองเองก็พอใจที่จะอยู่กับแม่มากกว่าใครๆ

         ส่วนเราเองก็เป็นครูที่ไม่สามารถจะเข้าไปแสดงความคิดเห็นอะไรได้มากมายนักในส่วนของเรื่องส่วนตัว  ในส่วนของครอบครัวของเค้า  คงทำได้แต่ช่วยเหลือและดูแลตัวหมูทองเท่านั้นที่เราคงต้องทำหน้าที่แห่งครูให้ดีที่สุดในการคอยดูแล, เอาใจใส่จิตใจเค้ายามที่อยู่ในโรงเรียนได้บ้างเท่านั้นเอง

บางที....การออกมาเยี่ยมบ้านนักเรียนในครั้งนี้คงทำให้ครูทราบว่ายังมีบางมุมแห่งพฤติกรรมของเด็กๆ ที่เราเพิ่งรับรู้รับทราบ  และมันทำให้ครูรู้จักเด็กนักเรียนในที่ปรึกษาของตนเองมากขึ้นเยอะเลย  เพื่อที่จะหาทางช่วยเหลือต่อไปเท่าที่จะสามารถช่วยเหลือได้

  ไว้ติดตามชีวิตคนเป็นครูตอนต่อไป...ในการออกเยี่ยมบ้านเด็กนักเรียนนะคะ