ไปถึงคราวใด ก็จะรู้สึกเย็นยะเยือก ในใจทุกครั้ง มิใช่การกลัว แต่เป็นความรู้สึก เหมือนถูกเตือนอย่างแรง

     สมัยเป็นเด็ก เรียนหนังสือ ชอบกลอนบทหนึ่ง ที่แต่งโดยท่านพระยาอุปกิจศิลปสาร ที่จริงผู้เขียนเคยนำมาบันทึกไว้ครั้งหนึ่ง ในGotoknow แห่งนี้ แต่แล้ววันนี้ เมื่อมาเปิดบันทึกเก่าๆดู ก็ยังสะดุดใจ กับกลอนดอกสร้อย ที่ชื่อว่าป่าช้า นี้อยู่ดี 

      เมื่อคราวที่ไปอยู่อินเดีย สถานที่แห่งหนึ่ง ที่ผู้เขียนไปซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ก็คือ ป่าช้า ที่เผาศพของคนอินเดีย ที่อยู่ตามริมน้ำ และไปถึงคราวใด ก็จะรู้สึกเย็นยะเยือก ในใจทุกครั้ง มิใช่การกลัว แต่เป็นความรู้สึก เหมือนถูกเตือนอย่างแรง กับสัจจธรรม ของคนบนโลกนี้ ความตาย ที่ไม่มีใครรู้วัน เวลา สถานที่ การแตกดับของร่างกาย แต่จิตวิญญาณ ยังต้องแสวงภพต่อไป ตราบใดที่ยังไม่หลุดพ้นวัฏฏสงสาร  เมื่อได้อัตภาพใหม่ ก็เหมือนเริ่มบทบาทใหม่ แต่มีกรรม เป็นพื้นหลังคอยกำกับ จะจำได้หรือไม่ได้ ว่าทำกรรมอะไรไว้ แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ ต่อการส่งผลของกรรมเลย

  การฝืนๆในการปรับกายใจ ไปในทางที่ดี น่าจะเป็นนิมิตหมายของเจตน์จำนงค์ ในการเกิดครั้งใหม่ได้

แต่อยู่ที่ว่า เรารู้ตัวไหมนะ ว่ากำลังฝืนใจไปทางไหน ดีขึ้น หรือเลวลงต่างหาก

ขอให้บันทึกนี้ จะได้ช่วยเตือนถึงสัจจธรรม ที่คงอยู่คู่โลก

"ความตาย"

 เหมือนดังที่ผู้เขียน เคยถูกเตือนมาแล้ว

Dsc06574

Dsc06570

  ต้นเอ๋ยต้นไทร                           สูงใหญ่รากย้อยห้อยระย้า

และต้นโพธิ์พุ่มแจ้แผ่ฉายา           มีเนินหญ้าใต้ต้นเกลื่อนกล่นไป

ล้วนร่างคนในเขตประเทศนี้          ดุษณีนอนราย ณ ภายใต้

แห่งหลุมลึกลานสลดระทดใจ        เรายิ่งใกล้หลุมนั้นทุกวัน เอย. 

                                 (กลอนดอกสร้อย-ป่าช้า ของท่านพระยาอุปกิจศิลปสาร )