นวัตกรรมประเภทบทเรียนสำเร็จรูป

การพัฒนานวัตกรรมการศึกษา

วิธีการ  หรือวิธีปฏิบัติที่ได้ทดลองนำไปใช้แล้วประสบความสำเร็จ  (Best  practices)

---------------------------------

1. ชื่อนวัตกรรม การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องกำเนิดและลักษณะทั่วไปของดิน 

    การชะล้างพังทลายของดินและการอนุรักษ์พัฒนาดิน  ชนิดและวัฏจักรของหิน

2. ชื่อผู้เสนอนวัตกรรม   นางสาววริศรา  ศิริมงคล   ตำแหน่งครู

    วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ  โรงเรียนสร้างคอมวิทยา  อำเภอสร้างคอม 

    จังหวัดอุดรธานี

3. วัตกรรมสนองนโยบาย  สพฐ. ตามกลยุทธที่ 3  การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน

    การศึกษา

4. จุดประสงค์

    1.  เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80

    2.  เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้มีบทเรียนที่สนองความแตกต่าง

         ระหว่างบุคคล  นักเรียนได้เรียนรู้ตามศักยภาพของตนส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์

         ทางการเรียนสูงขึ้น

5.  แรงบันดาลใจและแนวคิดหลักในการออกแบบ

     1.  แรงบันดาลใจ  พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542  ระบุว่าการจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้  และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด  กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้  และถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด  กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติ  และเต็มตามศักยภาพ  (กรมวิชาการ.  2545)  กระบวนการจัดการเรียนรู้จัดตามความเหมาะสมของระดับการศึกษา  ในส่วนของการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์นั้นต้องให้เกิดทั้งความรู้  ทักษะ  กระบวนการ  และจิตวิทยาศาสตร์  รวมทั้งความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ เรื่องการจัดการ  การบำรุงรักษา  การใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน

              จากการพิจารณาคุณภาพของการจัดการศึกษาโรงเรียนสร้างคอมวิทยา 

ระดับช่วงชั้นที่ 3  ปีการศึกษา 2549  พบว่า  สมรรถนะของนักเรียนในด้านความรู้  ความคิด 

ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำทุกด้าน  โดยเฉพาะความสามารถในวิชาวิทยาศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของคะแนนเต็มทำให้เป็นปัญหาสืบเนื่องส่งผลต่อความรู้ความสามารถในวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนในช่วงชั้นที่ 4

     2.  แนวคิดหลักในการออกแบบ

               ผู้พัฒนาได้ศึกษาและปฏิบัติตามทฤษฎีของนักจิตวิทยาที่มีบทบาทสำคัญต่อ

การสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป  คือ  สกินเนอร์  (Skinner)  (เปรื่อง  กุมุท.   2516 )  

และธอร์นไดค์ ( Thondike )  (บุญเกื้อ  ควรหาเวช.   2530 ) 

                    ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้ของ สกินเนอร์  (Skinner)  นำมาใช้ในการสร้างบทเรียนสำเร็จรูป  ดังนี้

                         1.  เงื่อนไขการตอบสนอง  ( Operant  Conditioning )  พฤติกรรมที่แสดงส่วนมากของมนุษย์ประกอบด้วยการตอบสนองที่แสดงออกมา  พฤติกรรมเหล่านี้จะเกิดขึ้นบ่อยเพียงไรด้วยความถี่ที่เรียกว่า  อัตราการตอบสนองหรืออัตราการแสดงออกของพฤติกรรมการเรียนรู้  จำเป็นต่อการทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงการตอบสนอง

และการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้เพราะมีการเสริมแรง

                         2.  การเสริมแรง  ( Reinforcement )  เมื่อสิ่งมีชีวิตมีการเปลี่ยนแปลง

ผู้ฝึกสามารถให้สิ่งเร้าใหม่  ซึ่งอาจทำให้อัตราการตอบสนองเปลี่ยนแปลงหรือไม่ถ้าสิ่งเร้านั้นสามารถทำให้อัตราการตอบสนองเปลี่ยนแปลง  เราเรียกสิ่งนั้นว่าตัวเสริมแรง

                         3.  การเสริมแรงทันทีทันใด ( Immediate  of  Reinforcement )  สิ่งเร้าที่ดี          ตัวเสริมแรงจะเกิดขึ้นทันทีหลังจากที่มีการตอบสนอง  หรือไม่ได้คำตอบ

                         4.  พฤติกรรมการตอบสนอง ( Extinction )  ถ้าการตอบสนองนั้น

มีการเสริมแรงแล้วและมีการตอบสนองในอัตราที่สูง  เราอาจลดอัตราการตอบสนอง

ลงมาอยู่ในระดับเดิมของมันได้โดยไม่มีการเสริมแรงของการตอบสนองนั้น

                         5.  การคัดรูปแบบพฤติกรรม  ( Shaping )  พฤติกรรมการเรียนรู้บางอย่าง           ที่ซับซ้อนมากจะประกอบด้วยขั้นต่าง ๆ  ต่อเนื่องกันไป  ซึ่งการเรียนรู้จะบรรลุผลได้ดี

เพราะการทำมาเป็นขั้น ๆ

                    ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้ของ ธอร์นไดค์  ( Thondike )  นำมาใช้ในการสร้างบทเรียนสำเร็จรูป  ดังนี้

                         1.  กฎแห่งผล  ( Law  of  Effect )  กฎนี้ได้กล่าวถึงการเชื่อมโยงระหว่าง

สิ่งเร้ากับการตอบสนองทั้งสองสิ่งจะเชื่อมโยงกันได้  ถ้าสามารถสร้างสภาพอันน่าพึงพอใจให้แก่ผู้เรียนได้  อาจได้จากการเสริมแรง  เช่น  การรู้ว่าตนเองตอบคำถามได้ถูกต้อง

หรือการให้รางวัล  เป็นต้น

                         2. กฎแห่งการฝึกหัด  ( Law  of  Exercise )  การที่ผู้เรียนได้กระทำซ้ำ

หรือทำบ่อยครั้ง  จะเป็นการช่วยเสริมสร้างให้เกิดการเรียนรู้ที่มั่นคงขึ้น  ฉะนั้นการเรียนรู้

จะเกิดขึ้นมากหรือน้อยจะขึ้นอยู่กับการให้ผู้เรียนได้มีโอกาสฝึกหัดในเรื่องที่เรียนนั้น 

ตามความเหมาะสม

                         3. กฎแห่งความพร้อม  ( Law  of  Readiness )  เมื่อร่างกายพร้อมที่จะ

กระทำแล้ว  ถ้ามีโอกาสที่จะกระทำย่อมมีความพึงพอใจ  แต่ถ้าไม่มีโอกาสที่จะกระทำ

ย่อมไม่มีความพึงพอใจ  ในทางตรงกันข้ามถ้าร่างกายไม่พร้อมที่จะทำงาน  แต่ถูกบีบบังคับให้ต้องกระทำก็จะเกิดความไม่พึงพอใจเช่นกัน

เรียน

                      ลักษณะสำคัญของบทเรียนสำเร็จรูป

                        ได้มีผู้กล่าวถึงลักษณะที่สำคัญของบทเรียนสำเร็จรูปไว้หลายท่าน  เช่น  สันทัด  ภิบาลสุข  และพิมพ์ใจ  ภิบาลสุข  ( 2525 )  บุญเกื้อ  ควรหาเวช  ( 2530 ) 

และวัลลภา  อารีรัตน์  ( 2532 )   ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

                               1.  เนื้อหาวิชาถูกแบ่งออกเป็นขั้นตอนย่อย ๆ  เรียกว่า กรอบ 

หรือ เฟรม  และกรอบเหล่านี้จะเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก  โดยมีขนาดแตกต่างกัน

ตั้งแต่ประโยคหนึ่งจนถึงข้อความเป็นตอน ๆ  เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนไปทีละน้อย ๆ 

จากสิ่งที่รู้แล้วไปสู่ความรู้ใหม่

                                2.  ภายในกรอบแต่ละกรอบจะต้องมีการให้นักเรียนตอบสนอง  เช่น  ตอบคำถามหรือข้อความลงในช่องว่าง  ทำให้นักเรียนแต่ละคนเกิดความเข้าใจในเนื้อหา

ได้จากการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ  ของบทเรียน

                                3.  นักเรียนจะได้รับการเสริมแรงย้อนกลับทันที  คือจะได้รับทราบคำตอบที่ถูกต้องทันที  ซึ่งทำให้นักเรียนทราบคำตอบของตนเองว่าถูกหรือผิด  และสามารถแก้ไขความเข้าใจผิดของตนได้ทันที

                                4.  การจัดเรียงลำดับหน่วยย่อย ๆ  ของบทเรียนต่อเนื่องกันไปตามลำดับจากง่ายไปหายาก  การนำเสนอเนื้อหาในแต่ละกรอบ  ควรลำดับขั้นของเรื่องให้ชัดเจน 

เพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจของผู้เรียนและตอบสนองเรื่องนั้นได้โดยตรง

                                5.  ผู้เรียนปฏิบัติหรือตอบคำถามแต่ละกรอบไปตามวิธีที่กำหนดให้

                                6.  ผู้เรียนค่อย ๆ  เรียนเพิ่มเติมขึ้นเรื่อย ๆ  ทีละขั้น

                                7.  ผู้เรียนมีโอกาสเรียนด้วยตนเองโดยไม่จำกัดเวลา  การใช้เวลาการศึกษาบทเรียนนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้เรียน

                                8.  บทเรียนสำเร็จรูปได้ตั้งจุดมุ่งหมายเฉพาะไว้แล้ว  มีผลทำให้

สามารถวัดได้ว่าบทเรียนนั้น ๆ  ได้บรรลุเป้าหมายหรือไม่

                                9.  บทเรียนสำเร็จรูปยึดผู้เรียนเป็นศูนย์สำคัญ   คือต้องคำนึงผู้เรียน

เป็นเกณฑ์  ดังนั้นจึงต้องเอาบทเรียนที่เขียนนั้นไปทดลองใช้กับผู้ที่สามารถใช้บทเรียนนั้นได้เพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง  และปรับปรุงให้สมบูรณ์ขึ้นก่อนที่จะนำไปใช้จริง                          

6.  วิธีการ / วิธีปฏิบัติจนทำได้ประสบผลสำเร็จ  มีดังนี้

  การพัฒนาบทสำเร็จรูป  เรื่อง  กำเนิดและลักษณะทั่วไปของดิน  การชะล้าง

พังทลายของดินและการอนุรักษ์พัฒนาดิน  และชนิดและวัฏจักรของหิน  ผู้สอนได้กำหนดเนื้อหาตลอดจนได้ศึกษาวิธีการสร้างเครื่องมือและดำเนินการสร้างเครื่องมือแต่ละประเภท   ดังนี้

                   1.  การสร้างบทสำเร็จรูป ผู้ดำเนินการได้ดำเนินการตามขั้นตอน  ดังนี้

                 1.1   ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2544  และศึกษา

หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  โรงเรียนสร้างคอมวิทยา  ช่วงชั้นที่ 3 

ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  รายวิชา  32101  วิทยาศาสตร์พื้นฐาน 2   

  1.2  ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับหลักการและวิธีการสร้างบทเรียนสำเร็จรูป

จากเอกสาร  ตำรา  หนังสือ  คู่มือการสร้างบทเรียนสำเร็จรูปของ  บุญชม  ศรีสะอาด ( 2528 )  ธีระชัย  บูรณโชติ  ( 2539 )  เพื่อเป็นแนวทางในการจัดสร้างบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง

  1.3  เลือกเนื้อหาที่จะสอนโดยเลือกเรื่องกำเนิดและลักษณะทั่วไปของดิน 

การชะล้างพังทลายของดินและการอนุรักษ์พัฒนาดิน  ชนิดและวัฏจักรของหิน

                       1.4   วิเคราะห์หลักสูตรและสร้างจุดประสงค์การเรียนรู้เพื่อกำหนดพฤติกรรม

ที่ต้องการให้เกิดหลังจากเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปแล้ว

                       1.5   กำหนดโครงเรื่องให้สอดคล้องกับเนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ 

เพื่อสร้างบทเรียนสำเร็จรูป  โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยย่อย ๆ  เรียกว่า กรอบ 

หรือ “Frame”  จากง่ายไปหายาก

          1.6  สร้างบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องกำเนิดและลักษณะทั่วไปของดิน  การชะล้าง

พังทลายของดินและการอนุรักษ์พัฒนาดิน  และ ชนิดและวัฏจักรของหิน  ใช้เวลาสอน 

6  ชั่วโมง  ตามเนื้อหาดังนี้

                             ชุดท