ทุกปัญหา..มาแก้ที่ตัวเราดีกว่า..

ว่างเว้นจากการเีขียนบันทึกในสมุดนี้ไปนานมาก วันนี้ได้ยินโฆษณาให้ช่วยกันประหยัดพลังงาน โดยใช้ดารามาช่วยเป็นคนส่งเสริม...ใจก็คิดขึ้นมาเฉยๆ ว่า เอ..ทุกคนก็ออกมาพูดให้ประหยัดพลังงาน..แล้วทำอย่างไรบ้างล่ะ?

ก็เลยคิดได้ว่า สิ่งที่บ้านเราขาดไปก็คือ ตัวอย่าง หรือศูนย์รวมข้อมูลที่จะให้ประชาชนได้ดูว่าถ้าจะทำ..ทำอย่างไรได้บ้าง  ไม่เหมือนของที่แวนคูเวอร์ ที่น้องหมอมัทอยู่.. เห็นน้องเขาเอาตัวอย่างจากสิ่งที่เทศบาลสนับสนุนมาให้ชุมชนทำเพื่อช่วยสังคมกันเป็นเรื่องเป็นราว..ไอ้เราจะเอาของเขามาใ้ช้เลยก็ไม่ได้..สภาวะอากาศก็ไม่เหมือนกัน ทรัพยากร ต้นทุนทางสังคมก็ไม่เหมือนกัน..ถ้าอยากใช้ก็ต้องเลือกเอามาปรับใช้เอาตามมีตามเกิด ลองผิดลองถูกกันอีกนานกว่าจะทำได้ดี..แถมต่างคนต่างทำ ไม่บูรณาการเสียอีก..

คิดไปคิดมาเหมือนสอนหนังสือ..ทุกวันนี้สอนจากตำรา แถมเป็นตำราฝรั่งเป็นส่วนใหญ่ เข้าข่ายที่ยกตัวอย่างไว้ข้างต้น..ไม่ค่อยได้สอนจากประสบการณ์จริง ประกอบกับผู้เรียนก็ไม่เคยมีประสบการณ์ แถมยังไม่ค่อยกระืตือรือล้น..(ยังไม่ค่อยรู้่ว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญอย่างไรกับการประกอบหน้าที่การงาน อาชีพ หรือสังคม) ผลลัพธ์ก็เลยเป็นว่าได้สอนเนื้อหาจากหนังสือ..แต่ไม่ได้ให้ความรู้ที่ติดตัวไปกับนักศึกษาแต่อย่างใด..

ถ้าจะสอนแบบตัวอย่างจริง อาจารย์ก็ต้องทำงานหนักกว่านี้..เตรียมๆๆๆ การสอนเป็นอย่างหนัก...เพราะตัวอย่างจริงมาทำเป็นเอกสารการสอนมีตัวแปรเรื่องข้อมูลค่อนข้างมาก.. ต้องใช้เวลาและความตั้งใจของผู้สอนเป็นอย่างสูง..เพราะต้องรวบรวมข้อมูลการสอนที่เป็นตัวอย่างจริงของบ้านเราเอง..งานนี้ยิ่งกว่างานวิจัยใดๆ..(เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเลยว่า จะเขียนตำรา/หนังสือดีๆ เล่มหนึ่งนี่มันยากเหลือหลาย)

ในอดีต..ตัวเองเคยท้อใจมากๆ ว่า คิดเตรียมทำมาสอนเยอะแยะ..ปรากฎว่า นักศึกษามาสาย ไม่ค่อยสนใจฟัง ดูแล้วเขาไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่เราเตรียมมาเท่าไหร่.. แต่จริงๆ แล้วปัญหามันเกิดขึ้นได้จากหลายๆ อย่าง ก็ทำให้ต้องมาพิจารณาตัวเองว่า ที่เตรียมมาน่ะ มันเข้าท่าไหม เหมาะไหมกับเด็กยุคนี้.. เราคาดหวังจากเขามากไปไหม ตัวเราสอนรู้เรื่องไหมด้วย..ทำให้เด็กไม่สนใจหรือมาสาย..

อีกอย่างก็คือ เด็กที่มาสายก็ทั้งมีกลุ่มที่มีเหตุผลรองรับ หรือไม่มีบ้าง (เป็นสันดาน) ก็คงปะปนกันไป คนที่สนใจหรือไม่สนใจบ้าง ก็ต้องเ้ข้าใจเด็ก..นั่งเรียนในห้องกับคนอีก 50 คน..ใครมันจะมาสนใจคนบ่นอยู่หน้ากระดานได้ตลอดเวลา..แถมเรียนคาบยาวสุดๆ.. ง่วงก็ง่วง (เมื่อคืนเพิ่งท่องหนังสือ/ดูบอลมา) หลับดีฝ่า..

สรุปแล้ว..ปัญหาที่เรามีอยู่ในห้องเรียน(ของตัวเอง)ปัจจุบันก็คือ..ขาดตัวอย่างที่สามารถ relate กับนักศึกษาได้..ตัวอย่างจริงที่ีมี impact กับชีวิตเขา  มันเหมือนกับดูโฆษณาที่บอกไว้ข้างต้นว่าให้ช่วยกันประหยัดไฟ..แล้วไงอ่ะ จบแล้ว!?! ดูแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้ทำน่ะ

แต่ปัญหานี้แก้ได้ด้วยตัวเราเอง แล้วก็ปัญหาโดยรวมของผู้สอน(ซึ่งก็ต้องปรับปรุงกันต่อไป) ส่วนปัญหาตัวเด็กเองและระบบการเรียนการสอน เช่นการจัดเวลาเรียน จับคาบเรียน จัดจำนวนนักศึกษา ..(อันนี้ของชาวบ้าน..แก้ไม่ได้ เปลี่ยนใจคนไม่ได้..ได้แต่ทำตัวอย่างให้ดู)

สรุปของสรุปแล้วอีกที..ทุกปัญหา..มาแก้ที่ตัวเราดีกว่า..

บันทึกนี้เขียนขึ้นต้นเื่รื่องนึง..มาสรุปจบลงอีกเรื่องนึง.. มาคิดๆ ดู..บันทึกนี้เอาไปไว้ในสมุดปฏิบัติธรรมได้ด้วยนะเนี่ย ^ ^