วันนี้ได้คุยแบบคุยเล่นๆ กับเพื่อนร่วมงาน แบบค่อนข้างพร้อมหน้ากันจริงตลอดวันครับ เนื่องจากทุกคนล้วนตั้งใจจะมาสอน เนื่องเพราะวันนี้เป็นวันแรกของการเรียนตามหลักสูตรนี้ (ป.บัณฑิตวิชาชีพครู) แต่แล้วก็ไม่ได้เข้าสอนกันแม้แต่คนเดียว เนื่องจากปัญหาการจัดชั้นเรียนไม่ลงตัวเพราะนักศึกษาย้ายกลุ่มเรียนกันจนวุ่น เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใช้เวลาทั้งวันเคลียร์กัน ทำให้ผมและอาจารย์อีกหลายท่านใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการคุยกัน
ระหว่างนั่งคุยกันเจ้าหน้าที่ก็เอาสัญญาการจ้างงานมาให้กรอกและเซ็นต์ บังเอิญที่ในสัญญากำหนดให้ลงอายุด้วย ฮิฮิ จำไม่ได้ครับว่าอายุตัวเองเท่าไรแล้ว เลยถามไปยังอาจารย์ที่เรียนปริญญาตรีมาด้วยกันว่าอายุเท่าไร พอท่านตอบเลย ก็หัวเราะ บอกได้เพียงว่า โอ้ไม่อยากเชื่อเลยว่า ผมจะอายุมากขนาดนี้แล้วหรือ? ฮิฮิ ทำงานเพลินจนลืมสังขาร ซึ่งนั่นก็หมายถึงผมนั่งทำงานในตำแหน่งบริหารคณะมานานแล้วเหมือนกัน และที่สำคัญ ตั้งแต่ก่อนผมป่วยจนถึงวันนี้ ผมคิดตลอดเลยว่า ผมถึงทางตัน ผมติดกับของงานประเภทนี้แล้ว ผมควรหลุดออกจากกล่องใบนี้ได้แล้ว บ่นไปก็เท่านั้นแหละครับ ความจริงคือ ผมเองก็ยังไม่กล้าตัดสินใจเด็ดขาดในเรื่องนี้เองแหละครับ
ยิ่งผมได้ยินข่าวอาจารย์ของผมท่านหนึ่ง ได้ลาพักจากตำแหน่งบริหาร เป็นเวลา 6 เดือน โดยมีการแต่งตั้งผู้ช่วยมารักษาการแทน (แอ๊ะ คล้ายๆ คณบดีผมเหมือนกัน) แล้วอิจฉา ทำไมผมได้รับแบบนั้นบ้าง ฮิฮิ เผือว่า ปล่อยผมเข้าป่าไปสักปีหนึ่ง กลับมาอาจจะมีอะไรๆ ดีขึ้นก็ได้
ผมได้รับคำถามจากคนสองคนเกี่ยวกับแหล่งทุนในการเรียนป.เอกของผม แล้วตั้งคำถามว่า ทำไมผมไม่ขอทุนที่ไหนเลย ผมก็ถึงบางอ้อมาอีกเรื่องหนึ่งว่า จริงๆ ผมตั้งใจจะขอทุนเรียน แต่แล้วรอไปรอมาจนกระทั่งตอนนี้ปีสองแล้ว ผมยังไม่ได้ยื่นขอรับทุนสนับสนุนไปสักที่หนึ่งเลย วุ่นจนลืม ก็มีคำถามต่อว่า แสดงว่า พาตัวเองไหวละสิ อันนี้ตอบด้วยน้ำตาคลอว่า เกือบจะเหลือแต่กระดูกแล้วครับ ฮือฮือฮือ
ก่อนที่ท่านคณบดีจะได้ลาพัก ท่านสัญญาว่า คนที่มารักษาการจะต้องเป็นคนที่มาทำงานแทนท่านทุกเรื่อง ไม่ใช่เพียงแค่มานั่งให้มีคนที่โต๊ะ แต่ตอนนี้ผมเห็นลางบอกเหตุหลายอย่างแล้วครับว่า ประวัติศาสตร์เรื่องนี้จะซ้ำรอยเดิมอีกแล้ว งานที่ส่งเรื่องไปจากคณะเพื่อขออนุมัติจากที่ประชุมระดับสูง ถูกตีกลับมาเพื่อขอคำชี้แจงเพิ่มเติม ขอรายละเอียด ขอข้อมูล ขอสารพัดจะขอ เกือบทุกเรื่อง เหตุผลง่ายๆ ครับ เนื่องจากเวลาประชุมจะต้องมีเจ้าของเรื่องชี้แจง ซึ่งปกติก็คือท่านคณบดี แต่ตอนที่ท่านไปท่านยังไม่ได้มอบงานยังท่านที่รักษาการ และท่านก็ไม่ได้ขอให้ทีมงานชี้แจงอะไรเลย เข้าประชุมไปก็ไม่สามารถชี้แจงประเด็นไหนได้เลย ซึ่งนี้แหละครับปัญหาใหญ่ที่เราเคยเจอมาครั้งหนึ่งแล้ว และตอนนี้เราจะต้องเจออีกหรือนี้ คำถามง่ายๆ สำหรับผมคือ แล้วผมจะนั่งเก้าอี้ตัวนี้ไปอีกทำไม ฮิฮิ (มองให้ปัญหามันร้ายไปหรือเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกันครับ บางทีปัญหานี้ต่อไปอาจจะหายไปก็ได้)
"ขอแค่ประคองให้รอดฝั่ง" คือ สิ่งที่เราคุยกันว่าหากรอบนี้เป็นไปอย่างที่เราไม่อยากให้เป็น ก็คงทำได้อย่างที่กล่าวมาข้างต้นนั่นแหละครับ
ความจริงคณะของเราเหมือนกระทิงดุครับ แต่ถูกบังคับให้กินแต่อาหารขยะ จนเรี้ยวแรงหดหายหมดครับ
บ่นไปก็เท่านั้นแหละครับ ปัญหาใหญ่อีกหลายเรื่องครับ ที่ผมว่า ความผิดพลาดเกิดจากวิธีคิดเดิมๆ ของผู้บริหารระดับสูง วันนี้ผมก็ได้ท้าทายเพื่อนร่วมงานซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่ใหม่ว่าถ้าให้เดิมตามข้อเสนอนั้นละก้อ ร้อยเปอร์เซนต์ไม่สำเร็จ เพราะผมคิดว่าผมรู้ดีว่าทำไมตอนที่คณบดีของผมรับผิดชอบเรื่องนั้นท่านทำไม่สำเร็จ ส่วนตัวผมมองว่า เพื่อนผมทำได้ แต่ต้องไม่ใช่วิธีการเดิมที่เคยทำ ซึ่งเพือนผมก็แย้งว่า เขาก็อยากทำแบบผมว่าแหละ แต่ผู้ใหญ่ไม่ยอม เพราะท่านคิดว่าแบบนี้แหละดีที่สุด
อาจารย์ใหม่ๆ ที่เข้ามาทำงานที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มักจะตั้งคำถามเยอะครับ ทำไมไม่อย่างนั้น ทำไมไม่อย่างนี้ ส่วนใหญ่มาถามผมบ้าง ถามใครต่อใครบ้าง ซึ่งสำหรับผมแล้วตอบได้เพียงว่า ไม่ใช่ไม่อยากทำ แต่ทำไม่ได้
ผมมีความฝันอีกยาวไกลสำหรับคณะครับ งานที่ผมทำไปไม่ถึงครึ่งหนึ่งของภาพสุดท้ายที่ผมต้องการเห็น แต่.........
อ.อีย์
เข้าใจเลยครับ สำหรับ "ใจว้าวุ่น" แบบนี้ ผมเองก็พยายามลดความว้าวุ่นของใจโดยการปลงไปบ้าง หรือ เข้าใจตามเหตุและผล ที่สุดแล้ว การพึ่งตนเองเหมือนเป็นทางออกที่ดี เหมาะสมที่สุด
เรื่องเรียนของผมในปีการศึกษาหน้า ก็เช่นเดียวกันครับ ออกอาการใจว้าวุ่นเหมือนกัน และจะว้าวุ่นอย่างไรนั้น จะขอจับเข้าคุยกันที่ยะลาครับ
ให้กำลังใจครับผม
ไม่ว่าจะมีเรื่องให้ว้าวุ่นใจมากมายขนาดไหน หนูอยากบอกอาจารย์ว่า สงครามที่ยิ่งใหญ่ คือการเอาชนะใจตัวเอง นะค่ะ ยากนะการที่จะหาคนที่ตอบสนองความต้องการของเราได้ในทุกๆเรื่อง หนูรู้สึกว่าที่ ม อ ย ให้ประสบการณ์การทำงานในชีวิตจริงกับหนูได้มากๆ หนูเห็นภาพทุกภาพของคณะ ของมหาลัย ที่เริ่มต้นจากศูนย์ ตราบจนถึงทุกวันนี้ ที่มาพร้อมกับคำ ว่าเสียสละที่ยิ่งใหญ่ จริงๆ สู้สู้ นะค่ะ คณาจารย์ที่น่ารักทุกท่านกับภาระกิจที่สำคัญยิ่ง
السلام عليكم สวัสดีครับ อ. กลางคืนขอนอนเต็มคืน แต่ก็นอนไปตื่นไปเรื่อยๆ ตามประสาคนไม่สมบูรณ์ เช้านี้ได้มาอ่าน อัลฮัมดุลิลลาฮ ขอคุยเห็นข้อๆ นะครับ (แลกเปลี่ยนความเห็น)
แค่นี้ก่อนนะครับ
วัสสาลาม
ขอบคุณกำลังใจดีๆ จากเอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
พึงตัวเองและมั่นขอพรจากอัลลอฮ์สำคัญสุดสำหรับการก้าวเดินตลอดมาในชีวิตผมครับ
ขอบคุณครับ2. [email protected]
หัวใจสำคัญของการทำงานที่มหาวิทยาลัยอิสลาม คือ การเสียสละ และความรู้สึกรับผิดชอบต่อสังคมครับ
ขอบคุณครับ3. Ibm ครูปอเนาะ
ดีใจที่อาจารย์ดีขึ้น ผมมั่นใจเรื่องริสกีที่อัลลอฮ์ประทานมาครับ และผมไม่เคยขัดสนเลยเมื่อให้มอบหมายเรื่องนี้ไว้ที่อัลลอฮ์
แต่ระบบงานปัจจุบันของมหาวิทยาลัยของเรามันปั่นทอนกำลังใจคนทำงานได้เยอะนะครับ ไม่รู้ว่าผู้บริหารเข้าใจเรื่องนี้หรือเปล่า
ผมมองเห็นอีกอย่างหนึ่งที่ มอย. คือ ความตั้งใจ และอุดมการณ์ของอาจารย์ทั้งหมดที่มีอยู่ สิ่งนี้เองเป็นพลังในการก้าวข้ามผ่าน ช่วงเวลาที่ดูเหมือนไม่พร้อม ไปสู่ความพร้อม...
ได้สัมผัสพูดคุยกับหลายท่านที่นั่นแล้วประทับใจมากครับ
ฝากความระลึกถึงทุกท่านด้วยครับ
ขอบคุณมากครับ อ.อาลัม
ข้อแนะนำอาจารย์ถูกใจผมมากเลย
ขอบคุณครับคุณเอกจตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
ที่นี่เต็มเปี่ยมด้วยมิตรภาพครับ แต่ยินดีกับการมาของทุกคนที่แวะมาเยี่ยมเยียนเราครับ