นักศึกษาที่เรียนอ่อนไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกัน   บางคนเรียนอ่อนแต่ขวนขวาย   บางคนเรียนอ่อนด้วยและไม่ขวนขวายด้วย  

 
          นี่คือข้อสรุปของผมระหว่างฟังอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มอ. เข้ามารายงานผลการติวพิเศษให้แก่ นศ. ปี ๑ ที่เรียนอ่อน   ในการประชุมสภาวิชาการของ มอ. เมื่อวันที่ ๓๐ พ.ค. ๕๑


          มอ. เป็นมหาวิทยาลัยที่เอาใจใส่ นศ. ที่เรียนอ่อนเป็นพิเศษ   ลงทุนจัดงบประมาณใช้จ่ายในการสอนเสริมแก่เด็กเรียนอ่อน   และลงทุนประเมินผลการสอนเสริมด้วย    ผลการประเมินพบว่าเด็กที่เรียนอ่อนจำนวน ๓๐ – ๔๐% เป็นเด็กที่เขาบอกเองว่า “ขี้เกียจ”   ทำให้ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยต้องหาวิธีแยกแยะผู้เข้าเรียน    สำหรับใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกนักศึกษา   หรือสำหรับแนะนำนักเรียนที่จะเข้ามหาวิทยาลัย 

  
          คำถามสำหรับมหาวิทยาลัยก็คือ เราคิดช่วยเด็กโดยการสอนเสริม   จริงๆ แล้วเด็กที่เรียนอ่อนบางกลุ่มอาจไม่ได้ต้องการการสอนเสริม   แต่ต้องการการเติมพลังใจ หรือแรงบันดาลใจในชีวิต    ซึ่งถ้าเขามีแรงบันดาลใจ ก็จะขวนขวายเรียนรู้ช่วยเหลือตนเอง  

 
          พูดใหม่ว่าเด็กเรียนอ่อนเป็นอาการที่มาจากต่างโรคกัน   บางคนพื้นความรู้เดิมไม่ดี   บางคนหัวช้า   บางคนไม่ถนัด   บางคนไม่สนใจหรือไม่มีแรงบันดาลใจในชีวิต  


          การช่วยเด็กอ่อนโดยการสอนเสริม เป็นวิธีคิดว่า เมื่อเรียนอ่อนก็ช่วยโดยการสอนเสริม   แต่ความเป็นจริงก็คือการสอนกับการเรียนเป็นคนละเรื่อง    มีวิธีช่วยโดยการทำให้ นศ. เรียนรู้เพิ่มขึ้นได้ไหม   ย้ำว่าการสอนกับการเรียนเป็นคนละสิ่ง คนละกระบวนการ

  
          การช่วยเหลือ นศ. ที่เรียนอ่อน จึงควรดำเนินการแบบแยกแยะ

 

วิจารณ์ พานิช
๓๑ พ.ค. ๕๑