วันที่ ๔ มิ.ย. ๕๑ ผมไปสอนแบบไม่สอนแก่นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ ๑ ของ มวล.    ตามที่เคยลงบันทึกไว้ที่นี่


          ผมเริ่มโดยการบอก นศ. ว่า ผมไม่เชื่อว่าวิชาจริยศาสตร์หรือจริยธรรม และการคิดเชิงวิพากษ์หรือคิดอย่างมีวิจารณญาณ จะสอนได้   อาจารย์ช่วยได้แต่ทำให้ นศ. ได้มีโอกาสเรียน   แต่ นศ. ต้องเรียนเอง    ที่สำคัญที่สุดคือเรียนจากชีวิตจริงของตนเองและของแพทย์คนอื่นๆ    เรื่องจริยธรรมจึงเป็นเรื่องที่ต้องเรียนตลอดชีวิต    ไม่ใช่แค่เรียนในรายวิชานี้   
          ผมบอก นศ. ว่า การบรรยายวิชานี้เป็นเรื่องน่าเบื่อสุดๆ    ผมจึงคิดว่าเราควรเรียนอย่างสนุกสนาน โดยการดูหนัง    แล้วช่วยกันตีความว่าหนังเรื่องนี้สอนอะไรเราบ้าง    เรา ”เห็น” อะไรบ้างจากเรื่องราวในหนัง   แล้วผมก็ฉายหนังเรื่อง “เสียงกู่จากครูใหญ่” ความยาว ๒๕ นาที ให้ดู
ผมบอก นศ. ว่าขอให้แต่ละคนออกมาบอกเพื่อน (และอาจารย์ ๕ – ๖ คน ที่มานั่งฟังด้วย) ว่าตนเองได้เรียนรู้ หรือประทับใจอะไร จากเรื่องราวในหนัง    ขอให้พูดออกมาจากใจ ไม่มีถูก ไม่มีผิด   เราอยากได้ฟังการตีความของแต่ละคน    อยากได้ฟังความแตกต่างหลากหลายในการตีความ เพราะการคิดเชิงวิพากษ์จะมีธรรมชาติเช่นนี้    คนที่จะสามารถคิดเชิงวิพากษ์ได้ดีจะต้องมีจริตในการยอมรับการตีความเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่แตกต่างไปจากการตีความของตนเอง    ดังนั้น เรามาเรียนรู้การคิดเชิงวิพากษ์โดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การตีความหนังของแต่ละคน

   
          ปรากฎว่าสนุกมากครับ   อาจารย์ก็ได้เข้าร่วมนำเสนอการตีความของตนด้วย


          ในเวลาที่เหลืออีก ๑ ชั่วโมง    ผมฉายบทความสั้นๆใน นสพ. มติชน เรื่องการรับน้องใหม่   ให้ นศ. อ่าน แล้วให้นั่งทบทวนกับตัวเอง ๑ นาทีว่าสาระของบทความคืออะไร    แล้วจับคู่กับเพื่อนที่นั่งใกล้ๆ แลกเปลี่ยนการตีความซึ่งกันและกัน ๒ นาที    แล้วจึงให้เวลา ๒๕ นาที จับกลุ่ม กลุ่มละ ๖ คน    นศพ. มี ๔๘ คน จึงมี ๘ กลุ่ม    ให้ช่วยกันคิดวางแผนว่าปีหน้าจะจัดกิจกรรมรับน้องใหม่อย่างไร    ทำไมจึงจัดกิจกรรมเหล่านั้น    นศพ. รุ่นนี้เป็นรุ่นแรก จึงไม่มีพี่ระดับสำนักวิชา    เขาจะเป็นผู้วางรากฐานวัฒนธรรมรับน้องใหม่ของสำนักวิชาแพทยศาสตร์ 


          จบ ๒๕ นาที มีการนำเสนอ   น่าชื่นชมว่าเด็กปี ๑ สามารถคิดออกมาได้ขนาดนี้ในเวลาอันจำกัดมาก  

 
          นศพ. หญิงคนหนึ่งบอกว่า ปีหน้าจะแนะนำวิธีแหกกฎหอพักให้น้อง    คือวิธีแอบเอาเตารีด หม้อหุงข้าว และหม้อต้มน้ำ เข้าไปใช้ในหอ   “เพราะเราจ่ายเงินค่าหอแล้ว ต้องใช้ให้คุ้ม”    ผมได้ชี้ให้เห็นว่าแนวคิดเช่นนี้จะนำไปสู่การขึ้นค่าหอในปีต่อๆ ไป    คนที่เดือดร้อนคือ นศ. เอง แต่เป็น นศ. ในปีต่อๆ ไป    ผลของพฤติกรรมแบบนี้มีตัวอย่างระบบสุขภาพของสหรัฐอเมริกา    ที่คนคิดถึงแต่ประโยชน์ของตัวเอง    มีทนายที่คอยจ้องฟ้องหมอ    ไปชวนคนไข้ที่ได้รับบริการจากหมอว่าฟ้องหมอกันไหม    ถ้าแพ้ไม่คิดค่าทนาย ถ้าชนะแบ่งค่าชดเชยที่ได้จากบริษัทประกัน (ที่หมอทำประกันไว้) คนละครึ่ง   เมื่อเป็นเช่นนี้ หมอก็จะให้บริการแบบปกป้องตัวเอง    ส่งตรวจพิเศษมากเกิน   และบริษัทประกันก็จะคอยขึ้นค่าเอาประกัน    ผลสุดท้ายตกแก่ผู้ป่วย คือค่าดูแลสุขภาพแพงมาก    คนจนเข้าไม่ถึง    ระบบสุขภาพอเมริกันจึงมีแต่ความทันสมัย แต่ไม่ทำให้คนอเมริกันสุขภาพดี    เป็นระบบที่แพงมาก แต่คุณภาพไม่ดี    ผมแนะนำ นศ. ว่า การคิดเชิงวิพากษ์ ต้องคิดให้ลึก ให้เห็นผลของการกระทำตามแนวความคิดนั้นๆ ด้วย 


          ผมเข้าใจว่า ผมได้แนะนำวิธีการ “สอนแบบไม่สอน” ให้แก่อาจารย์สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มวล.   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แก่ ผศ. พญ. มยุรี วศินานุกร รักษาการคณบดี ที่อยู่ในห้องเรียนตลอดเวลา


          ผมบอก นศพ. ว่า    สิ่งที่ผมนำมาให้ได้ฝึก คือวิธีเรียนรู้ ไม่ใช่เนื้อหาของเวชจริยศาสตร์ และการคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งไปค้นหาเอาเองได้  

 

วิจารณ์ พานิช
๕ มิ.ย. ๕๑