2-3วันก่อนเพื่อนที่ดีกัน โทรมา "เธอ...ช่วยฝึกน้องใหม่ให้ชั้นหน่อย...เพิ่งรับมา...จะให้ทำหน้าที่พิธีกรในโอกาสต่างๆ"
ดิฉันรับคำไปพร้อมๆ กับถามตัวเองอย่างเรานี่เป็นต้นแบบได้เหรอ..จะเราสอนน้องอย่างไร "คิดถึงแม่ปู...ลูกปู"
นึกถึงวันแรกที่ดิฉันโดนดันหลังให้ขึ้นเวที..เพราะงาน
หัวหน้า "คุณเมตตา คุณต้องเป็นพิธีกร ด้วยนะในงานฝึกอบรมที่จะมีในอีก 2 วันนี้"
ดิฉัน "ค่ะ" (ก็ตอนสอบสัมภาษณ์ บอกเค้าไปว่าให้ทำอะไรทำได้ทั้งนั้น)
กลับมานั่งโต๊ะ
ถามตัวเองอีกที แล้วพิธีกรนี่เขาต้องทำอะไรกันบ้างมีพี่ที่แสนดีคนหนึ่งมาแนะนำ "พูดไปต่ะ ตามกำหนดการนั่นแหล่ะ...ว่าวันนี้เราจะทำอะไรกัน...ไม่ยาก..พูดได้ก็ทำได้แล้ว สบาย สบาย"
จริงซิพี่เค้าให้กำลังใจพูดได้ก็ทำหน้าที่พิธีกรได้แล้ว....คิดต่ออีกไม่น่าจะใช่...ต้องบวกกับความมั่นใจด้วย..แล้วความมั่นใจมาจากไหนอีกหล่ะทีนี้
เรียกมา...เรียกมา...มนต์เรียกความมั่นใจ
1.เรากำลังทำงาน ทำให้เต็มความสามารถ
2.เรากำลังทำดี...ให้คนเข้าใจว่าวันนี้มีอะไรบ้าง
3.มีคนรอเราฟังเยอะ แยะ อ่านรายละเอียดให้ดี พูดให้ชัดถ้อยชัดคำ
4.เป็นจุดสนใจ หน้าห้อง แต่งตัวให้เรียบร้อย สุภาพ
5.คิดว่านั่นคือโอกาสนี่ถ้าเราไม่ใช่เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมคงไม่มีใครมานั่ง
ฟังเราพูดแบบนี้
6.ฝึกยิ้ม...ค่ะขนาดยิ้มก็ต้องฝึกยิ้มแบบเต็มใจที่ได้ทำงานนี้
7.ปรับใจ "ต้องทำได้ซิ...ไม่ยาก น้ำเสียง กริยาอาการ" สื่อหมดจากการ
พูดยิ่งเราไม่มั่นใจเท่าไหร่ งานนั้นก็จะยากขึ้นทันทีตามตัว
นั่นเป็นมวยวัดที่ทำ เอาตอนนั้นจนมาถึงวันนี้งานพิธีกร ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับดิฉันอีกต่อไป และก็ค้นพบความจริงว่า การเป็น "พิธีกร" ไม่ใช่สักแต่ว่า "มือถือไมค์ พูดๆ ไป" ในการทำจริงต้องอาศัยความชำนาญความเข้าใจ และปฏิภาณไหวพริบมาประกอบกันที่จะทำให้งานดำเนินไปได้ดี พิธีกรไม่ใช่ผู้พูดสลับฉากบนเวที
พิธีกรเป็นที่รวมของบทบาทหน้าที่อย่างน้อย 4 อย่างคือ
1. เป็นเจ้าของเวที (Stage Owner)
2. เป็นผู้ดำเนินรายการ (Program Monitor)
3. เป็นผู้แก้สถานการณ์เฉพาะหน้า (Situation Controller)
4. เป็นผู้ประสานงานระหว่างบนเวทีและด้านล่างเวที
ต้องแม่นลำดับรายการรู้รายละเอียดของแต่ละรายการ รู้จักผู้เกี่ยวข้องในแต่ละรายการ รู้กาลเทศะ เตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ (พักผ่อนเพียงพอ) มาถึงบริเวณงานก่อนเวลา (อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง) สำรวจความพร้อมของเวที แสง สี และเสียงต้องทดสอบจนแน่ใจ เริ่มต้นรายการด้วยความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าซึ่งตรงนี้จะส่งผลถึงบรรยากาศของงานด้วย อย่าทิ้งเวที
แก้ปัญหาหรือควบคุมสถานการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างดี หากไม่จำเป็นอย่าเปลี่ยนตัวพิธีกรกลางรายการ
คงไม่ผิดหากจะพูดว่า...."งานมีส่วนสำคัญที่ทำให้เราพัฒนาปรับปรุงตัวเอง" อย่าละเลยที่จะฉกฉวยโอกาส...สำหรับการพัฒนาตนเองที่ได้มาจากงาน แทนการปฏิเสธว่า...ไม่เคยทำ...ทำไม่ได้...ไม่ชอบทำ
พี่เราหายไปนานมากๆๆ คิดถึงๆๆ ความมั่นใจนั้นสำคัญมาก จดขั้นตอนไว้ แต่น้องก็หลุดๆๆขั้นตอนเสมอ อิอิๆๆ
อยากปรับปรุงการพูดอยู่เหมือนกัน บางทีก็พูดน้ำไหลไฟดับ ต่อหน้าคนเยอะแยะ
แต่พอเจอแปลกหน้าหน่อย ใจเต้นๆๆๆๆ...สอนเคล็ดลับหน่อยครับ
วันสิ่งแวดล้อมโลก : 5 มิถุนายน ของทุกปี
ผมเป็นพิธีกรบ่อยมาก ...อันนี้เรื่องจริง นะครับ แต่ไม่ถนัดกับการเป็นพิธีกรที่ปรุงแต่งอารมณ์ขันให้ผู้ฟัง
เคยขึ้นเวทีประท้วงก็บ่อยไป
ไม่เคยทำ...ทำไม่ได้...ไม่ชอบทำ
...
ไม่คิด
ไม่ทำ
ไม่สน
ไม่เอา
ไม่ให้
ไม่นำพา
.... สุดท้าย ก็ไม่เจริญ ..
ได้อ่านแล้วรู้สึกมีความมั่นใจมากขึ้นเลยค่ะ
เพราะเพิ่งได้รับมอบหมายให้เป็นพิธีกร..เหมือนกัน
แต่ว่ายังไม่มีประสบการณ์ในการพูดเลย...
ชอบมากที่ว่า ..
คงไม่ผิดหากจะพูดว่า...."งานมีส่วนสำคัญที่ทำให้เราพัฒนาปรับปรุงตัวเอง" อย่าละเลยที่จะฉกฉวยโอกาส...สำหรับการพัฒนาตนเองที่ได้มาจากงาน แทนการปฏิเสธว่า...ไม่เคยทำ...ทำไม่ได้...ไม่ชอบทำ
มันทำให้มีกำลังใจมากขึ้น
ฉะนั้น ..เราต้องทำได้ และต้องทำได้ดีด้วย
ขอบคุณมากค่ะ
ผมเองมีความสนใจเรื่องการเป็นพิธีกร งานทุกงานถือว่ามีส่วนสำคัญของงานด้วย ดีมากครับกับการแชร์ความรู้ในเรื่องของประสบการณ์ตรงนี้ ผมมีกลอนจากหนังสือเล่มหนึ่งในสมัยเรียนจนทุกวันนี้ก็จำขึ้นใจครับ
1.เตรียมตัวให้พร้อม
2.ซักซ้อมให้ดี
3.ท่าทีสง่า
4.หน้าตาสุขุม
5.ทักที่ประชุมไม่วกวน
6.เรื่องราวให้กระชับ
7.ตาจับที่ผู้ฟัง
8.เสียงดังให้พอดี
9.ไม่มีเอ้ออ้า
10.ดูเวลาให้ครบ
11.สรุปจบจับใจ
12 ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดการพูด
สวัสดีค่ะ..ดิฉันเองก็ได้รับมอบหมายงานให้รับหน้าที่พิธีกรบ่อยๆ..พูดไม่เก่งแต่ก้พยายามฝึกและศึกษาเรื่องที่จะพูดรู้สึกดีที่ ที่ทำงานให้โอกาสอยากทำให้ดีค่ะมีข้อเสนอแนะเทคนิคที่ดีๆกว่านี้ไหมค่ะ