เข้าใจอินเดีย

 

 

 

2

เข้าใจประเทศ

 

ประเทศอินเดียเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ที่เพิ่งตื่นหรือเกิดใหม่ก็ได้เพราะเพิ่งจะได้เอกราชจากอังกฤษมา 60 ปี (ค.ศ. 1947 ) และเพิ่งจะเปิดประเทศมาเมื่อสิบกว่าปีนี้เอง (1991)

ในวันที่ฉลองครบรอบ 60 ปีของการเป็นอิสระภาพจากอังกฤษ นายกรัฐมนตรีอินเดียโมมานห์ ซิงห์ ก็บอกว่าประเทศอินเดียยังเป็นประเทศเยาว์วัยนัก ยังต้องมองอนาคตและเดินไปข้างหน้าอีกยาวไกล

เคยมีการกล่าวถึงจีนว่าเป็นยักษ์หลับ ตื่นเมื่อไหร่โลกก็สะเทือน จีนเพิ่งตื่นและโลกก็สะเทือนไปแล้วตั้งแต่เปิดประเทศและเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก  

อินเดียก็เป็นยักษ์เหมือนกัน แต่น่าจะเป็นช้างยักษ์มากกว่า เพียงแต่ช้างเชือกนี้ไม่เคยหลับ แต่อยู่ในป่าของตัวเองในช่วงที่ผ่านมาและในปัจจุบันช้างยักษ์ตัวนี้มีกำลังที่แข็งแรงและจะออกจากป่ามุ่งหน้าเข้าเมือง อะไรจะเกิดขึ้น

นโยบายต่างประเทศของอินเดียนั้นถือว่าเปิดกว้าง เป็นมิตรกับทุกประเทศที่มีผลประโยชน์และสร้างตัวเองให้ผงาดขึ้นมาในเวทีระหว่างประเทศได้อย่างน่าทึ่ง ในองค์การการค้าโลกเป็นตัวอย่างที่ดี อินเดียเป็นนักเจรจาต่อรองในเรื่องการค้าที่โดดเด่นมากประเทศหนึ่งโดยยืนหยัดอยู่ข้างประเทศกำลังพัฒนา

เดลี..ที่กำลังเปลี่ยนไป

ในอินเดีย เมืองใหญ่มีอยู่ 4 เมืองคือมหานครเดลีในฐานะเมืองหลวง มุมไบหรือชื่อเดิมบอมเบย์เมืองที่มีประชากรมากที่สุดและทันสมัยที่สุดในฝั่งตะวันตก เมืองเจนไนหรือชื่อเดิมมัสดราสเมืองท่าทางฝั่งตะวันออกและเมืองกัลกัตตาเมืองหลวงเดิมที่ติดกับบังกลาเทศ พม่าและใกล้ไทยที่สุด

สำหรับมหานครเดลีที่คุ้นเคย ต้องบอกว่าเป็นช่วงที่เมืองนี้กำลังปรับปรุงและพัฒนาอย่างมากสาเหตุสำคัญก็คือในอีก 2 ปีข้างหน้า นครเดลีก็จะเป็นที่จัดกีฬาของสหราชอาณาจักร หรือ The Commonwealth Games2010 ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาเมืองหลวงไม่น้อยทีเดียว

อินเดียจึงตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้เดลีเป็น Super Cityหรือเมืองชั้นเยี่ยมภายในปี 2010 นั้นเอง ซึ่งเป็นความฝันที่ไม่เกินเอื้อมนัก

สิ่งก่อสร้างใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมายหลายแห่ง แม้ในตอนกลางปี 2550 นั้นจะยังสร้างไม่เสร็จสักอย่างและหลายคนที่เคยอยู่มานานบอกว่าไม่มีท่าว่าจะเสร็จเลย แต่ก็ถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เมื่อทำเสร็จเมื่อใด จะทำให้นครเดลีเป็นเมืองหลวงที่ทันสมัยไม่น้อยหน้ากรุงเทพฯทีเดียว

ที่เห็นได้ชัดคือถนน พัฒนาไปมาก กว้างใหญ่และได้มาตรฐาน มีทั้งถนนทางด่วน ทางข้ามแยก ถนนเลี่ยงเมืองถนนลอดอุโมงค์รวมทั้งรถไฟใต้ดินสายใหม่

โครงการสร้างรถไฟใต้ดินสายใหม่นั้น ก็เริ่มสร้างไปแล้วโดยบริษัทของคนไทย (อิตัลไทย) เป็นผู้ได้รับสัมปทานส่วนหนึ่ง ก็มีความคืบหน้าไปเรื่อยๆ

ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ประเภทขนาดใหญ่มากๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วราวดอกเห็ด เช่นSelect  City Walk ในเขต ซาเกตSaket ห้าง Ambiance Mall ในเมืองกูร์กัลซึ่งอ้างว่าเป็นห้างสรรพสินค้าที่มีความยาวที่สุดในอินเดีย คือยาวประมาณ  1 กม. หรือ ห้าง Great Indian Place ในเมือง Noida ก็เป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่โตไม่แพ้เดอะมอลล์บ้านเราและมีสวนสนุกอยู่ด้วย

ห้างใหม่ๆเหล่านี้เป็นการรวมเอาร้านเล็กๆ ของคนอินเดียไปอยู่ในห้าง โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นร้านเสื้อผ้า

ในปี 2550 นี้ ในเดลีและเขตใกล้เคียง ก็ยังไม่เห็นห้างสรรพสินค้าของบริษัทข้ามชาติเข้ามาเปิดเลยสักห้างเดียว  ส่วนร้านอาหารประเภทฟาสต์ฟู๊ดเช่นแม็คโดนัลเริ่มแพร่หลาย เคเอฟซีเริ่มมีให้เห็นตามห้างใหญ่ๆ  รวมทั้งปิสซ่าฮัท แต่ร้านอาหารไทย ไม่มีให้เห็นเลย

อินเดียอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงและเป็นการเปลี่ยนแปลงขาขึ้นจริงๆ จึงเห็นสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ค่อนข้างจะชัดเจน

อาจเนื่องจากมีคนจนจำนวนมาก จึงเห็นความแตกต่างชัดเจนเมื่อคนอินเดียในเมืองจำนวนหนึ่งเรียกว่าคนชั้นกลางเริ่มมีฐานะ มีงาน มีเงินใช้จ่าย  การแต่งกายก็เริ่มเปลี่ยนเป็นแบบทันสมัยและสากลมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ชายนั้นแต่งตัวเป็นแบบสากลคือเชริ์ตกับกางเกงขายาวเกือบหมดแล้ว เหลือแต่คนชราที่ยังแต่งกายแบบเดิมๆ ให้เห็นตามถนนหนทาง ในขณะที่สตรีอินเดียรุ่นใหม่ในเดลีเริ่มจะใส่กางเกงยีนส์มากขึ้น

 

สิ่งหนึ่งที่เห็นว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงคือการรักษาความสะอาดในที่สาธารณะ ยังไม่ได้รับการดูแลและสนใจจัดการ ตามศูนย์การค้าขนาดเล็กซึ่งมีอยู่ทั่วไปยังคงปล่อยให้มีการทิ้งขยะโดยไม่มีคนมาเก็บและที่เป็นเอกลักษณ์ก็คือวัว ซึ่งเป็นสัตว์ที่คนอินเดียเคารพเพราะถือเป็นพาหนะของเทพเจ้า ก็ยังเพ่นพ่านตามร้านค้าและที่สาธารณะต่างๆ เป็นภาพที่เห็นเป็นปรกติ

เทศบาลนครเดลีพยายามเหมือนกันที่จะจัดการกับวัวเหล่านี้ซึ่งถือว่าเป็นวัวที่หลงทาง  Stray Cattle จะใช้คำว่าวัวจรจัดก็คงไม่ได้เพราะวัวเหล่านี้มีเจ้าของ แต่ถูกปล่อยออกมาหากินทุกเช้าตามที่สาธารณะ ซึ่งตามข่าวบอกว่ามีวัวพลัดหลงนี้อยู่ประมาณ 30000 ตัว (สามหมื่นตัว) ทั่วเมืองเดลี วัวเหล่านี้ตามปรกติจะต้องอยู่ที่โรงวัว Gaushala  7 แห่ง ( ที่ถูกฏหมาย ) ที่มีอยู่ตามที่ต่างๆ ในเมือง แต่ปรากฏว่าก็มีโรงวัวอีกหลายพันแห่งแห่งที่ตั้งขึ้นมาอย่างไม่ถูกต้อง ทำให้วัวส่วนหนึ่งหลงพลัด (อย่างตั้งใจ)ไปเป็นวัวจรจัดตามสี่แยกบ้าง ตามห้างและร้านค้าบ้าง เจ้าหน้าที่มีมาตรการจัดการเหมือนกันโดยการจับเพื่อนำกลับไปยังโรงวัว แต่ด้วยจำนวนเจ้าหน้าที่ที่น้อยมากและยังถือว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ จึงยังเห็นวัวหลงทางเหล่านี้ในที่สาธารณะต่อไป

สำหรับประชาชนรวมทั้งผู้ขับขี่รถยนต์ก็มิได้รู้สึกรำคาญใจหรือไม่พอใจวัวเหล่านี้แต่อย่างใดเพราะเป็นวัวของพระเจ้า คนอินเดียหลายคนบอกด้วยซ้ำไปว่าจับวัวไปทำไมเพราะถือว่าวัวออกมาหากิน ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าตามที่สาธารณะนั้นมีการทิ้งขยะเป็นปรกติ ซึ่งขยะนี้เองกลายเป็นอาหารของวัวที่พลัดหลงเหล่านี้

การเปลี่ยนแปลงในเรื่องดีๆ ก็มี ที่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของคนอินเดียรุ่นใหม่ก็คือเรื่องโทรศัพท์มือถือที่เป็นที่นิยมในอินเดียอย่างรวดเร็ว เมื่อปี 2003 อินเดียมีโทรศัพท์มือถือเพียง 10 ล้านเครื่อง ถัดมาเพียงปีเดียวคือ 2004 ผู้ใช้มือถือเพิ่มขึ้นเป็น 28 ล้านคน เป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง ทำให้บริษัทอินเดียด้านมือถือเติบโตอย่างเร็วมาก มือถือกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันพอๆ กับจักรยาน 2 ล้อที่ยังคงเป็นสินค้าขายดีในอินเดีย ประมาณกันว่าในทุกปีมีจักรยานขายในอินเดียถึง 13 ล้านคัน นั่นเท่ากับเดือนละ 1 ล้านกว่าคัน ดังนั้นสำหรับมือถือก็คงไม่ต่างจากนี้

อินเดียกำลังเป็นประเทศที่ต้องการบริโภคไปซะทุกอย่าง ถึงกับมีคนกล่าวว่าปัญหาของอินเดียก็คือมีเงินมากมาย จนไม่รู้ว่าจะซื้ออะไร ก็เห็นจะจริงเพราะทุกวันนี้ นอกจากจีนแล้ว คนอินเดียก็ไปอยู่ในประเทศต่างๆ มากที่สุดคือประมาณ 20 ล้านคน และมากถึง 33 ประเทศทั่วโลกที่มีคนอินเดียมากกว่า 1 แสนคนในประเทศนั้นๆ  โดยในจำนวนนี้มีถึง  11 ประเทศมีคนอินเดียอาศัยอยู่ มากกว่า 1 ล้านคน

คนอินเดียนอกประเทศเหล่านี้เองที่เป็นผู้ที่มีส่วนเสริมเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งมีกลุ่มกลับมาพัฒนาประเทศ (สมองไหลกลับ) โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ จนทำให้อินเดียก้าวเข้าสู่ระดับโลกได้เช่นทุกวันนี้ เศรษฐีอินเดียติดอันดับรวยที่สุดในโลกหลายคน ให้ชัดๆ คือใน 10 อันดับแรกที่รวยที่สุดในโลก 4 คนเป็นคนอินเดีย

คนอินเดียในยุคนี้มีเงินมากมาย ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เศรษฐีหลายคนทำตามความเชื่อของฮินดูที่ให้มีเมตตาและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงนำความรู้และเงินกลับมาพัฒนาให้ประเทศและนำงานมาให้คนอินเดียได้ทำกัน จนอินเดียเป็นศูนย์กลางการบริการแบบรับเหมาดำเนินการ Outsource  ของโลกไปแล้ว ก็เพราะคนอินเดียที่ไปโตในต่างประเทศนี้ละแต่ทั้งนี้ก็เพราะนโยบายเปิดประเทศนี่ละที่ทำให้อินเดียมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงทุปปีมาจนทุกวันนี้

 

 

 

..................................

(ติดตามต่อไปในตอนที่ 3)