การพัฒนาจิตปัญญาเพื่อสร้างสุขภาวะในองค์กร 8 -10 พฤษภาคม 2551 ณกระท่อมหินนันทภัค วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

บันทึกนี้ยาวไปหน่อย ค่ะ..

เหลือบมองดูเวลาที่ข้อมือเป็นเวลาใกล้เจ็ดนาฬิกา ตามที่ได้นัดหมายกับทีม ขณะเดียวกันนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น สายเรียกเข้าจาก “พี่ภา” เพื่อนร่วมทางที่จะร่วมไปเรียนรู้ร่วมกันที่วังน้ำเขียว ส่งเสียงเอ่ยมาตามสาย ถามเรื่องความพร้อม “พร้อมแล้วค่ะ จะไปเดี๋ยวนี้ “ ฉันส่งเสียงตอบไป หลังจากนั้น สวัสดีทักทายเพื่อนร่วมทาง แล้วจึงขนกระเป๋าใบเดิมและใบเดียว คอมพิวเตอร์ Note book คู่กาย ขึ้นรถของอาจารย์ยงยุทธ ซึ่งวันนี้ทำหน้าที่เป็นสารถีนำพวกเรามุ่งหน้าสู่วังน้ำเขียว  จ.นครราชสีมา อาจารย์ขับรถสบายๆ ระหว่างทางมีผลไม้ ดอกกล้วยไม้วางขายอยู่ริมทาง เราได้มาแวะซื้อกาแฟสดเพราะฉันรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำซึ่งได้กาแฟสดเป็นผลพลอยได้ หลังจากนั้นเราได้มาถึงกระท่อมนันทภัค ซึ่งเป็นจุดหมายของเรา ประมาณเกือบสิบนาฬิกา มองหาห้องประชุม เหลือบเห็นห้องที่อยู่ด้านหน้า ทีมจึงเหมาเอาว่าต้องเป็นห้องนี้แน่ๆเลย เราจึงตกลงเดินขึ้นไปดูที่ชั้นสอง ซึ่งเป็นห้องประชุมจริงๆ แต่เข้าไปใน ห้องประชุมรู้สึกแปลกๆ คงไม่ใช่แล้วละ หัวข้อการอบรมไม่ใช่ของเรานี่นา เราเริ่มเดินออกจากห้อง พร้อมกับมีเสียงถามมาด้านหลังว่า “มาประชุมของที่ไหนหรือครับ” เราตอบไปว่าสปสช. แต่คนถามรู้สึกงงๆ เราเลยบอกว่า 30 บาทรักษาทุกโรค เขาจึงแนะนำว่ามีห้องประชุมด้านล่างให้เดินลงเขาไปอีกนิดหน่อย ทีมงานเราจึงเดินลงทางลาด เราพบเพื่อนร่วมทางยืนรออยู่หน้าห้องประชุมด้านล่าง เรามาทราบตอนหลังว่าท่านเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคเบาหวาน ทำค่ายเบาหวาน ชื่อ นพ.วิศาล (นามสกุลจำไม่ได้ค่ะ ) อาจารย์เดินลงไปยังห้องประชุมพร้อมๆกับเรา โดยอ.ยงยุทธได้เอื้อเฟื้อถือกระเป๋าให้ท่าน ท่านเกษียณราชการหลายปีแล้วแต่ยังดูแข็งแรงมากค่ะ ท่านได้มีเคล็ดลับเล่าให้ทีมเราฟังไว้จะกล่าวในช่วงต่อไป  ถึงแล้ว...เราถอดรองเท้ารีบเข้าไปในห้อง ลงทะเบียน ติดป้ายชื่อ เขียนชื่อตัวเองทันใด “Paula” พี่ๆเขาคงนึกสงสัยในใจ ว่าชื่อจริงหรือเปล่านี่

ภายในห้องประชุมเป็นห้องประชุมที่มีเก้าอี้ตั้งเดี่ยวๆ ไม่มีโต๊ะ เราจึงตรงไปนั่งเก้าอี้ที่ยังว่างอยู่ เจอท่าน ผอ.รพ.ประทาย นพ.นิวัฒน์ชัย นามวิชัยศิริกุล เข้ามาทักทาย ดีใจจังได้เจอเพื่อนอีกคนแล้ว ช่วงนี้ อ. หมอตุ๊ พญ.รุจิรา มังคละสิริ ได้เกรื่นนำว่า เราจะพัฒนาองค์กรให้เป็น Healthy organization โยนคำถามให้ผู้เข้าร่วมประชุมตอบว่าหมายความว่าอย่างไร ???  มีแรงจูงใจในการตอบเป็นของเล็กๆน้อยๆ หนังสือ แจกให้สำหรับคนที่ตอบทุกคน ไม่ว่าจะผิดหรือถูก Healthy = สุขภาวะ คิอภาวะที่มีความสุข ทั้งร่างกาย จิตใจ การจัดการให้เกิดสุขภาวะประกอบด้วยการจัดการด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตปัญญา จิตปัญญา หมายถึงปัญญาที่จะใช้ในการพัฒนาจิตใจ Intellectual  หมายถึง เชาวน์ปัญญา  Spiritual คือจิตปัญญา วัตถุประสงค์ของการประชุมในครั้งนี้มี ๓ ข้อได้แก่ ๑) การสร้างความตระหนักต่อการสร้างสุขภาวะทางจิตปัญญา ๒) เรียนรู้เทคโนโลยีแนวพุทธ มาจัดการความเครียดและสร้างสุขภาวะองค์กร เรียนรู้สติ สมาธิ ฝึกเจริญสติ  ๓) สร้างเครือข่ายในการประยุกต์ในการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม

เราเรียนรู้ธรรมชาติของทุกสรรพสิ่งคือ “ธรรมะ “  ศาสนาพุทธ มีจุดมุ่งหมายคือ ต้องการให้หลุดพ้นจากความทุกข์ อ. หมอตุ๊ถามว่า ทุกข์หมายถึงอะไร ข้อนี้เรามั่นใจตอบได้แน่ๆ จึง ยกมือตอบไป ว่า ทุกข์หมายถึง “ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ” ข้อนี้ เราได้หนังสือเป็นรางวัลมา ๑ เล่ม แล้วทุกข์เกิดจากอะไร เกิดจากความโลภ โกรธ หลง รวมเรียกว่ากิเลส เกิดจากตัณหา คือความยึดมั่น ถือมั่น เกิดจากอุปทาน คือตัวกู ของกู เกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจธรรมชาติ คืออวิชชา  หนทางแห่งก่ารดับทุกข์คือ “สติ” การเจริญสติ คือการระลึกรู้ กาย เวทนา จิต ที่กำลังปรากฎอยู่  ผุดผ่องอ่อนเยาว์ด้วย ๖ อ. ได้แก่ อบอุ่นไอรัก อาหารผักหลากหลาย ออกกำลังกายทุกวันวาร อารมณ์เบิกบานและผ่อนคลาย เลี่ยงอันตรายจากสารพิษ นำชีวิตด้วยอริยมรรคมีองค์แปด

จากนั้น เราได้เรียนรู้เทคโนโลยีจิตวิทยาแนวพุทธ ที่ทำให้เรามีสติ คือ”เพลงดอกไม้บาน” เปรียบเทียบลมหายใจเป็นปากประตูให้จิตประสานกาย รู้ตัวอยู่เสมอ รู้สึกเบิกบานตามเพลง หมอตุ๊ผู้มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มตลอดเวลา เปิดให้ฟังพร้อมกับทำท่าประกอบเพลง เป็นครั้งแรกจริงๆที่ได้ฟังเพลงนี้ รู้สึกไพเพราะมากๆ จำง่ายและท่าก็ไม่ยากเกินไป เป็นเพลงของเสียรธรรมสถาน เนื้อเพลงมีดังนี้ค่ะ

“ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกดุจดอกไม้บาน “

“ภูผาใหญ่กว้าง ดั่งสายน้ำฉ่ำเย็น ดังนภากาศ อันบางเบา”

แปลงมาจากเพลงภาษาต่างประเทศ ค่ะ

            Breathing in Breathing out .I am blooming as a flower .I m fresh as a dew I m solid as a mountain. I m firm as the earth .I m free

Breathing in Breathing out .What s real? What s true ? And I feel there s space .Deep inside of me. I m free I m free.

สัญญาณแห่งสติ ให้กลับมาอยู่กับตัวเองเมื่อได้ยินเสียง ระฆัง สัญญาณ Minute of mindfulness เราเป็นสุขในปัจจุบัน 

หายใจเข้า          ฉันรู้ตัวว่ากำลังหายใจเข้า

หายใจออก         ฉันรู้ตัวว่ากำลังหายใจออก

หายใจเข้าลึก      หายใจออกช้า

หายใจเข้าสงบ    หายใจออกสบาย

หายใจเข้า          ฉันอยู่กับปัจจุบันขณะ หายใจออก ฉันรู้ว่าปัจจุบันขณะ เป็นเวลาที่ประเสริฐที่สุด

ปัจจุบันขณะ คือเวลาในปัจจุบันไม่ใช่อดีตและอนาคต คือเวลาที่เราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง สามารถกำหนด “กรรม” คือการกระทำของเราได้ว่าจะทำดีหรือชั่ว การเจริญสติปัฏฐาน 4 คือระลึกรู้ กาย เวทนา จิตและธรรม ในปัจจุบันขณะจะช่วยให้เราเข้าถึงธรรม(คือธรรมชาติของกายใจ)เกิดปัญญาในการขจัดความทุกข์

ตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง เป็นการอธิบายสภาวะธรรมของกายและใจของคนเราว่ามีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น หากเข้าถึงธรรมข้อนี้จะเกิดความปล่อยวางหลุดพ้นจากความเป็นตัวกู ของกู

ผัสสะ เกิดจากการกระทบกันของอายตนะภายนอก คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกายและสัมผัสทางใจ และอายตนะภายใน คือตาหู จมูก ลิ้นกายใจ เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึก (เวทนา)และพัฒนาไปเป็นตัฯหา(ความทะยานอยาก) อุปาทาน(ความยึดมั่น ถือมั่น) โดยมีความคิด(สังขาร)เป็นตัวปรุงแต่ง หากเรามีสติรับรู้การกระทบ(ผัสสะ) ว่าเห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน จะทำให้ไม่เกิดทุกข์

อิทัปปัจจยตา หมายถึงการเกิดของปัจจัยต่างๆสบต่อกันไป เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้ก็จึงมี เมื่อไม่มีสิ่งนี้สิ่งนี้ก็มีไม่ได้ ไม่มีอะไรเป็นของเราอย่างแท้จริง และเราไม่สามารถบังคับให้สิ่งใดเป็นไปตามใจเราได้

เย็นวันแรก มีกิจกรรมผ่อนคลายให้เลือกทำได้แก่นวดบำบัดคลายเครียด ดนตรีบำบัด ซาวน่า อาบแสงตะวัน โดยแบ่งเป็นกลุ่ม A B C D ฉันเลือกที่จะนวดผ่อนคลายและดนตรีบำบัด เพราะคาดว่าคงจะผ่อนคลาย สบายไม่เลือกซาวน์น่าและอาบแสงตะวันเพราะว่าไม่ชอบร้อน ไม่ชอบดำค่ะ

ภาพนี้ถ่ายจากด้านหลังห้องพักค่ะ

ช่วงหัวค่ำ หลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้ว เราเรียนรู้เรื่องจิตใต้สำนึก และจิตสำนึก จิตสำนึกเป็นส่วนที่เรารู้ตัว จิตใต้สำนึกเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็งที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งมีทั้งด้านดีและไม่ดี ถ้าเราสามารถพัฒนาด้านดีให้ออกมาทำงานได้ เราจะค้นพบศักยภาพในตัวเรามากมาย เปรียบเสมือนม้ากับคนบังคับม้าหากเรารู้จักม้าและบังคับให้ถูกทาง คือเราใช้มรรค ๘ คือศีล สมาธิ ปัญญา เชื่อหรือไม่ว่าคนเราสามารถใช้มือเปล่าม้วนช้อนส้อมหนาๆให้เป็นเกลียวได้ พอลล่าเห็นกับตามาแล้วว่าทำได้ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของจิตใต้สำนึก หากเราทำสมาธิและเชื่อมั่นว่าเราทำได้ เราจะทำได้ ต้องเชื่อก่อน วิทยากรนำพาเราให้เชื่อและให้เชื่อว่าสิ่งที่อยู่ในมือเราเป็นดินน้ำมันที่อ่อนนุ่ม มือเราก็เป็นคีมเหล็กที่แข็งแรงสามารถตัดเหล็กได้ มีผู้เข้าร่วมประชุมหลายท่านสามารถขดได้หลายคน แต่พอลล่าทำไม่ได้ค่ะ เพราะไปลืมตาดูช้อนเสียก่อน เลยรับรู้ว่าเป็นช้อน ต้องพยายามต่อไปนะ พอลล่า

ยังมีอีกสองวันเก็บไว้เล่าวันหลัง ค่ะ