ก็เป็นโอกาสครั้งแรกของการทำงาน (รับราชการ) ที่ได้มีโอกาสสัมผัสกับคำว่า "Morning talk" ที่เป็นประสบการณ์จริง
โดยเริ่มแรกเมื่อมีการแจ้งให้ทราบว่า ในวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2551 เวลา 08.00 น. จะมี Morning talk โดยกลุ่มงานที่ดิฉันทำงานอยู่นั้นจะเป็นเจ้าภาพหลัก (ซึ่งมีการหมุนเวียนหน่วยงานสลับกันเป็นเจ้าภาพ ของกองวิจัยและพัฒนางานส่งเสริมการเกษตร) ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ต่างติดภารกิจจึงงดเว้นไป ประมาณ 2-3 อาทิตย์ แล้วเราก็มาเริ่มดำเนินการกันต่อ
ฉะนั้นเมื่อมีการแจ้งข่าวสารให้เจ้าหน้าที่ทุกคนทราบ โดยเรื่องดังกล่าวเป็นของใหม่ที่ดิฉันยังไม่เคยร่วมงานด้วย จึงได้สอบถามพี่ ๆ ที่ทำงานกันอยู่เดิมว่า "Morning talk ที่จัดนี้เขาทำอะไรกันบ้าง?" คำตอบที่เกิดขึ้นก็คือ แต่ละคนจะต้องรับผิดชอบตัวเองโดย .....
1. หาแก้วกาแฟเป็นของตนเองและนำติดตัวมาด้วย
2. เจ้าภาพจะจัดอาหารให้เรามาทานร่วมกันตอนเช้า โดยกินไปคุยกันไป เพราะฉะนั้นทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเอง
เมื่อได้รับคำตอบ ดิฉันก็ถามต่อว่า.... แล้วเจ้าหน้าที่มา Talks กันนั้นมีเรื่องอะไรกันบ้าง? คำตอบที่ได้รับก็คือ เจ้าภาพจะเป็นคนกำหนดประเด็นในการสนทนา โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างบรรยากาศร่วมกัน เพื่อหาความรู้ร่วมกัน มีคนคอยเขียนบันทึกตาม มีการสรุปผลจากการคุยของทุกคน และมีการเผยแพร่ประสบการณ์หรือความรู้ดังกล่าว ผ่าน Web site ของกองฯ
เมื่อถึงวันจริงเจ้าภาพก็ได้ตั้งประเด็นว่า "มีวิธีการทำอย่างไรไม่ให้เหงา?" พอทุกคนรับทราบประเด็น ก็มีการเริ่มต้นจากการกำหนด/หาคนจดตามการเล่าของแต่ละคน เพื่อมาทำหน้าที่บันทึกข้อมูล (คนบันทึกใช้เครื่องมือ Mind map) หลังจากนั้น เวทีการเล่าประสบการณ์ก็เกิดขึ้นโดยการเหย้าแหย่กันและกัน เสียงหัวเราะมีอยู่ตลอดเวลา บางคนก็บอกว่า "ฟังเพลง ร้องคาราโอเกะ อ่านหนังสือ ปฏิบัติธรรม คุย และอื่น ๆ" โดยมีบางประเด็นก็ได้มีการหยิบยกขึ้นมาสนทนาเป็นพิเศษเพื่ออธิบายความถึงวิธีการปฏิบัติ เช่น การปฏิบัติธรรมนั้นทำอย่างไร? เมื่อผู้ยกประเด็นเล่าจบก็จะมีการเพิ่มเติมประสบการณ์ที่มีการทำจริงจากคนที่ปฏิบัติ จึงเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันโดยอัตโนมัติที่เป็นธรรมชาติ มีการเปรียบเทียบและค้นหาเหตุที่ทำให้เหงานั้นมาจากอะไรบ้าง? ซึ่งได้สร้างความสนุกสนานร่วมกัน หลังจากนั้นก็จะมีการสรุปภาพรวมแล้วนำมาเปรียบเทียบกับหลักการวิชาการ/งานวิจัยที่ได้ศึกษาค้นคว้ามาอ้างอิงให้กับกลุ่มฟัง สุดท้ายก็จะมีการประเมินผลการจัด Morning talk ร่วมกันโดยให้แต่ละคน/กลุ่มช่วยวิจารณ์ผลและการปฏิบัติ และร่วมกันหาเจ้าภาพที่จะเป็นผู้ดำเนินการในสัปดาห์ต่อไป
ก็เป็นปรากฎการณ์ของกระบวนการเสริมสร้างบรรยากาศในการทำงานร่วมกันของเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงาน
และเป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้กับบุคลากรภายในหน่วยงาน โดยใช้ KM เข้ามาจัดการ ที่เริ่มตั้งแต่
1) กำหนดประเด็น/โจทย์ 2)
กำหนดวิธีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ 3)
ดำเนินการสนทนาพูดคุย 4) จัดการงานและมอบหมายบทบาท
5) บันทึกการพูดคุย 6) นำหลักการวิชาการมาใช้
อ้างอิงเปรียบเทียบกับผลการสนทนาของกลุ่ม 7)
สรุปผลและประเมินผลการปฏิบัติจากผู้ร่วมงาน และ 8)
จัดเก็บและเผยแพร่
ในเวทีการสนทนาดังกล่าวเจ้าหน้าที่ทุกคนจะมาร่วมวงคุยกัน และมี
ผอ.
สุทธิพันธ์ พรหมสุภา
ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนางานส่งเสริมการเกษตร
เป็นคนชวนคุยและคอยเสริมบรรยากาศที่เป็นกันเองให้กับทุกคน.
