ในบรรดาผู้ประกอบอาชีพในภาคเกษตร  ชาวประมงพื้นบ้านน่าจะได้ชื่อว่ามีความเดือดร้อนรุนแรง   เพราะชีวิตขึ้นกับเงื่อนไขภายนอกอย่างมาก... น่าจะมากกว่าอาชีพเกษตรอื่นๆ

 

ก่อนยุคน้ำมันแพง

 

ทรัพยากรประมงเสื่อมโทรมมาหลายปี   นอกจากเป็นหนี้แพปลาแล้วยังต้องแข่งขันจับปลากับประมงพาณิชย์ที่บางครั้งก็ลักลอบเข้ามาจับปลาในเขตประมงพื้นบ้าน   ชาวบ้านหลายคนใช้เครื่องมือผิดกฎหมายทำให้ตัวเองจับปลาได้มากขึ้นเพื่อความอยู่รอด  แต่กลับเพิ่มความเลวร้ายให้กับตัวเองในระยะยาว

 

ตัวแทนชาวประมง บอกว่า นั่นเป็นความผิดของหน่วยราชการที่ไม่เข้มงวดรักษากฎหมาย ทำให้สถานการณ์เลวร้ายมาจนทุกวันนี้  ... ฟังตอนแรกก็ไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวโทษดังกล่าว  แต่คิดดูอีกที  ก็พอจะมีน้ำหนัก  ...ใครจะยอมหยุดตัวเองให้อยู่ในกรอบกฎหมายให้อดตายในขณะที่ไม่มีอะไรการันตีว่าคนอื่นจะรักษากฎหมายด้วย  

   

ชาวประมงในหลายพื้นที่  ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองที่จะเปลี่ยนมาทำเกษตร

 

เงินลงทุนก็จมอยู่ในเรือ ซึ่งยากจะดัดแปลงไปใช้ทำอย่างอื่น  (ถ้าเป็นที่ดิน  ยังปรับจากพืชโน้นไปพืชนี้ได้)

 

พื้นที่สาธารณะชายฝั่งทะเลก็หาผักหาพืชให้เก็บเกี่ยวกินได้ยาก   จะเก็บหอยเก็บปูเก็บปลาแถวชายฝั่งก็แทบไม่มีเหลือ

 

ทางรอดคือการใช้แรงงาน 

 

ชาวประมงปรับตัวเองออกไปจากภาคประมงแล้วเป็นระลอก

 

ชาวประมงแถบภาคตะวันออกก็ไปขายแรงงานในภาคเมืองที่ขยายตัวเข้ามาในพื้นที่

 

ชาวประมงแถบจังหวัดสงขลา (บ้านที่หนึ่งของเรา) บางคนที่พอมีที่ดิน ก็ขายเรือไปลงทุนทำนากุ้ง  บางคน พอได้  หลายคน เจ๊ง ไปเรียบร้อย   คนหนุ่มสาวเปลี่ยนไปทำงานในโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ  เปลี่ยนโครงสร้างอาชีพ  เปลี่ยนฐานทรัพยากรของพื้นที่โดยสิ้นเชิง

 

บังเฉด...ชาวประมงแถวอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช  (บ้านที่สามของเรา) พยายามหาทางแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มเล็กๆน้อยๆให้ผลผลิตที่ตัวเองพอจะหาได้มา    ภรรยาปรับตัวไปเป็นแม่ค้าปลาด้วย   และล่าสุด ก็เริ่มหาอาชีพเสริม (ซึ่งอาจจะกลายเป็นอาชีพหลัก)   ด้วยการหันมาประกอบกรงนกส่งขายตลาด ... แกปรับตัวไปทำโน่นนี่ได้เพราะเป็นไทแก่ตัว  ไม่ติดหนี้แพปลา     

 

อาชีพประกอบกรงนกที่เกิดขึ้นที่หมู่บ้านชาวประมงที่ท่าศาลา เป็นการ ย้ายฐานการผลิต    เดิมแหล่งใหญ่ของการทำกรงนกจะอยู่แถวภาคใต้ตอนล่าง   พี่มะที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลาเล่าให้ฟังว่า เมื่อเกิดปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้    เข้าไปตัดไม้ไผ่ (มาทำกรงนก) ในป่าก็ไม่ได้   พ่อค้าที่เข้ามารับซื้อกรงนกก็น้อยลง   พ่อค้าขึ้นมาหาแหล่งผลิตใหม่อย่างเช่น แถวนครศรีธรรมราชนี่เอง

 

ชาวประมงที่เหลืออยู่ตอนนี้  คือคนที่ไม่ค่อยมีทางเลือก

 

แล้ววันนี้  ก็ถึงยุคน้ำมันแพง

 

ปัญหาน้ำมันแพงข้ามาซ้ำเติม   ชาวประมงพื้นบ้านออกเรือไม่ได้  ไม่คุ้มเลย

 

ภาพข่าวที่ออกมาก็คือ   หลายคนจะขายเรือแต่ก็ไม่มีคนรับซื้อ   บางคนใช้วิธีเผาเรือประท้วงชีวิต   บางคนใช้วิธีถอดชิ้นส่วนเรือ    ได้ไม้  น็อตตะปู โลหะ  ขายให้ร้านรับซื้อของเก่า สี่ห้าร้อยบาท......

 

เรียกร้องให้รัฐบาลช่วย    กรมประมงก็คงได้แต่ทำตาปริบ.....   แผนประมงนั้นดีมาก ...ตัวแทนชาวประมงที่มีส่วนร่วมในการร่างบอก... แต่จะปฏิบัติได้หรือเปล่านั้นยังไม่รู้           มาตรการในระยะสั้นทำได้มากที่สุดตอนนี้ก็แค่ยอมให้น้ำมันเขียวขึ้นมาขายบนบก     แต่ทางออกนั้นไม่ยั่งยืนเลย   ในระยะยาวคือ สนับสนุนให้ชาวประมงเปลี่ยนอาชีพ..แต่..จะเปลี่ยนไปทำอะไร... เรื่องนี้ยากกว่าที่พูด

 

ฟังแล้วน้ำตาตกใน   ....ฐานอาชีพ.....  ฐานสวัสดิการชีวิตชั้นแรก....ล่มสลายไปแล้ว

 

เรานึกถึง เบาะรองรับชั้นที่สอง .... social safety  net

บางกลุ่มอาจจะมีสัจจะออมทรัพย์ชาวบ้านอยู่บ้าง  แต่ก็เล็กน้อยเกินไปที่จะใช้แก้ปัญหาพื้นฐานสำคัญของชีวิตเช่นนี้ ....  ชัดเจนว่าชุมชนทำไม่ได้ทุกเรื่อง

 

เรานึกถึง ตัวใหญ่  กว่า  คือ  รัฐบาล  อีกครั้ง    นอกจากนายกฯที่ชอบทำไปบ่นไปแล้ว   ก็นึกอะไรไม่ออกว่าหน่วยไหนจะมาต่อไม้จากกรมประมง   เดาเอาจากชื่อแค่ว่า   กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  (พม)  น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่มาก....  เพราะปัญหาชาวประมงนี้มีผลต่อ  ความมั่นคงของมนุษย์ โดยแท้  ...เจ้ากระทรวงจะรู้รึเปล่าว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของตน...  หรือเราอาจเข้าใจผิด

 

ยังไม่มีข่าวคราวจากกระทรวงดังกล่าว.... จนกระทั่งเมื่อเช้าตรู่วันนี้    ก็ได้ข่าวคราวจากกระทรวง  พม.  ...โธ่เอ๋ย... นึกว่าทำอะไร...  ที่แท้ก็ออกข่าวว่าจะไปช่วยเด็กคนหนึ่งที่โตมากับสุนัขจนมีพฤติกรรมแบบ เมาคลี.....

 

ถ้าทำได้แค่นั้น   กระทรวงก็ยังคิดอะไรไม่ออกมากกว่า งานสังคมสงเคราะห์ แบบเดิมๆที่ตัวเองเติบโตมา...

 

กระบวนการสร้างระบบสวัสดิการเพื่อความมั่นคงของมนุษย์สำหรับคนนอกภาคทางการเป็นเรื่องใหญ่เร่งด่วนที่ต้องคิดเรื่อง สาระ และ วิธีการ ให้จงหนัก

 

หลุดไปจาก พม. (ที่อาจติดกรอบวิธีคิดวิธีทำงานแบบราชการ) ก็คือ  สำนักงานกองทุนประกันสังคม  ทราบมาว่า  เขากำลังคิดกันหนักเรื่องนี้ ...สำหรับภาคนอกระบบทั้งหมด