...สู้ไหวไหมลูก คูณพ่อถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อหมดยกที่ ๒ พ่อให้น้ำไป นวดไป พร้อมสอนเชิงมวยลูกแก้ทางมวยของค่ต่อส้ ตบท้ายทอยและเขย่าหัวให้ได้สติ...เมื่อได้ยินเสียงระฆัง...." ยกที่สาม...พี่เลี้ยงลง"....เสียงกรรมการดังขึ้น.... ความเจ็บหายไป สติยังดีอยู่...สืบเท่าเข้าไปด้วยสติ สายตาเพ่งมองที่ช่วงหัวไหลแลสะโพกของค่ต่อส้ (เพื่อให้ร้ว่าอาวุธส่วนไหนจะออกมาก่อน) คิดเสมอว่าถ้ามันเตะมาต้องโยกหลบหรือยกเข่ารับแล้วโต้จังหวะสองที่ขาพับ....(ลืมไปว่านี่ยกที่๓).... กังวลก็ที่หน้าเท้าขวาถูกตะปูตำเมื่อสองวันก่อนที่จะมาชกมวย....
ถูกเตะฟรีเข้าแล้วทีหนึ่งที่ต้นแขนขวา ดีที่ว่ากาดไม่ตก ไม่เช่นนั้นหลับคาตีนมันแน่ คิดได้แล้วต้องเอาคืน จังหวะนั้นมันเตะเข้ามาอีกเหมือนได้ใจ โดนไปอีก ๒ ดอก เจ็บมาก แต่ก็ยิ้มชมมันว่ามึงแน่...เดี๋ยวกูจะเอาคืน
ต้นยกนี้ ต้องเอาคืนให้ได้ จังหวะนั้นที่มันได้ใจ ผมมีโอกาสโยคตัวหงายเอวหลบตีนผ่านหน้าเร็วมาก แต่ก็ได้สติจึงยกเท้าขวาขึ้นวัดไปตามจังหวะกะให้เพียงโดนมันบ้าง.... แต่โชคดีที่สุดในจังหวะที่มันหมุนตัวเพราะแรงเตะที่หลุดวืด ทำให้มันหันหลังให้เอียงตัวด้านข้าง จังหวะโยกตัวกลับของเราพอเหมาะกับการส่งเท้าขึ้นสูง แล้วเท้าขวาของเราก็ดันไปพาดที่ก้านคอพอดี
ยกนี้ แตะที่เดียว ....น๊อก...ฟรุ๊กมากครับ ...
อะไร(วะ) เตะทีเดียว ตีนบวมอย่างนี้เชียว(พี่เลี้ยงบ่น)
นั่นคือครั้งหนึ่งในชีวิต ใช้ชื่อว่า ศักดิ์ศรี ศิษย์ศรีสะอาด ขณะนั้นเรียนชั้น ม. ๓ อายุ ๑๖ ปี ถูกจัดให้ชกข้ามรุ่น กับ อัศวิน ม.พัน ๑๑ (เป็นนักมวยทหาร) ที่เวทีค่ายอดิสร จ.สระบุรี
มาทักทาย เป็นอย่างไร
สวัสดี คุณขจิต เสียดายประสบการณ์ตัวเอง อยากมีเวลาสอนเด็กๆเพื่อเดี๋นวจะแก่เกิน
พยายามรักษษสุขภาพเผื่อได้มีโอกาส แวะมาเยือนบ่อย ๆ ขอบคุณ
เยี่ยมมาก ท่านประจักษ์ ขอบคุณครับ
ใช่ว่าจะโวแต่ความเก่ง คราวที่แพ้แบบสบักสบอมก็มี วันหลัง หลังจากสวดมนต์แล้วมีสติดีๆ เขียนทบทวนประสบการณ์ชีวิตให้อ่านสนุ๊กๆ