หลักสูตรและการเรียนรู้ จะสัมฤทธิผลได้ขึ้นอยู่กับการบริหารการเรียนรู้ของครูภายใต้การดูแลเอาใจใส่แนะนำของผู้บริหารอย่างใกล้ชิด พร้อมกับนำข้อขัดข้องมาร่วมกันพิจารณาแก้ไขให้สมบูรณ์ขึ้น

อดีตที่ผ่านมา สร้างประสบการณ์ให้มากมาย ทั้งที่ปรารถนาและไม่ปรารถนา ณ วันนี้ เมื่อนึกย้อนหลังทำให้นึกถึงความ "ไม่ประสา" ของตนเองยิ่งนัก

ก่อนที่จะเกี่ยวข้องกับระบบการศึกษา(วัยเด็กเล็ก) มีความอิสระสูงมาก จากความเอาใจของบิดามารดา และญาติพี่น้อง แต่ก็มีบางส่วนขาดอิสระไป เช่น เวลาอาบน้ำ กินข้าว แต่งตัว ซึ่งเราจะถูกบังคับให้ปฏิบัติก่อน จะทำอย่างอื่นที่ต้องการไม่ได้ แต่นั่นก็คือประสบการณ์ไม่ดีทางจิตใจ คือ รู้สึกว่าถูกขัดขืนใจ ให้ปฏิบัติตามที่ผู้ใหญ่ต้องการ แต่มันก็เป็นประสบการณ์สอนให้เราเข้าใจว่า ชีวิตเราจะมีเล่นอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีกิน อยู่ ขับถ่าย หลับนอน พอโตขึ้นมาหน่อยก็ทำงาน พร้อมกับหารายได้มาเพิ่มให้ครอบครัวที่พ่อแม่เริ่มแยกตัวจากกงสี ออกมาค้าขายของชำ การเงินจึงฝืดเคืองมาก ลูกก็มาก ส่งเรียนทุกคนด้วยปรัชญาของ "แม่" ที่มี คือ "ไม่มีมรดกอื่นให้นอกจากความรู้" (ซึ่งก็ทำให้เรามีศักยภาพ ทำมาหากินเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงลูกและครอบครัวมาได้ จนทุกคนมีงานทำ นับว่า การดำรงชีวิตเพื่อคนอื่น(ลูกๆ) ก็ดูเหมือนจะสิ้นสุดลง) ยังนึกถึงคุณของท่านอยู่เสมอ

การเรียนก็นับว่าเป็นยาขม ไม่ตั้งใจเรียน ไม่อยากเรียน ชอบอ่านหนังสืออ่านเล่น ซึ่ง ขณะนี้ เห็นเป็นความโง่เขลาเป็นอย่างยิ่งทีเดียว หากย้อนกลับไปได้ก็จะตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด แต่ ... ถึงจะดีอย่างไร ทางบ้านก็ไม่มีเงินส่งเรียนให้สูงในระดับต้องออกมาหางานทำเอาเอง ที่ดีที่สุดตอนนั้น ก็คือ โรงเรียนฝึกหัดครู หรือวิทยาลัยครู ที่ใช้งบประมาณน้อยที่สุด

เมื่อเข้าสู่ระบบการเรียนในโรงเรียน ก็เริ่มหมดอิสระภาพ ทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบที่โรงเรียนกำหนดให้โดยสิ้นเชิง จะแหกกฎไม่ได้ เป็นเรื่องแน่ ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน จึงซังกะตายเรียนไปจนจบมัธยมปีที่ 6(ขณะนั้น 2502) ซึ่งกับสมัยนี้ ม. 6 เป็นการเรียนชั้นสูงสุดของการศึกษาก่อนมหาวิทยาลัย แต่ ม.6 ตอนนั้นต้องเรียนต่อ ม.7-8 จบแล้วจึงจะมีสิทธิสอบเข้ามหาวิทยาลัย ชีวิตทำไมจึงต้องมาถูกคนที่เรียกว่าครูบาอาจารย์ พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ขีดให้เดินเท่านั้นหรือ เราจะมีอิสระบ้างไม่ได้เชียวหรือ ความเป็นอิสระจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยหรือ นอกจากเข้าไปอยู่ในห้องขัง "สี่เหลี่ยมเล็กๆ" ที่มี นช. และ นญ. อยู่รวมกันประมาณ 40 คน มีทั้งรัก คุ้นเคยกัน เข้ากันได้ดี บางคนก็ไม่น่าคบด้วย เกะกะ เกเร ชอบแกล้งและรังแก แต่ตอนนี้ กับเห็นว่า นั่นกลายเป็นประสบการณ์ที่สร้างความอดทน การยอมรับกฎ กติกา การต่อสู้ดิ้นรนเอาชีวิตอยู่ ต่างกับพวกที่ชอบรังแก เอาเปรียบคนอื่น ที่ไม่ได้เรียนรู้เรื่องความอดทน การยอมรับกฎ กติกา มีแต่กติกู เหมือนกับพวกที่บริหารบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้

หากนำพวกนี้มาวิจัยก็จะพบสิ่งเหล่านี้อยู่ในกมลสันดานมาตั้งแตยังเด็ก ด้วยการปลูกฝังของครอบครัว และโรงเรียน ซึ่งมีคนเรียกกันว่า "หลักสูตรซ่อนเร้น" หรือ "หลักสูตรแฝง" ซึ่งมีอิทธพลมากกว่า "หลักสูตรการศึกษา" ที่หลงเขียนและใช้กันเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นแก้วสารพัดนึก ที่สามารถกำหนดให้คนกลุ่มหนึ่ง คือ ครูและผู้บริหาร มีอิทธิพลอยู่เหนือคนทั้งหมดในโรงเรียน คือ นักเรียน ที่จะชี้เป็นชี้ตายให้นักเรียนคนใดก็ได้ ส่วนเหตุผล บางทีก็หาคำตอบไม่ได้ นอกจาก "ความเหมาะสม" ที่พวกนักกินเมืองชอบใช้กันอยู่ในขณะนี้ ก็คงติดนิสัย/ถูกบ่มเพาะสันดานมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็กนักเรียนในระบบโรงเรียน

ทุกคนที่เข้าโรงเรียน ได้รับประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด คือ การอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็นเท่านั้น ส่วนปัญญาได้ลดลงตามระยะเวลาการจัดการศึกษาที่เพิ่มขึ้น ด้วยหลักสูตรที่ลอกเอามาจากฝรั่งมากขึ้น มีหลักสูตรสองฉบับ คือ ฉบับก่อนปัจจุบัน(ซึ่งเห็นว่า เป็นหลักสูตรที่ดีที่สุดของประเทศไทย ใช้มา 20 ปีเศษ 2521-2541 แต่ไม่ได้ผลอะไรตามที่หลักสูตรต้องการเลย เนื่องจาก การผลักดันการใช้หลักสูตรไม่เข้มข้น และจริงจังเพียงพอ) และฉบับปัจจุบันก็นับว่ามีปรัขญาที่ดี "นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้" แต่หมดรูปเพราะนักการศึกษาไม่มีปัญญาตีความปรัชญาที่ยืมเขามา พัฒนาให้เป็นหลักสูตรที่จะนำไปสู่การปฏิบัติให้ได้ผลตามที่นักหลักสูตรชั้นนำในสมัยนั้นพยายามจะไปให้ถึง แต่ก็ปฏิรูปได้เพียงหลักสูตร ส่วนการจ้ดการศึกษาเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เมื่อ 50 ปีที่แล้ว จัดการศึกษาอย่างไร ก็จัดอยู่อย่างนั้นในเพียงแต่ขณะนี้ มีการทัศนศึกษาเพิ่มมากขึ้นตามความสะดวกที่มีมากขึ้นของสังคมเท่านั้น

ที่เรียกว่าการศึกษา เช้า ฟังครูอธิบายเลข แล้วทำแบบฝึกหัด เสร็จส่งครูตรวจ ชั้นเล็กๆ ครูคนเดิมก็อธิบายวิชาอื่นต่อ ชั้นโตๆ ก็มีครูเปลี่ยนหน้ากันมาอธิบาย/พูดให้ฟัง บางวิชาก็มีแบบฝึกหัด บางวิชาก็ให้จดบันทึกจากหนังสือ(ก็มีหนังสือแล้ว ไม่รู้จะให้จดอีกทำไม งงจริงๆ ไม่รู้จะให้ทำอะไรมากกว่า ที่จะให้หมดเวลาไปชั่วโมงหนึ่งๆ) สิ้นภาคก็สอบซะทีหนึ่ง สมัยก่อน จำเนื้อหา(ที่ครูอ่านมาก่อนหรือจำได้แล้วมาบอกให้ฟัง)ได้มาก ก็สอบได้ (สอบแบบบรรยาย) แต่ปัจจุบันไม่ต้องดู เอาแต่เดาก็สอบเกือบได้หรือได้ เพราะเพียงกาผิด/ถูก เลือกคำตอบที่ครูประเคนให้ข้อละ 4 - 5 คำตอบ และอีกหลายอย่าง

มีครั้งหนึ่ง เพื่อนครูเล่าให้ฟังว่า นักเรียนคนหนึ่งมาสอบไม่ทันเวลา ตามเกณฑ์ต้อง "มส" แต่ครูท่านนั้นสงสาร จึงอนุญาตให้สอบในเวลาที่มีอยู่ ประมาณ 40 นาทีได้กระมัง เมื่อชี้แจงเข้าใจแล้วก็มอบกระดาษคำตอบให้นักเรียน พร้อมกับเดินไปหยิบข้อสอบที่โต๊ะ กลับมาพอจะส่งให้นักเรียนคนนั้นก็ส่งกระดาษคำตอบ ครูท่านนั้นก็ให้ 0 เพราะไม่ได้ทำข้อสอบ (ถ้านักเรียนคนที่มาทัน สอบ และเก็บข้อสอบไปแล้ว ท่านคิดว่าเด็กคนนั้นจะ ได้ หรือตก หรือไม่แน่ใจจจจจจจจจจ)

นี่คือคำตอบของการสอบในปัจจุบัน เขียนมาให้คิดเล่นๆ เผื่อคนอื่นจะมีเรื่องสนุกๆ เล่าให้ฟังบ้าง และมีเรื่องราวเล่าให้ฟังต่อ

พบกันโอกาสต่อไป ถ้ามี