วันนี้เดินผ่านห้องส่งศพช่วงที่กำลังมีการรอรับส่งพอดี เผอิญตาเหลือบไปเห็นคุณลุงในโลงที่ท่านดูเหมือนหลับอย่างสงบ ในมือที่พนมอยู่มีดอกไม้ ดูสงบสุขและหลุดพ้นดีจัง ไม่น่ากลัวใดๆเลยค่ะ และนอกจากนั้นคุณป้า คุณน้องคุณพี่อีกหลายๆท่านที่นั่งรอกันอยู่ก็คุยเรื่องสวรรค์ เรื่องคิวอะไรสักอย่าง (ไม่ได้ศัพท์หรอกค่ะ แต่ฟังดูเป็นเรื่องดีๆ ดูไม่มีใครทุกข์ เหมือนเป็นเรื่องปกติ ยังไงไม่รู้...) ต่างจากปกติที่เราจะได้เห็นความเศร้าโศกของคนที่มารับศพกันเป็นประจำ และไม่ค่อยได้เห็นศพเพราะถ้าไม่อยู่ในโลงแล้ว ก็มักจะพันอยู่อย่างมิดชิด 

ทำให้เดินคิดมาตามทางว่า เออนะ...ถึงตอนนั้นแล้ว เราก็ไม่รับรู้อะไรเลย ไม่มีอะไรเหลือเลย มาแต่ตัวและไปแต่ตัวจริงๆ ดูๆแล้วคนเราจะมุ่งแสวงหาอะไรกันนักหนาหนอ นึกไปนึกมาว่า ถ้าเป็นเราหรือใครที่เรารู้จักบ้าง จะเป็นยังไงนะ สำหรับตัวเองรู้สึกว่าคงจะไปได้ไม่มีห่วงอะไร แม้ว่าจะดูเหมือนมีเรื่องที่ต้องดูแลรับผิดชอบอีกเยอะแยะ แต่คิดจริงๆแล้ว ไม่มีหรอกค่ะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ เรามี เราเป็นนั้น ไม่ได้สำคัญมากมายอะไรเลย คนทุกคน สิ่งต่างๆทั้งหลาย หรือแม้แต่ตัวเราเอง ต่างก็ยังคงอยู่ ไม่ว่าจะมีใครจากไปสักกี่คนก็ตาม ไม่ว่าคนคนนั้นจะสำคัญขนาดไหน ความทุกข์จากการที่คนที่เรารักจากไปนั้น แม้จะดูเหมือนรุนแรงสุดจะทน แต่เท่าที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นแล้วว่า คนที่ยังอยู่ก็จะผ่านจุดนั้นกันมาได้เสมอทุกคน

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่คิดได้ก็คือ ทำสิ่งที่เราทำได้ สิ่งที่เราอยากทำ สิ่งที่เรารู้สึกดีๆในใจของเราในวินาทีปัจจุบันนี้เถิดค่ะ มองให้เห็นว่าอะไรที่ควรทำณ ปัจจุบันแล้วลงมือเลย ทำสิ่งที่มีคุณค่ากับใจของเราในวินาทีนี้ เพราะดูเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวที่เราเก็บไว้กับตัวเราได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวินาทีต่อๆไป ส่วนคนอื่น สิ่งที่เราจะฝากไว้ได้ก็คือสิ่งที่เราเอาไปด้วยไม่ได้ทั้งหลายนั่นเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สมบัติ ข้าวของอะไร แต่ไม่ว่าเราจะให้สิ่งของอะไรใครมากมายแค่ไหน เขาก็ได้ใช้เมื่อยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น ถึงยังไงสิ่งที่เขาจะเก็บติดตัวของเขาไปจากเราได้แน่ๆก็คือ ความรู้สึกดีๆในใจเช่นกัน

สรุปว่า ทำสิ่งดีๆที่จะทำให้ใจเรา ใจเขาเป็นสุขกันทุกๆวินาทีที่เรายังมีลมหายใจอยู่ คือสิ่งที่ติดอยู่ในใจวันนี้และเอามาฝากเพื่อนพ้องน้องพี่ใน GotoKnow ด้วยค่ะ