น้ำเมาทำร้ายสังคมไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ศาสนา

น้ำเมาทำร้ายสังคมไทยทุกมิติ

 

เอกสารประกอบการอภิปราย
ณ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ ๘ พค.๕๐
 
(ปรับปรุง ๓๑ พค.๕๑)


น้ำเมาไม่ใช่สินค้าธรรมดา

สังคมไทยได้ปล่อยปะละเลยให้ น้ำเมา(เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด) ทำร้ายทำลายสังคมไทยมานาน โดยไม่มีการควบคุมให้อยู่ในที่ทางที่เหมาะสม ไม่ให้ทำร้ายสังคมได้อย่างเสรี(ด้วยข้ออ้างของฝ่ายธุรกิจ และผู้มีอำนาจ เรื่องการค้าเสรี) เสมือนน้ำเมาเป็นสินค้าธรรมดา เหมือนปัจจัยสี่ที่มีความจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์

ทั้งๆที่น้ำเมาเป็นสิ่งเสพติดที่มีโทษภัยมหันต์  ทำร้ายสังคมไทยในทุกมิติ ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง ซึ่งเมื่อเทียบกับบุหรี่ ที่ทำร้ายสุขภาพเป็นหลัก ยังมีมาตรการ และกฎหมาย ควบคุมอย่างเข้มข้นมากกว่า เช่น การห้ามโฆษณาเด็ดขาด ทุกสื่อทุกเวลา มาประมาณ ๒๐ปีแล้ว หรือแม้แต่การจำหน่ายปืน ซึ่งปีหนึ่งเป็นเหตุของการเสียชีวิต น้อยกว่าน้ำเมาอย่างเทียบกันไม่ได้ แต่ขออนุญาตยากเย็นกว่าใบอนุญาตขายน้ำเมามากมายนัก


น้ำเมา ตัวก่อสรรพโรค

องค์การอนามัยโลก ยืนยันว่าน้ำเมาเป็นสาเหตุของโรคต่างๆกว่า ๖๐โรค ทั้งทางกายภาพ จิตใจ และสังคม ทั้งเกิดโดยเฉียบพลัน และเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง-โรคหัวใจ เส้นเลือดสมองแตก ตับถูกทำลาย มะเร็ง-คอ-กระเพาะ-ตับ-เต้านม-ลำไส้ ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ ปฏิกิริยาสนองตอบช้าลง การควบคุมอารมณ์ผิดปกติ ความจำบกพร่อง สมองเสื่อม ประสาทหลอน ลงแดง คลุ้มคลั่งจากพิษสุราเรื้อรัง อาชญากรรม
ความรุนแรงในครอบครัวและสังคม ปัญหาการทำงาน หนี้สิน ตกงาน ครอบครัวแตกแยก เยาวชนมีปัญหา จรจัด-ไร้ที่อยู่ เป็นต้น

ตาย เจ็บ พิการ เป็นเบือ ใครรับผิดชอบ???

แต่ละเทศกาลสำคัญทุกๆปี เช่น สงกรานต์ ปีใหม่ เป็นต้น กลายเป็นโศกนาฏกรรมแห่งความชาชิน ที่ต้องคอยนับ ศพ ผู้บาดเจ็บ และผู้พิการ จากอุบัติเหตุบนท้องถนน รวมแล้วมีคนเสียชีวิตปีละเป็นหมื่นคน บาดเจ็บนับล้านคน พิการหลายหมื่นคน อันมีน้ำเมาเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ โดยที่ธุรกิจน้ำเมาไม่ได้รับผิดชอบต่อผู้ที่ตกเป็นเหยื่อแต่อย่างใด

น้ำเมาทำลายครอบครัวมากหลาย

งานวิจัยของมูลนิธิเพื่อนหญิง สอดคล้องกับงานวิจัยของ รพ.รามาธิบดี ยืนยันว่า ความรุนแรงในครอบครัวที่มีคนดื่มน้ำเมา มากกว่าครอบครัวที่ไม่มีคนดื่มเกือบ ๔ เท่า คนที่ถูกทำร้ายอย่างรุนแรงในครอบครัว และในสังคม ทั้งถูกฆ่า หรือฆ่าตัวตาย มีน้ำเมาเป็นเหตุสำคัญ เฉพาะที่เป็นข่าวใน นสพ.หน้าหนึ่ง ซึ่งเคยรวบรวมไว้ก็มีปีละหลายร้อยข่าว

เยาวชนลูกหลานไทย อนาคตชาติ ในมือน้ำเมา??

จำนวนของเด็ก และเยาวชน ที่เป็นนักดื่ม เพิ่มจำนวนมากขึ้นๆอย่างรวดเร็ว ในขณะที่อายุของนักดื่มหน้าใหม่ต่ำลงเรื่อยๆ

งานวิจัยของกรมพินิจและคุ้มครองเด็ก  ชี้ให้เห็นว่า เด็ก และเยาวชน ไปติด "คุกเด็ก" ที่เรียกชื่ออย่างไพเราะว่า บ้านเมตตา บ้านกรุณา ฯลฯ ก็คือ สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก นั่นเอง เยาวชนเกือบครึ่งหนึ่งในคุกเด็ก ทำความผิด หลังจากดื่มน้ำเมา ภายใน ๕ ชั่วโมง และมักทำผิดรุนแรงกว่าเยาวชนที่ไม่ได้ดื่ม

สถาบันรามจิตติ(ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ) ต้องออกมาเตือนสังคมทุกๆปีว่า เยาวชนไทยมีปัญหามากมาย เช่น ท้องก่อนวัยอันควรปีละหลายหมื่นคน ทำแท้งนับจำนวนที่แท้จริงไม่ได้(เพราะส่วนใหญ่แอบทำ) แต่เชื่อว่าหลายหมื่นคนเช่นกัน กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า เยาวชนติดเชื้อHIV.มากขึ้นๆ จนมีจำนวนมากกว่าผู้มีอาชีพขายบริการ ซึ่งล้วนต่างมีน้ำเมาเป็นสาเหตุ  พระอาจารย์อลงกต ยืนยันในกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ว่า ผู้ติดเชื้อที่ต้องไปอยู่ที่วัดพระบาทน้ำพุประมาณ ๗๐-๘๐% มีน้ำเมาเป็นเหตุ


ธุรกิจน้ำเมาอวดอ้างว่าสร้างเศรษฐกิจไทย??

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา คำนวณยอดขายน้ำเมาจากภาษี เป็นมูลค่าประมาณปีละ ๒แสนล้านบาท (มากกว่าค่าสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ หากสนามนี้ซ่อมยากนัก งดเหล้ากันปีเดียวก็สร้างใหม่ได้ดีกว่าเดิม งด๒ปี สร้างรางรถไฟฟ้าได้ทั่วประเทศ)
ซึ่งรู้กันดีว่าเงินค่าน้ำเมาส่วนใหญ่มาจากคนจน ที่ต้อง ยิ่งจน ยิ่งเครียด ยิ่งดื่ม กระจายทั่วประเทศมากขึ้นๆ ทำให้คนไม่กี่ตระกูล รวยจนติดอันดับโลก ทำให้คนรวยกระจุก จนกระจาย ผิดหลักเศรษฐศาสตร์แน่นอน

ไม่ใช่เพียงค่า่น้ำเมา กว่าปีละ๒แสนล้านบาท (ที่ธุรกิจน้ำเมารับไป)เท่านั้น แต่คนไทยทุกคนยังต้องร่วมกันรับผิดชอบ(แทนพ่อค้าน้ำเมาที่รวยไม่รู้จักพอ) เพื่อบรรเทาความสูญเสียจากผลกระทบอันเกิดจากน้ำเมาอีกเกือบ ๒แสนล้านบาท(ประเมินโดย โครงการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข http://www.db.hitap.net/about ซึ่งเป็นการประเมินเท่าที่มีข้อมูล ซึ่งยังไม่ครอบคลุมด้วยซ้ำ )

ชุมชนในชนบท ที่มีกระบวนการพัฒนา "แผนชุมชน" ยิ่งเห็นตัวเลขชัดเจนว่าค่าน้ำเมา มากกว่า ค่าหนังสือ ค่าอาหารเด็ก และสิ่งจำเป็นในครอบครัว อีกมากมาย เฉพาะที่เครือข่ายองค์กรงดเหล้า เคยไปร่วมรณรงค์กับบางชุมชน งดเหล้าเข้าพรรษาทั้งชุมชน เพียง ๓เดือนเท่านั้น หากรวมค่าน้ำเมาทั้งชุมชนที่ประหยัดได้ในแต่ละครอบครัว จะ นับเป็นล้านบาท ซึ่งสามารถนำไปสร้างประปาชุมชน หรือสระน้ำขนาดใหญ่ ได้เลย

ในงานประเพณีต่างๆ ไม่เว้นแม้งานบุญ เช่น งานศพ งานบวช ถ้า ไม่้มีน้ำเมาในงาน จะลดค่าใช้จ่ายไปเกือบครึ่งหนึ่ง หากรวมค่าน้ำเมาทุกงานศพ และงานประเพณีอื่นๆทั่วประเทศ จึงมีมูลค่ามหาศาล ที่ไม่ควรถูกพ่อค้าน้ำเมาสูบไป  ทั้งจะลดปัญหาสารพัดในงานบุญประเพณี และจะได้บุญที่แท้จริงมากขึ้นด้วย

เราจะปล่อยให้พ่อค้าน้ำเมารวย โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสีย และ ทิ้งภาระให้คนไทยทุกคนรับผิดชอบแทนหรือ ???

น้ำเมาทำลาย วัฒนธรรม และศีลธรรมอันีี

ธุรกิจน้ำเมา มักอ้างว่าการดื่มน้ำเมาเป็นวัฒนธรรมไทย ดื่มกันมานานจนเป็นวิถีชีวิตไทยแล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะแม้คำว่า “วัฒนธรรม” ซึ่งแปลว่า ธรรม หรือเหตุปัจจัยที่นำไปสู่ความเจริญ แต่ น้ำเมา พุทธศาสนาจัดให้เป็นหนึ่งใน “อบายมุข” ซึ่งแปลว่า ปากทาง หรือหัวหน้าแห่งความเสื่อม ย่อมเป็นวัฒนธรรมไม่ได้


ด้วยข้อมูลทางประวัติศาสตร์ชาติไทย พระไพศาล วิสาโล ไ้ด้ศึกษาประวัติศาสตร์ไว้ พบว่ามีบันทึกของชาวต่างชาติหลายกาละว่า “คนไทยไม่ค่อยดื่มน้ำเมา เพราะนับถือพุทธศาสนา” ในบางชุมชนจะมีคนดื่ม ก็เพียงไม่กี่คน หรือดื่มในพิธีกรรมบ้างก็เพียงเล็กๆน้อยๆพอเป็นพิธีเท่านั้น

จึงไม่ใช่วิถีชีวิตไทยแต่ดั่งเดิม แม้ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ข้าราชการคนไหนดื่มน้ำเมา จะถูกหมายหัวประจาน แท้จริงแล้ว คนไทยมาเริ่มดื่มกันมากหลังจากที่น้ำเมาเป็นการค้าเสรี ที่มีการโฆษณาเป็นเครื่องมือสำคัญนั่นเอง

ในทางกลับกันทุกวันนี้ในเทศกาลงานวัฒนธรรมประเพณี ไม่ว่าระดับชาติ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ ลอยกระทง ฯลฯ และ ระดับท้องถิ่น เช่น ปอยหลวง(ภาคเหนือ) แซนโฎนตา บุญบั้งไฟ(ภาคอีสาน) งานชักพระ(ภาคใต้) งานแข่งเรือ(หลายพื้นที่)ฯลฯ ธุรกิจน้ำเมาเข้าไปยึดพื้นที่ ทำลายวัฒนธรรม เปลี่ยน “ลานวัฒนธรรม” ให้กลายเป็น “ลานเหล้าลานเบียร์” ไปหมดแล้ว ทำให้วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติอยากมาชื่นชม กลายเป็นเทศกาล “งานเมา” ที่น่าเบื่อหน่าย เสี่ยงอันตราย อันเป็นการทำลายทั้งวัฒนธรรมประเพณี และการท่องเที่ยวไทยนั่นเอง

นอกจากนี้พระพุทธองค์ระบุว่า การค้าขายน้ำเมา เป็น มิจฉาวณิชชา หรือการค้าขายที่ผิด เป็นบาป ชาวพุทธไม่ควรทำ อยู่ในหมวดเดียวกับการค้ายาพิษ อาวุธ เป็นต้น

อีกทั้งพระพุทธองค์ทรงสอนให้ตระหนักถึง "ความไม่ประมาท" หรือ "สติ" ว่าเป็น "บุญใหญ่"ที่กุศลธรรมทั้งปวง มีความไม่ประมาท หรือ การมีสติ เป็นเหตุต้นทาง แต่น้ำเมาทำลายสติ (พระพยอมเรียกว่า “น้ำผลาญสติ”) จึงเป็น "บาปใหญ"่ ที่ชาวพุทธต้องตระหนัก และหาทางควบคุมให้มีน้อยที่สุด และรู้ชัดว่า “ธุรกิจน้ำเมาเป็นความชั่วร้ายที่ยังเลิกไม่ได้” (ทั้งๆที่ภาคประชาชนไม่น้อยเรียกร้องให้ปิดโรงงานน้ำเมา) และต้องพยายาม ลด ละ เลิก ให้ได้ต่อไป

เราจะปล่อยให้น้ำเมาทำลายศีลธรรม วิถีชีวิตที่ดีงาม ทำลายวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวไทย อีกนานแค่ไหน???

น้ำเมามีอิทธิพลเหนือการเมืองจริงหรือไม่??

ในแวดวงการเมืองรู้กันดีว่า ธุรกิจน้ำเมา เป็นแหล่งทุนสำคัญทางการเมือง ทำให้มีการปกป้องธุรกิจน้ำเมาจากนักการเมืองเสมอมา แม้แต่การผลักดัน พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเกิดจากการขับเคลื่อนของภาคประชาชน รวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุน พรบ. นี้ได้กว่า ๑๓ล้านรายชื่อ ยังถูกแทรกแทรงจนได้ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) บางคนที่เคยมีท่าทีสนับสนุน พรบ.นี้ในช่วงแรก ก็มีท่าทีเปลี่ยนไปเข้าข้างธุรกิจน้ำเมา  และมีการล้อบบี้ในวิป จนสามารถส่ง นอมินีของพ่อค้าน้ำเมาเข้าไปอยู่ในกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พรบ.นี้ ได้เกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งบางคนเป็นผู้บริหารของธุรกิจน้ำเมาโดยตรง ซึ่งผิดหลักการขององค์การอนามัยโลก ที่ไม่ยอมให้ผู้มีส่วนได้เสียไปร่างกฎเกณฑ์ควบคุมเหล้า บุหรี่  ทำให้มีการแก้ไข พรบ.นี้จนอ่อนประสิทธิภาพไปมาก


เราจะปล่อยให้สังคมไทยอยู่ภายอิทธิพลของพ่อค้าน้ำเมา
ต่อไปอีกนานแค่ไหน ???