วันนี้กิจกรรมเยอะครับ (ออ.กลายเป็นเมื่อวานไปแล้วครับ) แล้วหลากหลายอารมณ์มากครับ เอาเป็นว่า เริ่มด้วยรื่นรมณ์ น่ายินดีไปจนอยากจะหักคอคน ฮิฮิ (บทโหด) ดีที่วันนี้น้องๆ ทีมงานทำงานอย่างแข็งขันครับ งานยากๆ เลยเป็นเรื่องง่ายไปได้ (ชื่นชม) เอาเป็นว่าเริ่มเล่าตั้งแต่เช้าเลยแล้วกันครับ

วันนี้ไปทำงานเช้ากว่าทุกวันครับ ไปก่อนอิลฮามจะไปโรงเรียนเสียอีก (อือ ขออนุญาตเล่าเรื่องลูกก่อนสักนิดหนึ่งนะครับ) วันนี้แม่ของอิลฮามเล่าว่า อิลฮามกระตือรือร้นกับการไปโรงเรียนมากครับ ตอนที่อาบน้ำกับผม ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าวันนี้อิลฮามอยากไปโรงเรียนหรือเปล่า เนื่องจากอาบน้ำไป ร้องให้ไป (ปกติถ้าอาบน้ำกับผมจะไม่ร้องครับ สนุกมากกว่า) บ่นว่าเจ็บขา พอถามว่าตรงไหน บอกว่าที่ขาที่เป็นสีแดง หาสีแดงไม่เจอครับ ไม่แน่ใจว่าสีแดงอิลฮามเป็นแบบไหน ฮิฮิ ผมไม่ทันแต่งตัวให้ครับวันนี้ ต้องไปทำงานก่อน เนื่องจากวันนี้ท่านอธิการบดีนัดทานอาหารเช้าร่วมกับทีมคณะศิลปศาสตร์ครับ ไปถึงก็เห็นทีมงานกำลังขมักเขม้นเตรียมอาหารเช้ากันอยู่ แต่ที่แปลกใจผมคือ เห็นรถคณบดีจอดหน้าตึกเรียบร้อยแล้ว (ว้าว มาถึงก่อนผมเสียอีก) เมื่อเข้าไปในห้องเลยทักท่านว่า นอนที่ทำงานหรือครับ (ปกติถ้าเจอตอนเช้ามากๆ อย่างนี้แสดงว่านอนที่ทำงานครับ) ท่านบอกว่าไม่ครับ ไม่ได้นอนที่ทำงาน มาจากบ้าน ช่วงนี้ท่านกำลังรีบเคลียร์งานครับ เนื่องจากสี่เดือนข้างหน้าท่านจะได้พักงานทุกอย่างของมหาวิทยาลัย รอบนี้ทางมหาวิทยาลัยใจป๋ำครับ ให้ท่านพักได้ยาวถึงสี่เดือน

ผมรู้สึกว่า อาจารย์คณะหายไปบางส่วนครับ รู้สึกเหมือนขาดๆ ไปหลายคน แต่มากกว่าตอนประชุมคณะเล็กน้อย แอ๊ะ รู้ว่ามาครบแล้ว แต่ผมคิดไปเองว่ามากกว่านี้ ฮิฮิ ทีมงานจัดให้บริเวณกลางตึกเป็นที่รับประทานอาหารเช้าร่วมกันครับ โดยเอาเสื่อมาปู แล้วก็นั่งกันตามอัทธยาศัยครับ ด้านหน้าก็มีโต๊ะญี่ปุ่นกับไมโครโฟนเท่านั้นแหละครับ ดูเป็นกันเองดีครับ แถมอากาศยามเช้ามันสดชื่นจริงๆ

งานเริ่มจากการกล่าวต้อนรับอธิการบดีโดยคณบดี พร้อมแจ้งเรื่องของการลาพักงานของท่าน (อย่างเป็นทางการ) ถ้านับสถิติในทุกๆ ด้าน ก็ต้องบอกว่า คณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์เป็นคณะที่ใหญ่ที่สุดในมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้วครับ ทั้งในแง่ของอาจารย์ นักศึกษา บุคลากร ฮิฮิ (มิน่าล่ะงานผมจึงหนักขึ้นทุกวัน)

ท่านอธิการบดีพูดหลายเรื่องครับ (น่าประทับใจด้วย) ท่านบอกว่า ทุกคณะมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ดังนั้นท่านอยากให้ทุกคณะมีการนำร่องการพัฒนาที่หลากหลายกัน ท่านเล่าประสบการณ์ของท่านเกี่ยวกับการเรียนปริญญาโทและปริญญาเอก (ฮิฮิ น่าสนใจดีครับ) ออ.ท่านให้เหตุผลที่ท่านคณบดีได้ลาพักครั้งนี้ด้วยครับ ออ.อีกประเด็นที่น่าสนใจมากคือ ประเด็นของการจัดการศึกษาของมุสลิมในบ้านเรา

จากนั้นรักษาการคณบดีได้กล่าวอะไรเล็กๆ น้อยๆ แต่ผมและอ.ซุล (รองอีกท่านหนึ่ง) รู้สึกว่ามันเครียดครับ เพราะแนวคิดการมารักษาการอย่างที่ท่านพูด คือ สิ่งที่เราไม่อยากเจอ และเราเคยเจอมาครั้งสองครั้งแล้ว เมื่อคณบดีไม่อยู่เป็นเดือนๆ

เสร็จทานอาหารเช้า ผมก็นั่งเปลี่ยนกลุ่มนั่งคุยไปเรื่อยครับ มาจบที่กลุ่มอ.โสรัตน์ คณบดี เราคุยกันเกี่ยวกับยอดนักศึกษาในปีนี้ ยอดต่ำกว่าเป้านิดหนึ่ง แต่ก็ยังน่าภูมิใจที่ไม่ลดและนักศึกษาที่เข้ามาเลือกเราเป็นที่แรกจำนวนมากขึ้น ในขณะที่สถาบันข้างๆ ยอดลดลงในสาขายุทธศาสตร์

จริงๆ โอกาสแบบนี้น่าจะได้นั่งคุยกันนานๆ หน่อยครับ แต่ปรากฏน้องเจ้าหน้าที่มาย้ำว่า ได้เวลาผมต้องไปร่วมการปฐมนิเทศน์นักศึกษาป.โทแล้ว ก็เลยขอตัวออกจากกลุ่มไปร่วมอีกงานหนึ่ง

งานชิ้นที่สอง ผมไปงานเริ่มแล้วครับ ท่านรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการฯ กำลังบรรยายอยู่ (ผมว่าท่านพูดเรื่องเดียวกันนี้ในทุกปีของการปฐมนิเทศน์ในทุกระดับชั้นปีเลยครับ) ถ้าใครได้ฟังตอนปริญญาตรีแล้ว ป.โทไม่ต้องเข้าก็ได้ ฮิฮิ ถัดมาเป็นการกล่าวต้อนรับโดยคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ตามด้วยคณบดีคณะอิสลามศึกษา และรักษาการคณบดีคณะศิลปศาสตร์ฯ (มาทันเวลาพอดี) ฟังๆ ดูเป็นการพูดกันสามคนที่เป็นเรื่องที่เอามาต่อกันได้อย่างสนิทครับ คุยกันคนละนิดแต่พอรวมประเด็นแล้วทำให้เห็นภาพของนักศึกษาปริญญาโทได้ชัดเจนครับ

รายการต่อมาเป็นรอบเสวนาครับ คนคุยก็มีผมกับดร.มูหัมมัดซากี รองคณบดีฝ่ายวิชาการคณะอิสลามศึกษาครับ เราคุยกันว่า เรียนอย่างไรให้จบเร็วและมีคุณภาพ คุยกันตั้งแต่อะไรที่เป็นปัจจัยทำให้เรียนจบช้าและเร็ว ไปจนถึงสร้างคุณภาพอย่างไรกับการเรียนในระดับปริญญาโท ที่ต้องยอมรับจากประสบการณ์ของทั้งสองวิทยากร คือ จะจบให้เห็นหนึ่งตัวนักศึกษาและสองคือ อาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งวิทยากรทั้งสองคนเจอกับอาจารย์ที่ปรึกษาที่งานยุ่งทั้งคู่ ฮิฮิ

ผมคุยโดยตั้งประเด็นจาก มือสิบนิ้ว ผมว่าถ้าใครไปหาอาจารย์แบบมือสิบนิ้ว ให้ประเมินตนเองได้เลยว่า เรียนจบช้าแน่นอน ยุคนี้ต้องมี "นิ้วที่มองไม่เห็นด้วย" ฮิฮิ ถ้าใครคิดว่า คิดไม่ออก หรือไม่ต้องคิด ไม่ต้องหาอะไรก่อน ขอแค่ไปถามอาจารย์เดี๋ยวก็ได้คำตอบ นั่นคือความผิดพลาดและลางบอกเหตุว่า จบช้าแน่นอน ก่อนจะไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาต้องมีข้อมูล มีทางออกของตนเองไว้ก่อน แล้วไปนำเสนออาจารย์แล้วก็รับฟังข้อแนะนำจากท่าน อย่างนี้จบเร็วครับ ออ.อีกแบบหนึ่งที่จบช้าคือ ถือขอไปอย่างเดียว พออาจารย์บอกว่าไม่ดี ต้องปรับ แทนที่จะรับฟัง กลายไปเป็นเถียงท่านแบบกระต่ายขาเดียว อย่างนี้ไม่จบแน่ๆ

เลยเล่าชีวิตเรียนป.โทและป.เอก (ในปัจจุบัน) ให้นักศึกษาใหม่ฟัง ปรากฏคนยืนยันความจริง คือ อ.ม.รอสลี พิธีกรครับ เพราะคนนี้เห็นสภาพความเป็นนักศึกษาป.โทของผมมาตลอด เลยได้ประเด็นใหม่คุยกัน

ผมปิดท้ายด้วยแนวคิดเติมแต่งฐานและต่อยอดความรู้ครับ ตอนนี้หลายสถาบันเวลาจะรับอาจารย์มักจะระบุว่า ต้องป.ตรีและป.โทสาขาเดียวกัน อันเนื่องจากอาจารย์ที่จบตรีสาขาวิชาหนึ่งและจบโทวิชาหนึ่ง เวลาสอนก็ต้องสอนที่จบโท แต่มักมีปัญหาเนื่องจากสอนได้เฉพาะเจาะจงมากครับ ซึ่งผมก็บอกว่าเป็นปัญหาอันเนื่องจากต่อยอดโดยที่ฐานไม่ดี แต่ไม่ใช่ว่าฐานไม่ได้แล้วจะแก้ไขไม่ได้ เพราะการเรียนรู้ไม่ใช่จำเป็นต้องอยู่ในชั้นเรียน แต่เป็นหน้าที่ของคนเรียนเองที่จะต้องรู้จักตัวเองและเติมเต็มในส่วนที่ตนเองขาดอยู่

เล่ายังไม่ถึงอารมณ์อยากหักคอคนครับ ง่วงแล้วครับ (แถมมีอีกหนึ่งงานครับ) ขอจบเพียงเท่านี้แล้วกันครับ ราตรีสวัสดิ์ครับ