ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้คนต่างกล่าวว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ  ผู้คนส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา  มีวัดวาอารามที่สวยงามมากมาย  ที่นี่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมานานแล้ว 

ในลักษณะดังกล่าว สังคมไทยน่าจะเป็นสังคมที่สงบร่มเย็น ผู้คนมีจิตใจเมตตากรุณาต่อกัน  และหลักคำสอนของพระพุทธองค์น่าจะแทรกซึมเข้าไปในจิตวิญญานของผู้คนในชาติ จนไม่น่าจะมีความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้นในสังคมไทยได้ แต่นั่นเป็นสิ่งที่เราคิดว่าน่าจะเป็นเท่านั้น   ทว่าในความเป็นจริงนั้นตรงกันข้าม 

ข้าพเจ้าได้พบเห็นและได้ยินเรื่องราวของความรุนแรง ความขัดแย้งในสังคมไทยมาตั้งแต่ยังเด็กๆ  ในสมัยที่เป็นนักเรียนชั้นประถมต้นตอนอยู่ที่บ้านนอก  ในวันหนึ่งผู้คนในหมู่บ้านต่างบอกว่า  ทางการเขาตัดหัวคอมมิวนิสต์มาไว้ที่อำเภอ มีคนมากมายแห่แหนกันไปดู แถมน้ำเสียงที่ชาวบ้านพูดคุยกันถึงคอมมิวนิสต์นั้น พูดประหนึ่งว่าคอมมิวนิสต์เป็นสัตว์ประหลาดประเภทหนึ่ง ที่น่ารังเกียจมาก  การจับกุมนั้นบางครั้งต้องตัดคอตัดหัวด้วย  ข้าพเจ้าเลยถามพวกผู้ใหญ่ว่าคอมมิวนิสต์คืออะไร ?   หน้าตาเป็นอย่างไร ? ผู้ใหญ่บอกว่าก็เป็นคนเหมือนพวกเรานี่แหละ แต่เป็นคอมมิวนิสต์  ด้วยวัยที่ยังเด็กมากขนาดนั้นข้าพเจ้าจึงยังไม่เข้าใจสิ่งที่ได้รับฟังมาสักเท่าไหร่  เมื่อไปโรงเรียนคุณครูประจำชั้นที่ถือว่าเป็นคนกลุ่มหัวก้าวหน้าท่านได้เฉลยเรื่องคอมมิวนิสต์ว่า ก็เป็นคนเหมือนพวกเรานี่แหละแต่เป็นคอมมิวนิสต์ แล้วคุณครูก็พูดเปรยๆ เหมือนพูดกับตัวเองว่า คนไทยด้วยกันนี่แหละ  แต่ความคิดเห็นต่างกัน และนิยมในระบอบคอมมิวนิสต์ จึงถูกตามล่า  ข้าพเจ้าแอบคิดสงสัยในใจว่าระบอบคอมมิวนิสต์มันไม่ดียังไงนะ  แต่ก็ไม่กล้าซักถามมาก  แต่เรื่องการตัดหัวคอมมิวนิสต์ที่จับได้ เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้ารู้สึกไม่ชอบใจสักเท่าไหร่

เมื่อเติบโตขึ้นมาจนรู้เรื่องและเข้าใจสิ่งต่างๆมากขึ้นกว่าเดิม  ข้าพเจ้าก็ได้ยินได้ฟังเรื่องราวของผู้คนเดือนตุลาคม และได้มีโอกาสอ่านหนังสือสมุดภาพเดือนตุลา  ข้าพเจ้าก็พบว่าในสังคมไทยนั้น มีความรุนแรงและน่ากลัวอย่างมาก  ภาพที่ศพของชายคนหนึ่งถูกห้อยแขวนไว้ใต้ต้นไม้ที่สนามหลวง ในภาพนั้นชายผู้ซึ่งอยู่ในสภาพเป็นศพไปแล้วนั้นถูกทุบตีด้วยเก้าอี้ ด้วยไม้  และมีรูปหนึ่งที่มีคนเอารองเท้ายัดเข้าไปในปากของเขาด้วย  ช่างเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนจริงๆ  มิหนำซ้ำยังมีผู้คนอยู่หมู่หนึ่งที่ยืนมองดูการกระทำนี้ด้วยสีหน้าสะใจ  บางคนมีสีหน้าเมินเฉยไร้ความรู้สึกใดๆ แต่ข้าพเจ้ารู้สึกสงสารชายผู้นั้นจับใจ  เขาเป็นคนชั่วร้ายมากนักหรือ  จึงถูกกระทำด้วยความรุนแรงขนาดนั้น  แม้แต่ร่างที่กลายเป็นศพไปแล้วก็ยังได้รับการเกลียดชังและทำร้าย หลายคนบอกว่าชายคนนี้ได้รับการกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่นักศึกษาในธรรมศาสตร์หลายๆคนถูกกล่าวหาและถูกฆ่าในช่วงเวลานั้น

สิ่งที่ข้าพเจ้าสงสัยมากก็คือ เมืองพุทธแบบไหนกันที่มีการกระทำรุนแรงต่อกันถึงเพียงนี้ได้  โดยเฉพาะการกระทำต่อร่างคนตายอย่างไร้ความเคารพเช่นนั้น  ชาวพุทธแบบไหนกันที่คิดว่าคุณค่าของความเป็นคนนั้นแตกต่างกัน  และสามารถตัดสินกันได้ด้วยการทำร้ายและทำลายกัน เพียงเพราะว่าอีกฝ่ายคิดต่างจากตนเอง

เมื่อเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535 ข้าพเจ้าก็พบว่า เราไม่เคยคิดจะเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์  เราเพียงแต่พยายามลืมมันไป โดยที่ไม่คิดจะเอาสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นบทเรียนแม้แต่น้อย  และในช่วงพฤษภาทมิฬนั้นเป็นเรื่องที่ต่างไป เพราะครั้งนี้ข้าพเจ้าเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น  และเห็นสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง  แถมในวันที่มีการยิงกันนั้น ข้าพเจ้ายังอยู่ในฝูงชนบนถนนราชดำเนินด้วยซ้ำ  หลังจากเหตุการณ์นั้น  ข้าพเจ้าก็ได้แต่คาดหวังว่า  ขอให้เป็นครั้งสุดท้ายที่จะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในเมืองไทย  เราควรจะรู้จักเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น และคิดไตร่ตรองกันอย่างรอบคอบก่อนที่จะมีการใช้กำลังความรุนแรงต่อกันอีก 

 

แต่นั่นก็เป็นแค่สิ่งที่ข้าพเจ้าคิดฝันไว้  เพราะจนบัดนี้สังคมไทยเราก็ยังคงนิยมใช้ความรุนแรงโต้ตอบกัน  เราแบ่งแยก และตัดสิน คนที่คิดต่างกับเรา เราก็จะถือว่าเขาคือศัตรู เราไม่เคยยอมรับฟังกันอย่างแท้จริงแม้สักครั้ง   และเราต่างเอาเป็นเอาตายกับเรื่องความดีและความชั่ว  เราต้องการสิ่งที่เรียกว่าขาวกับดำ เราไม่ต้องการสีเทาๆ  ในสังคมนี้  และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ เราต่างคิดว่าตัวเองคือสีขาว คือฝ่ายดี แต่คนที่คิดต่างและเห็นต่างจากนี้คือสีดำ เป็นฝ่ายเลว เราตัดสินกันเองด้วยความคิดเห็นจากมุมมองของเรา ด้วยคำยืนยันจากพวกพ้องของเรา  เราเชื่อว่าเราคือฝ่ายถูก เมื่อเรามีความเชื่อแบบนี้แต่ต้น การที่จะฟังคนที่คิดต่างจากเราจึงเป็นไปไม่ได้  และความสมานฉันท์จึงเป็นเรื่องในความฝันที่ไม่อาจจะเป็นจริงได้  ในสภาพสังคมแบบนี้

เมื่อเวลาผ่านไปข้าพเจ้าก็ตระหนักรู้ว่า  สังคมเรานั้นมีความยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป เป็นลักษณะนิสัยของเราชาวไทยหรืออย่างไรไม่ทราบที่ยึดมั่นในความดีอย่างเหนียวแน่น  เพราะที่สังเกตดู ไม่มีใครบอกว่าตัวเองผิดพลาดหรือเลวร้ายสักครั้ง  ทุกคนต่างประกาศตนว่าเป็นคนดีของสังคม ทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ  ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี  ทั้งบรรดาท่าน สส. และ สว. ทั้งหลายต่างประกาศตนว่ารักชาติบ้านเมือง  ยิ่งไปกว่านั้นไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน หรือจะเป็นฝ่ายผู้ที่ออกไปประท้วงตามท้องถนนขณะนี้  ทุกคนต่างยืนยันว่ากำลังทำความดีและทำเพื่อประเทศชาติ  แต่ข้าพเจ้าก็ออกจะสับสนว่า  ในเมื่อคนดีมีมากมายขนาดนี้  ทำไมประเทศชาติจึงยังไม่ไปถึงไหนเสียที  หรือเพราะเรามีคนดีมากเกินไป  จึงแย่งกันทำดี  จนต้องมาทะเลาะเบาะแว้งกันก่อน  เลยไม่มีเวลาไปทำอะไรอย่างอื่น

หลวงปู่ติชกล่าวว่า  ในตัวเราทุกคนนั้น ต่างมีทั้งดอกไม้และขยะ   มีหลายครั้งที่เรามีจิตอกุศล และบางครั้งก็มีจิตที่เป็นกุศล  เราต่างเป็นแบบนั้น  ไม่มีใครที่จะดีพร้อมไปเสียทุกอย่างจนไม่มีข้อเสียเลย  ในทางพุทธศาสนาแล้วองค์ประกอบของจิตเรานั้น  ประกอบด้วยเจตสิกถึงห้าสิบกว่าชนิด มีทั้งที่เป็นกุศลและไม่เป็นกุศล มีทั้งที่เป็นกลางๆ คือไม่ดีไม่ชั่ว  เราทุกคนต่างมีสิ่งนี้อยู่เท่าๆกัน  ดูจะเป็นการตื้นเขินไปหน่อยถ้าเราจะคิดเห็นไปว่า  คนทุกคนที่เห็นต่างจากเราคือคนเลว  คือคนไม่ดี  ในขณะเดียวกันก็มั่นใจจนเกินไปว่าสิ่งที่เราคิดเห็นและกระทำอยู่ขณะนี้ถูกต้องเสียทั้งหมด  บางทีสิ่งที่เราทั้งหลายต้องทำก็คือการหยุดคิดและพิจารณาสิ่งต่างๆด้วยใจที่เป็นกลาง พิจารณาในขณะที่จิตสงบมากๆ ก่อนที่จะตัดสินหรือลงความเห็นว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด  ก่อนที่จะตอบโต้ทะเลาะกัน ก่อนที่จะใช้ความรุนแรงต่อกัน  เราควรจะสำรวจตรวจสอบการกระทำและคำพูดของตัวเราก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อเราถูกกล่าวหาว่าร้ายเราควรจะตรวจสอบตัวเองอย่างแท้จริงก่อน  แทนที่จะตอบโต้ด้วยความรุนแรง เราควรจะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างนั้นเป็นอันดับแรก และควรรู้จักที่จะละวางตัวตนลงบ้างเพื่อจะรับฟังคนอื่น ไม่ยึดติดในความดีหรือความเลวมากจนเกินไป   เพราะนี่คือสิ่งที่เราชาวพุทธทั้งหลายควรจะรู้จักกระทำตั้งแต่ต้น คือ การรู้จักละวางตัวตนลงบ้าง  เพื่อจะได้ยุติความขัดแย้งที่นับวันจะมีรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันนี้