“Melaka Historical City” เมืองเก่าแก่ของมาเลเซียที่เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์

“มะละกา” (Melaka) เมืองเก่าแก่ของมาเลเซียที่เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์

 
กว่าหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ต้องจากบ้านมารอนแรมคนเดียวต่างบ้านต่างเมือง ตั้งใจว่าสุดสัปดาห์นี้ต้องหา
โอกาสไปเยือน “มะละกา” ให้จงได้ ชื่อของช่องแคบมะละกาแห่งนี้คุ้นเคยตั้งแต่สมัยเรียนภูมิศาตร์มัธยมต้น อยากไปเห็นกับตาจริงๆสักครั้ง หลังจากกางแผนที่ออกดู ประเมิญว่าการเดินทางก็ไม่น่าจะยากลำบาก ขึ้นรถประจำทางจากเมือง Port Dickson แล้วไปต่อรถอีก 2-3 เมืองก็น่าจะถึง มะละกา แต่พอได้พูดคุยกับ Ng Koy Bee ซึ่งเป็นเจ้าของคอนโดที่เราพักอยู่ ก็เกิดความกังวลขึ้นมาทันที ไม่ใช่เราหรอกนะ แต่เป็น Ng Koy Bee เองนั้นแหละที่กังวลว่าเราจะไปไม่ถึงจุดหมาย พร้อมกับขู่สารพัดเพราะไม่อยากให้เดินทางคนเดียว โดยบอกว่าระหว่างทางค่อนข้างไกลและอันตราย ถ้ามีการปล้นรถโดยสารจะทำอย่างไร และไม่ใช่ว่าคนมาเลย์จะพูดภาษาอังกฤษได้ทุกคนนะ แต่ไหนๆก็มาถึงนี่แล้วก็ยืนยันว่าจะไปให้ได้... จนในที่สุด Ng Koy Bee ก็บอกว่าให้ไปได้....

โดยอาสาพาไปเอง หึหึ ทีนี้เข้าทางเลย ไม่ต้องนั่งรถโดยสาร แถมมีคนขับให้พร้อมเป็นไกด์พิเศษส่วนตัวด้วยต้องขอบคุณ Ng Koy Bee กับภรรยา และหลานชายตัวน้อยวัยกำลังซน ที่กรุณามากๆ ทั้งที่พึ่งจะรู้จักกันได้ไม่กี่วันเอง ระหว่างทางบรรยากาศสองข้างทาง น่าตื่นตาตื่นใจตลอดเวลา โดยผ่านภูเขาสลับกับหมู่บ้านบ้าง บางทีก็มองเห็นทะเล ใช้เวลาเดินทางไม่นานอย่างที่คิด ใกล้ถึง มะละกา เราก็แวะซื้อขนมพื้นเมืองที่ตั้งขายอยู่ข้างทาง Koy Bee บอกว่ามีขายที่นี่ที่เดียว จำชื่อขนมไม่ได้แล้วมีลักษณะเหนียวรสชาดหวานคล้ายกาละแมร์ ของบ้านเรา

 

“มะละกา” เริ่มต้นจากหมู่บ้านประมงเล็กๆ ที่เปลี่ยนมาเป็นศูนย์กลางการค้าขายเครื่องเทศที่สำคัญที่สุด
ระหว่างตะวันออกไปยังตะวันตก มาตั้งแต่สมัยโบราณ อย่างที่ทุกคนเคยเรียนตอนมัธยมต้นนั้นแหละ เป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของมาเลเซียที่ เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ รวมถึงร่องรอยอารยะธรรมตะวันตกที่เมื่อครั้งตะวันตกพบตะวันออกที่ซึ่งชาวยุโรปเดินทางมาเอเซียต้องมาจอดเรือทำการค้าขายที่ช่องแคบมะละกา ก่อนเดินทางต่อไปสู่ประเทศในคาบสมุทรแปซิฟิก

ประวัติศาตร์ของเมืองเก่าแก่แห่งนี้เริ่มจาก เมื่อประมาณ 600 กว่าปีมาแล้ว เมื่อเจ้าชายปรเมศวรหรือปาราเมิสวารา ผู้มีเชื้อสายมาจากราชวงศ์ไศเลนทร์ ได้อพยพออกจากเมืองปาเล็มบังไปอภิเษกกับเจ้าหญิงในราชวงศ์มัชฌปาหิตมา ต่อมาเกิดขบถขึ้นในเมืองมัชฌปา ในปี พ.ศ.1944 จึงลี้ภัยการเมืองมาอาศัยเจ้าเมืองเทมาเส็ค แต่ภายหลัง เจ้าชายปรเมศวรได้ลอบฆ่าเจ้าเมืองเทมาเส็ค ทำให้เจ้าชายปรเมศวร ถูกขับไล่ออกไปจากเมือง จึงหนีมาตั้งเมืองมะละกาขึ้นในปี พ.ศ.1946 เมืองใหม่แห่งนี้กลายเป็นจักรวรรดิการค้าที่ยิ่งใหญ่ในอีก 200 ปีต่อมา และเป็นแหล่งแรกที่ศาสนาอิสลามเข้าสู่มาเลเซียผ่านทางพ่อค้ามุสลิมอินเดียที่มาจากปาไซ และเปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบสุลต่าน

 

                (ภาพ Koy Bee กับภรรยาและหลานชาย เพื่อนใหม่ที่อาสาเป็นไกด์พิเศษพาท่องมะละกา)

ต่อมา พ.ศ. 2052 โปรตุเกสเดินทางมาถึงมะละกาเพื่อขอตั้งสถานีการค้าแต่ถูกปฏิเสธ จนนำไปสู่
สงครามระหว่างโปรตุเกส-มะละกา ซึ่งโปรตุเกสเป็นฝ่ายชนะเมื่อ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2054 มะละกา
ถูกเนเธอร์แลนด์ยึดครองเมื่อ พ.ศ. 2184 หลังจากเนเธอร์แลนด์ขับไล่โปรตุเกสออกไป ต่อมามะละ
กากลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษตามสนธิสัญญาแองโกล-ดัตซ์ หรือสนธิสัญญาอังกฤษ-ฮอลแลนด์ พ.ศ.2367 ภายใต้การปกครองของอังกฤษ มะละการวมกับปีนังและสิงคโปร์ในชื่อนิคมช่องแคบซึ่งแยกต่างหากจากสหพันธรัฐมาเลย์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มะละกาเข้ารวมอยู่ในสหภาพมลายา และกลายเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซียเมื่อมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ

 

จากประวัติความเป็นมาที่มากด้วยเรื่องราว ผู้คนที่นี่จึงประกอบด้วยชนหลากชาติหลายเผ่าพันธุ์ หลาย
วัฒนธรรม แต่อยู่กันอย่างเข้ากัน กลมกลืนจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่น เสน่ห์ของเมืองที่ได้ชื่อว่า “Melaka Historical City” เต็มไปด้วยเรื่องราวและร่องรอยอารายธรรมตะวันตก และศิลปวัฒนธรรมของชาวจีน โดยปรากฏอยู่ตามโบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานเช่น มรดกที่ชาวดัชต์หรือฮอลันดา ทิ้งไว้ในมะละกา และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ นั่นคือ จัตุรัสดัตซ์ หรือ ดัตซ์สแควร์ ซึ่งเคยเป็นย่านที่อยู่ของชาวดัตซ์

 

สถานที่สำคัญๆ ของเมืองยังอยู่ในย่านๆ นี้ด้วยกันทั้งสิ้น นับแต่โบสถ์คริสต์ หลังสีแดง เขียนคำว่า “CHRIST CHURCH 1753” ประกาศถึงความเก่าแก่ที่หน้าอาคาร และยังทำหน้าที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกชีวิตที่เข้ามาเที่ยวที่มะละกาส่วนเหตุผลที่ต้องเป็นสีแดงนั้น ก็เพราะเมื่อตอนที่อังกฤษเข้าครอบครองนั้นเห็นว่าโบสถ์ต้องทาสีบ่อย ก็ในเมื่ออิฐข้างในซึ่งนำมาจากเนเธอร์แลนด์ เป็นสีแดง ก็เลยทาสีแดงซะเลยจะได้ไม่ต้องทาสีบ่อยๆ บริเวณใกล้ๆ มีป้อม “A’Fomosa” สิ่งก่อสร้างของโปรตุเกสแห่งเดียวที่เหลืออยู่จากเดิมมีถึง 5 ป้อม ก่อนจะถูกดัชต์ทำลายทิ้ง ภายในบริเวณรอบๆจัตุรัสแห่งนี้ ประกอบไปด้วย น้ำพุวิคตอเรีย กังหันลมสีเหลืองเชิงสะพาน ตรงข้ามตึกแดง หอนาฬิกาสีแดงที่ กิมเส็ง แซ่ตั้ง เศรษฐีชาวจีนที่รวยที่สุดในย่านไชน่าทาวน์สร้างไว้ และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือรถสามล้อชมเมืองมะละกา ที่จอดเรียงรายรอให้บริการนักท่องเที่ยว

 

หากเราเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอย จะได้ชื่นชมบรรยากาศของบ้านเรือนที่เป็นสถาปัตยกรรมจีน
ผสมฝรั่ง และร้านรวงขายของที่ระลึก ร้านขายของสะสมโบราณ งานประดิษฐ์ที่ทำด้วยมือ เก๋และแปลก
โดยเฉพาะถนน "Heritage Jonker Street" ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของนักสะสมของเก่า “Jonker Street” จึงขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งเสาะหาของโบราณที่มีราคาถูกแสนถูก ที่บรรดานักสะสมอยากมาเยือน เดินช้อปและชมเมือง เข้าออกร้านขายของที่ระลึกกัน ถนนเส้นนี้ที่รวบรวมเอาความมีชีวิตชีวาของชาวมะละกาเอาไว้ 2 ข้างทางของถนน หลังจากเพลิดเพลินกับบรรยากาศแสนประทับใจแล้ว ก็แวะเติมพลังด้วยขนมพื้นเมืองที่รสชาดอร่อยและเป็นเอกลักษณ์ที่ร้านริมคลองตรงข้าม ดัตซ์สแควร์ ถ้าอยากรู้จักประวัติศาสตร์ และอยากซึมซับวัฒนธรรมที่หลากหลาย ของเทศมาเลเซีย ต้องไม่พลาดกับการมาเยือน มะละกา เมืองที่ยังมีเค้าลางของอดีตที่ผสมผสานกับปัจจุบันได้อย่างลงตัว รอให้ผู้ผ่านทางแวะมาเยี่ยมชมและตราตรึงไว้ในความทรงจำ และประทับใจ

 

รินทร์ - ปริญญา ทองประภา