ก่อนที่รัฐจะเข้าไปจัดการ ควรให้ชุมชนจัดการปัญหาด้วยตนเองก่อนเพราะเจ้าของปัญหาย่อมรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดี ซึ่งอาจจะมีทางออกอยู่แล้ว หรือขอเพียงพื้นที่พูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจกันมีความเห็นร่วมที่จะดำเนินการ (Common ground for action) ที่สำคัญเราไม่ควรละเลยภูมิปัญญาของท้องถิ่น(Local Wisdom)ในการจัดการปัญหาของชุมชน

เป็นธรรมดาเรื่องของ ความขัดแย้ง (Conflict) ที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ สำคัญที่ว่า เราจะจัดการความขัดแย้งนั้นด้วยกระบวนการแบบไหน และเราคาดหวังผลลัพธ์อย่างไรกับความสัมพันธ์

Mhslahu

ชุมชนเล็กๆ เพิ่งยกฐานะเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน พื้นที่ที่ไกลปืนเที่ยง ทุรกันดาร เราหลายคนให้นิยามว่า พื้นที่ชายแดน ผสมกับความลักษณะเป็นพื้นที่ชายขอบของประเทศไทยของเรา  สิ่งที่น่าสนใจคือ พื้นดังกล่าวมีความหลากหลายสูงทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ คน เชื้อชาติ กลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะที่อำเภอปางมะผ้า มีกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมด ถึง ๗ กลุ่มด้วยกัน ประกอบด้วย กลุ่มชาติพันธุ์ลีซู ลาหู่(ดำ แดง) ปกาเกอญอ ม้ง  ลั๊วะ ไทยใหญ่ และคนเมืองพื้นราบ ร่วมอาศัยอยู่ด้วยกันในอย่างสงบสุข และเอื้ออาทร เรื่อยมา

 

อ้างอิงภาพจาก www.oknation.net.blog/dada

มีคำถามว่า เมื่อมีความแตกต่างหลากหลายมากขนาดนี้ มีปัญหาความขัดแย้งบ้างหรือไม่ ? คำถามนี้เป็นคำถามที่น่าสนใจ เพราะธรรมชาติ ความหลากหลาย ความไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดความคิดเห็นที่ไม่เป็นไปตามแนวทางกันได้ง่าย สิ่งที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นก็คือ พื้นที่ที่นี่มีกระบวนการจัดการความขัดแย้งอย่างไร? มีทุนอะไรที่ช่วยแก้ไข ป้องกันความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น? นี่ต่างหากที่น่าสนใจสำหรับประเด็นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข สมานฉันท์

ปัญหาความขัดแย้ง มุมมองจากที่ได้มีโอกาสทำงานในพื้นที่ ผมมองได้ใน ๒ ประเด็นใหญ่ๆ ดังนี้

ประเด็นแรก เป็นความขัดแย้งด้านความคิด  เป็นการขัดแย้งอันเกิดจากความคิดที่ต่างกัน ทางอุดมการณ์ระดับบุคคล ชุมชนที่มีลักษณะเฉพาะกลุ่ม รวมไปถึงประเด็นที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน(Representative Democracy) ที่ต้องมีการคัดเลือกตัวแทนเพื่อพัฒนาท้องถิ่น นับตั้งแต่ระดับ สว. สส. ลงมาถึง อบต. แม้กระทั่ง ผญบ.  การเมืองท้องถิ่นเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้ง เพราะเกิดการรวมพวกขึ้นในชุมชน มีชาวบ้านคนหนึ่งเคยคุยกับผมว่า การเมืองท้องถิ่นทำให้ชุมชนของพวกเขาเกิดความขัดแย้งกันมากขึ้น

ประเด็นที่สอง เป็นความขัดแย้งด้านการแย่งชิง (seize) ทรัพยากร ประเด็นนี้เป็นประเด็นความขัดแย้งที่คลาสสิค พื้นที่หลายๆพื้นที่มีความขัดแย้งประเภทนี้มาก และก่อให้เกิดความรุนแรง เสียหายมากหากไม่มีกระบวนการไกล่เกลี่ยที่ดีพอ ที่อำเภอเล็กๆแห่งนี้ก็มีประเด็นดังกล่าวอยู่ด้วย ไม่ว่าจะขัดแย้งโดยตรงกับรัฐ กรณี ชาวบ้านขัดแย้งกับหน่วยงานป่าไม้ ในการทำไร่ ทำสวนในพื้นที่หวงห้าม  การขัดแย้งกันในชุมชน และระหว่างชุมชนที่มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน

ประเด็นใหญ่ๆที่ผมยกมา เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งในพื้นที่หลักๆ แต่ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างมากขึ้น คำถามต่อไปว่า แล้วชุมชนมีภูมิปัญญา หรือมีกระบวนการการจัดการความขัดแย้งอย่างไร?  ประเด็นนี้ทางนักวิชาการของสถาบันพระปกเกล้าเลียบๆเคียงๆถามผมเหมือนกันว่า ประสบการณ์จากพื้นที่ไหนบ้างที่ ใช้ ระบบทุนของท้องถิ่น มาใช้จัดการความขัดแย้ง เป็นการจัดการความขัดแย้งแบบไทยๆของเรา

ผมลองนั่งทบทวน ทุน ในพื้นที่ที่มีส่วนในการจัดการความขัดแย้ง ว่าน่าจะมีปัจจัยอะไรบ้าง

 

-          ระบบอาวุโส ที่ชุมชนยังให้ความสำคัญสูง ระบบแบบนี้จะช่วยในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระดับบุคคล ชุมชนได้

-          วัฒนธรรมในการพูดคุยที่เปิดใจ มุ่งเพื่อการแก้ไขปัญหาโดยให้ความสำคัญกับความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย เช่น ให้มานั่งตกลงกัน โดยมีผู้อาวุโส ผู้นำในระดับต่างๆในชุมชนมาเป็นสักขีพยาน

-          ลักษณะความเป็นเครือญาติสูง ในสังคมชนบท

-          การนับถือสิ่งเหนือธรรมชาติ เช่น ผี รุกขเทวดา ความเชื่อเหล่านี้ทำให้เกิดความยำเกรง การทำผิด การขัดแย้งนำไปสู่การถูกลงโทษโดยสิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านี้ ความเชื่อแบบนี้ยังเข้มข้นในพื้นที่ชายขอบ และพื้นที่สูง

-          กระบวนการพัฒนาโดยรัฐที่มีระบบผู้นำทางการ รวมไปถึงการจัดการความขัดแย้งที่อาศัย กฏหมายบ้านเมือง เป็นทางเลือกสุดท้ายเพราะการตัดสินความขัดแย้งด้วยวิธีนี้แข็งเกินไป

 

อย่างไรก็ตามผมมองว่า ไม่มีใครชอบความขัดแย้ง เพราะนอกจากทำให้ความสุขลดลงแล้ว ยังมีผลกระทบด้านสังคมมากมาย คนเราต้องการความสุข สบาย ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินกันทั้งนั้น ทางออกที่เหมาะสมน่าจะเป็นอย่างไร?

-          ยอมรับความแตกต่าง มีมุมมองต่อความต่างว่าเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ และความต่างสามารถเติมเต็มให้กันและกันได้

-          มีมุมมองที่กว้างต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรม

-          ปลดปล่อย อคติ (Bias)ที่อยู่ในใจให้หมดไป ใช้ใจที่เป็นกลางในการมองปัญหาที่เกิดขึ้น และหาทางออกในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

-          มีพื้นที่พูดคุย พื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อความเข้าใจ

 

สิ่งที่นำเสนอมาในบันทึกเป็นประสบการณ์จากพื้นที่ เน้นย้ำให้เห็นว่า ถึงแม้ความแตกต่าง ความหลากหลายมีมาก แต่นั่น ก็ไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ที่ก่อให้เกิดความรุนแรงตามมา บทเรียนจากพื้นที่ที่แตกต่างแบบนี้ สามารถหยิบแง่มุมบางมุมมาใช้อธิบายและค้นหาวิธีการในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ ก่อนที่รัฐจะเข้าไปจัดการ ควรให้ชุมชนจัดการปัญหาด้วยตนเองก่อนเพราะเจ้าของปัญหาย่อมรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดี ซึ่งอาจจะมีทางออกอยู่แล้ว หรือขอเพียงพื้นที่พูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจกันมีความเห็นร่วมที่จะดำเนินการ (Common ground for action) ที่สำคัญเราไม่ควรละเลยภูมิปัญญาของท้องถิ่น(Local Wisdom)ในการจัดการปัญหาของชุมชน

 


  

ร่วมรับฟังการสัมภาษณ์สดผมใน ประเด็น สัมภาษณ์สดวิทยุรัฐสภาชุมชนสมานฉันท์สันติสุขบทเรียนจากพื้นที่ ได้

จากรายการรายการมุ่งสู่ประชาธิปไตยไปกับสถาบันพระปกเกล้านำเสนอความรู้ด้านการเมืองการปกครองส่งเสริมแนวทางตามระบอบประชาธิปไตย และกิจกรรมการดำเนินงานของสถาบันพระปกเกล้าผลงานทางวิชาการของนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า ในวันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา ๒๐.๐๐ ๒๑.๐๐ น. วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑ นี้ครับ ผ่านทางสถานีวิทยุรัฐสภา http://www.radioparliament.net/index.php หรือ ทาง FM ๘๗.๕๐ MHz.

 

 

 อ้างอิงภาพจาก http://www.oknation.net.blog/dada