เมื่อศึกษา วิเคราะห์เมืองที่มีมวลรวมความสุข (Gross Domestic Happiness : GDH) มากที่สุดอย่างภูฏาน หรือเมืองที่มีต้นแบบความสุขอย่าง LADAK แล้ว จะเห็นได้ว่า เมืองเหล่านี้ก็มีการทำงาน "การผลิต" แต่การทำงานการผลิตของเขานั้นทำเพื่อ “ให้”
ที่เมือง LADAK นั้น จุดมุ่งหมายหลักของการทำนาก็เพื่อได้มาใส่บาตร แล้วบาตรแล้วจึงเก็บไว้กินเองในครอบครัว เหลือจากกินเองในครอบครัวแล้วจึง “ขาย”
ปัจจัยหลัก ปัจจัยรอง ปัจจัยแท้
ให้ ใช้ รับ
สุขใจ สุขกาย สุขแท้
การให้เป็นเบื้องต้น มีกินมีใช้เป็นเบื้องกลาง ย่อมได้รับผลในเบื้องปลายอย่างมหาศาล เพราะ “ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ (High give High turn)”
แต่ตามหลักเศรษฐศาสตร์ในระบบทุนนิยมปัจจุบันนั้น (Core Economics) เน้นหวัง “กำไร” เป็นปัจจัยหลัก เป็นปฐมเหตุแห่งการดำเนินการผลิต เพราะเป้าหมายในการประกอบธุรกิจนั้นก็คือ “กำไรสูงสุด” โดยเฉพาะ “การสร้างความมั่นคงสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น (Shareholders wealth maximization)”
เมื่อจิตคิดที่จะรับตั้งแต่เบื้องต้น จิตก็ต้องตกอยู่กับความกังวลเพราะต้องแบกรับภาระแห่งทุกข์ในทุก ๆ ลมหายใจ
โมเดลการผลิตแบบทุนนิยมเริ่มต้นด้วยทุกข์ มีทุกข์เป็นเบื้องต้น ทุกข์จะถูกส่งต่อและกระจายไปอย่างแพร่หลายภายในองค์กร พนักงานทุกคนที่ทำงานก็หวังแต่จะรับ (Take) ผู้ถือหุ้นก็หวังแต่จะรับ (Take) ทุก ๆ คนภายในองค์กรก็หวังที่จะรับ (Take) ทำงานเพื่อหวังผลคือ “เงิน” เป็นหลัก เมื่อไม่มีที่จะรับ ก็ไปชิง ไปเชือดเนื้อเถือไถผู้บริโภค นั่นก็คือ “ลูกค้า (Customers)” เพื่อที่จะรับ (Take) จากลูกค้าให้ได้มากที่สุด ดังนั้นลูกค้าจึงต้อง Take กลับต่อสังคม ต่อรัฐบาล ร้อยรัดพันเกลียวเป็นปัญหาที่สั่งสมกันมาช้านานนับตั้งแต่ครั้งอดีตกาลที่ชาวบ้านมาฟังผู้ใหญ่ลี (๒๕๐๔ เมื่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแรกประกาศใช้)
พุทธเศรษฐศาสตร์ (Buddhist Economics) นั้นสร้าง Model ใหม่ในสังคม เป็น Model ที่มีการให้เป็นหลัก เพราะการให้ผู้ให้ย่อมได้รับสุขตั้งแต่เริ่มคิดที่จะให้ มิต้องรอเปลี่ยนถ่ายวัตถุดิบ เข้ากระบวนการผลิต เป็นสินค้า จนหมุนเปลี่ยนเวียนเป็น “เงิน” กลับมาเหมือนกับ Model การผลิตสินค้าในปัจจุบัน
Model การผลิตสินค้าเพื่อหวังกำไรนั้น ต้องรอจนกว่าสรุปยอดขาย ปิดงบ หักกลบยอดบัญชี นานเลยนะกว่าจะได้ (ถ้าได้)
แต่ถ้าไม่ได้หรือขาดทุนเข้าด้วยแล้ว ก็ต้องทนทุกข์ รับทุกข์ไปอย่างไรขีดจำกัด
ทำงานวันเดือนได้รับสุขวันหนึ่งจากการได้รับเงินเดือน ทำงานปีหนึ่งได้รับความสุขวันหนึ่งจากการได้รับโบนัส (ถ้าได้) ถ้าบริษัทขาดทุนก็ต้องรอความสุขวันหนึ่งวันนั้นไปเรื่อย ๆ เหมือนชีวิตที่แขวนบนเส้นด้ายเปื่อย ๆ เมื่อต้องเจอภาวะเศรษฐกิจในยุค IMF ที่ผ่านมา
โมเดลการผลิตเพื่อให้นั้น (Give Production Model : GPM) ทุก ๆ คนจะได้รับในทุก ๆ ลมหายใจ ทำไปยิ้มไป ยิ้มเก็บไว้ สุขเก็บไว้ทำรวมไว้จนกลายเป็น “มวลรวมความสุข (Gross Domestic Happiness : GDH)
มวลรวมความสุขจากการผลิตเพื่อให้นั้น เป็นมวลสารที่แน่นเหนียวรวมรัดเกาะเกี่ยวดั่งเกลียวเชือกแห่งความสามัคคีและปรองดอง
โมเดลการผลิตเพื่อให้นี้จำเป็นต้องเร่งสร้างให้เกิดมีขึ้นในจิตใจของทุก ๆ คนเป็นสำคัญ
เมื่อจิตใจของ “คน” มีการให้เป็นพื้นฐาน “องค์กร” ย่อมมีวัฒนธรรมแห่งการให้เป็นท่ามกลาง “สังคม” และโลกใบนี้ย่อมประสบศานติสุขอย่างกาลนานทั้งในจุดเริ่มต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย...

ดีใจจังคะ ที่พบบทความคุณ สุญฺญตา โดยบังเอิญ ก็แกะรอยตามอ่านมาเรื่อยๆ
ยินดีคะ ที่ได้อ่านบทความดีดี
จริงๆด้วยคะ
เมื่อจิตใจของ “คน” มีการให้เป็นพื้นฐาน “องค์กร” ย่อมมีวัฒนธรรมแห่งการให้เป็นท่ามกลาง “สังคม” และโลกใบนี้ย่อมประสบศานติสุขอย่างกาลนานทั้งในจุดเริ่มต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย...
แต่ยากจังคะ ตัวตนเรามันคอยจะดึงให้เรา เกิดความคาดหวัง และทุกการกระทำเรามักคาดว่าจะได้โน่นนี่เป็นการตอบแทน แม้แต่ต้องการความรักตอบแทนเช่นกัน ต้องการความชื่นชมยินดี ต้องการความอบอุ่น ต้องการการยอมรับ มันก็เลยพลอยชักนำให้เกิด รัก โลภ โกรธ หลง ตามกันมาติดๆ เหมือนวงล้อ
คนเราเมื่อหายใจก็ยอมต้องได้ลมหายใจเป็นธรรมดา
คนเรามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อ "ทำดี" ทั้งให้เกิดขึ้นกับตนและคนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกตัญญูต่อบรรพบุรุษ บุพการีชน บุคคลอันเป็นที่รักทั้งที่มีชีวิตและที่ล่วงลับไปแล้ว
คนเรามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ก็ต้องเป็นผู้รับและเป็นผู้ให้
การเป็นผู้รับนั้น ต้องรับอย่างถูกต้องทั้งทางโลก และทางธรรม คือต้องถูกกฏหมาย ระเบียบ วินัย ข้อบังคับ ถูกศีล ถูกธรรม สิ่งนี้รับได้ ควรรับ จำเป็นต้องรับ
การเป็นผู้ให้นั้น ต้องให้อย่างไร้เหตุผล ต้องให้ด้วยใจ การให้ด้วยใจจะเป็นการให้ที่นอกเหตุเหนือผล
คนเรานั้นชอบคิดหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง การให้ก็เช่นเดียวกัน เราก็มัวแต่คิดหาเหตุ หาผล ก็เลยทำให้เราต้องทนทุกข์กับความคาดหวัง...
คนเราทุกวันนี้ยุ่งเพราะ "ความคิด"
มีหน้าที่ให้ก็ให้ไปเถิด
เรามีหน้าที่ให้ ไม่ได้มีหน้าที่คิด...
เห็นตัวเองทุกข์เพราะ ความคิด จริงๆเสียด้วยคะ
แถมปรุงแต่งอีก ไปไกล จนคุมไม่อยู่
วันนี้ไปอบรมที่สุโขทัยธรรมาธิราช เป็นเรื่องทั่วไปแต่วิทยากรพูดกระแทกใจโดยบังเอิญ
แกถามว่า "ความคิด คือ......"
แกย้ำคำนี้ สี่ทีไม่มีใครตอบได้
แกก็พุดต่อเองว่า ความคิดคือ สมมุติ
โห เท่านั้นแหระ
บางอ้อ จริงๆเสียด้วย
แต่เราจะควบคุมความคิดปรุงแต่งที่เกิดแล้ว หรือไม่ให้เกิด หรือ ดับง่ายเร็วขณะเกิดได้อย่างไร ??????
อีกทั้งอารมณ์อันควบคุมไม่ได้ ที่เกิดจากการปรุงแต่งนั้นอีก
จมอยู่นานแสนนาน ยอมไปดื่มด่ำมัน
พักหลังใช้เทคนิค ให้เห็นความเจ้บปวด แต่ไม่ใช่ฉันเจ็บปวด มันก็ผ่านไปเร็วขึ้น
เผื่อมีวิธีแนะนำทีดีดีอีกคะ