เลี้ยงลูกอย่างไรในยุค2008
น.พ. กมล แสงทองศรีกมล
กุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
ยิ่งยุคสมัยเปลี่ยนไปมาก คุณพ่อคุณแม่หลายๆคนคงเคยกังวลว่าเราจะเลี้ยงลูกอย่างไรดี ทำยังไงถึงจะเลี้ยงลูกได้ดี หรือถ้ามีใครสักคนถามเราถึงวิธีการเลี้ยงลูก เราจะตอบอย่างไร ในฐานะที่ผมก็เป็นคุณพ่อคนหนึ่ง ยอมรับว่าบางครั้งชีวิตจริงก็ไม่สามารถพึ่งพาทฤษฎีได้เสมอไป แต่อย่างน้อยทฤษฎีก็ยังเป็นแนวคิดและหลักการที่เราควรทำความเข้าใจไว้เพราะมันก็คือสิ่งที่มีผู้ได้ศึกษาและหาทางออกไว้แล้วส่วนหนึ่งในอดีตนั่นเองครับ ขึ้นกับว่าเราจะมาปรับใช้ หรือทำได้มากน้อยแค่ไหน
• หลักในการเลี้ยงดูลูก ( Principle Of Child Rearing )
1. ให้ความรักและแสดงออกซึ่งความรักให้ลูกรู้ ( Love ; consistently and appropriately shown )
เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนย่อมรักลูก แต่คุณพ่อคุณแม่ไทยหลายๆคนมักจะไม่ค่อยแสดงความรักออกมา อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมไทยเราต่างจากทางตะวันตก อย่างไรก็ตามการพูดและการแสดงออกอย่างเหมาะสม เช่นโอบกอด ให้ความชื่นชม จะทำให้ลูกรู้ ซาบซึ้งและมีความสุขกับความรักของพ่อแม่ครับ
2. ครอบครัวที่มีความสุข พ่อและแม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ( Happy family ; mother and father have a good relationship )
ธรรมชาติได้สร้างพ่อและแม่ไว้ให้ร่วมมือช่วยเหลือกันดูแลลูก ลองนึกภาพนะครับ ว่าถ้าพ่อแม่ทะเลาะกัน เถียงกัน ขัดแย้งกันเกือบทุกเรื่อง ชีวิตคู่ในครอบครัวไม่มีความสุข ต่อให้ต่างคนต่างก็รักลูกมาก แต่การเลี้ยงดูคงจะมีคุณภาพดีไปไม่ได้ครับ
3. มีความรู้ความเข้าใจในพัฒนาการของเด็ก ( Understanding of child's developmental level ) พัฒนาการของลูกน้อยแต่ละวัยมีความหมายอย่างยิ่งครับ เพราะไม่เพียงแต่บ่งบอกถึงการเจริญเติบโตของสมองเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญในการติดตามภาวะผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นเพื่อจะได้แก้ไขได้ทันท่วงทีครับ คุณพ่อคุณแม่จึงควรศึกษาหาความรู้ สังเกตุและจดบันทึกพัฒนาการของลูกรวมถึงพูดคุยปรึกษาปัญหาพัฒนาการกับกุมารแพทย์เมื่อพาลูกมารับวัคซีนป้องกันโรคตามที่แพทย์นัด นอกจากนี้ยังเอาไว้ใช้สำหรับฝึกการช่วยเหลือตนเองของลูกได้ด้วยครับว่าลูกควรจะทำอะไรได้เองบ้าง เมื่ออายุเท่าไร
4.เลี้ยงดูลูกให้มากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ (Parent bring up their own children as much as possible )
คุณพ่อคุณแม่บางคนต้องทำงานทั้งคู่ ไม่มีเวลาดูแลลูกตอนกลางวัน ต้องฝากพี่เลี้ยงหรือปู่ย่า ตายายเลี้ยง แต่พอกลับมาบ้าน ก็ไม่ค่อยได้ให้เวลากับลูกอีก อาจเพราะเหนื่อย หรืออยากมีเวลาส่วนตัวบ้าง กลางคืนก็ฝากพี่เลี้ยงหรือปู่ย่า ตายายดูแลต่อ ถ้าเป็นอย่างนี้ความสัมพันธ์กับลูกก็คงจะดีไปไม่ได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรพยายามเลี้ยงดูลูกให้มากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ต้องยอมเหนื่อย อดนอนบ้าง เพราะเวลาที่จะอยู่กับลูกนั้นสำคัญมาก นอกจากสร้างสายใยความรักความผูกพันแล้วจะทำให้เรารู้จักลูกเราเองมากขึ้นด้วยครับ ลูกนิสัยใจคออย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร หรือแม้แต่เวลาลูกป่วยเขามีอาการอะไรบ้าง ถ้าเราห่างจากลูก เราจะไม่รู้จักเขาเลย
5. เสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้ลูก ( Build child's self esteem ; help to have a good felling about himself and others )
ความเชื่อเดิมที่ว่า " ชมมาก เดี๋ยวเหลิง" อาจทำให้พ่อแม่ไทยส่วนหนึ่งไม่อยากชมลูก หรือชมในใจ ไม่พูด ไม่แสดงออกมา ในแง่จิตวิทยาเด็กแล้วคำชม และการให้รางวัลอย่างเหมาะสมสำคัญมากครับเพราะนอกจากจะทำให้ลูกมีพฤติกรรมดีต่อเนื่องแล้วยังช่วยเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้ลูก รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า และมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วยครับ
6. ให้อิสระตามวัย และให้โอกาสในการตัดสินใจ ( Grant age - appropriate freedom and opportunity to decide )
คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรบังคับให้ลูกคิดและเชื่อตามตัวเอง ควรให้เพียงข้อมูลและเปิดโอกาสให้ลูกคิด ตัดสินใจเอง อย่างไรก็ตามปัญหาสังคมในยุคนี้คุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้อิสระลูก อาจต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกด้วยนะครับ ทางสายกลางคงดีที่สุด
7. ส่งเสริมสนับสนุนให้ลูกสามารถดูแลตัวเองได้ ( Encourage them to take good care of themselves as well as others)
ผมเคยพบเด็กที่อายุ10 ปีแล้ว แต่พี่เลี้ยงยังต้องป้อนข้าวให้ ทั้งทั้งที่จริงๆแล้ว ตามพัฒนาการนั้นเด็กสามารถใช้มือตักข้าวกินเองได้ตั้งแต่อายุ1- 1 ปีครึ่ง การฝึกให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเองย่อมมีประโยชน์และผลดี คือเป็นการฝึกความรับผิดชอบ และได้สอนลูกให้รู้เรื่องกฏเกณฑ์ ระเบียบวินัย นอกจากนี้การฝึกให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเองตามวัยเช่นการกลัดกระดุม ผูกเชือกรองเท้า นอกจากเป็นการฝึกทักษะการทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อและสายตาแล้วยังจะช่วยพัฒนาทักษะในการแก้ไขปัญหา ( Problem solving skills ) ด้วยครับ เช่นเมื่อเกิดปัญหาจะทำอย่างไร เด็กจะเรียนรู้การขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ เรียนรู้การวางแผนล่วงหน้าเพื่อไม่เกิดปัญหาในครั้งต่อๆไป
8. ส่งเสริมให้ลูกรู้จักคิดอย่างมีหลักการและเหตุผล ( Encourage them to think with principle and logic )
อันนี้จะชัดเจนมากขึ้นเมื่อลูกโตขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ในการเลี้ยงดูลูก และกระตุ้นให้ลูกรู้จักคิดหาเหตุผลเอง
9. ส่งเสริมให้ลูกรู้จักผ่อนคลาย และหาความสุขให้ตัวเองได้ ( Encourage them to be able to relax and enjoy themselves )
ทุกวันนี้เราเห็นภาพลูกหลานของเราทุ่มเทกับการศึกษา โดยเฉพาะเด็กมัธยมที่กวดวิชากันทั้งช่วงเย็นหลังเลิกเรียน และวันเสาร์ อาทิตย์จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน นอกจากนี้ส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษาทำให้เด็กต้องรายงานมากขึ้น ทำไม่ทันเพราะบางทีมีรายงานหลายวิชามาพร้อมๆกัน พ่อแม่ก็ต้องช่วยลูกทำ บางทีกว่าจะเสร็จห้าทุ่ม เที่ยงคืน ยิ่งเวลาใกล้สอบต้องคอยติวลูก หรือคอยดูแลให้อ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่บางคนพยายามที่จะยัดเยียดให้ลูกเรียนทุกอย่าง ให้เก่งทุกทางทั้งด้านการเรียน ดนตรี กีฬา ศิลปะและสังคม เช่นอัดกิจกรรมและหลักสูตรเข้าไปเต็มที่จนเด็กไม่มีเวลาพักผ่อนหรือเวลาว่างๆพอที่จะคิดอะไรเล่นบ้างเลย ดังที่เราอาจเคยได้ยินตารางกิจกรรมของเด็กบางคนที่พ่อแม่จัดไว้จนเต็ม เช่นทุกเย็นจันทร์ถึงศุกร์เรียนพิเศษ เช้าวันเสาร์เรียนภาษาอังกฤษ บ่ายเรียนบัลเล่ต์ เย็นเรียนเทนนิส วันอาทิตย์เช้าต้องเรียนศิลปะ บ่ายเรียนเปียโน เย็นเรียนภาษาจีน ใครจะเก่งได้หมดทุกอย่าง และที่สำคัญถึงจะเก่งหลายอย่างแต่ชีวิตไม่มีความสุข ก็ไม่มีประโยชน์ จริงไหมครับ ดังนั้นจึงควรส่งเสริมให้ลูกรู้จักผ่อนคลาย และหาความสุขให้ตัวเองได้ด้วย
ที่พูดคุยกันมาทั้งหมดนี้ อาจเป็นไปไม่ได้ที่คุณพ่อคุณแม่จะทำได้หมด แต่ผมเชื่อว่าด้วยความรักลูก ย่อมจะทำให้เราพยายามที่จะเลี้ยงดูลูกให้มีคุณภาพสูงสุดเท่าที่เราจะทำได้ครับ
แวะมารับความรู้และมาเยี่ยมบันทึกคุณหมอ ครับ :)
ขอบคุณครับ อาจารย์
ก่อนนี้เวลามีคนถามว่าให้ไปอ่านที่ไหนก็บอกชื่อหนังสือที่ตัวเองเคยอ่านซึ่งบางทีเขาก็หาได้บางทีก็หาไม่ได้เพราะมันเก่ามากแล้ว ต่อไปนี้ใครถามจะบอกให้เข้ามาอ่านที่Blogของอาจารย์คะ ขอบคุณอาจารย์มากคะขอให้อานิสงนี้ส่งผลบุญต่ออาจารย์ยิ่งๆขึ้นไปคะ
พยาบาลPCU
ขอบคุณ คุณอมรรัตน์ ครับ
ส่วนตัวแล้วผมก็สนใจงานเวชปฏิบัติครอบครัวมาก