การใช้ KM ในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

การใช้ KMในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 2

 

                                                                                                              โดย...นางสาวสมใจ  อุดมศรี

 

                โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาผู้เรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ

การจัดการศึกษาของโรงเรียนจึงมุ่งสร้างเสริมให้นักเรียนมีศักยภาพ โดยการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน  หลักการและแนวทางการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) เป็นหลักการหนึ่งที่โรงเรียนนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดการนำสติปัญญาของคนในองค์กรมาเพิ่มพลังการเรียนรู้ เพื่อพัฒนางานและพัฒนาองค์กร  ซึ่งส่งผลให้ครูได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้  รู้จักเลือกใช้  ดัดแปลง  ปรับปรุง  ต่อยอดความรู้ที่มีอยู่เดิม หรือสร้างความรู้ขึ้นมาใหม่  เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียน

 

                ในเบื้องต้น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้พบกับปัญหาเช่นเดียวกับโรงเรียนอื่น ๆ คือ  การยอมรับกระบวนการ KM ทั้งนี้ เพราะบุคลากรในโรงเรียนส่วนใหญ่คิดว่า การจัดการความรู้ (KM)  เป็นภาระที่โรงเรียนเพิ่มให้กับครูนอกเหนือไปจากหน้าที่การจัดการเรียนการสอน นอกจากนั้น  บุคลากรบางส่วนยังคิดว่า KM เป็นกระบวนการที่ยุ่งยากต่อการดำเนินการ จึงเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่จะต้องนำ KM  ลงสู่การปฏิบัติจริง โดยไม่ให้บุคลากรรู้สึกแปลกแยกจากงานที่ปฏิบัติ และต้องสร้างความรู้สึกเชื่อมั่นให้แก่ครูว่า KM จะนำมาซึ่งประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานการเรียนการสอน

 

                โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้วางแผนการใช้ KM ในโรงเรียน หลังจากทีมแกนนำได้ประชุมปรึกษาหารือในกลุ่มผู้บริหารและหัวหน้างานแล้ว จึงได้จัดทำโครงการ การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยกำหนดวัตถุประสงค์ของการดำเนินงาน ดังนี้

1.        เพื่อสร้างระบบการจัดการความรู้ที่สอดคล้อง

2.        เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูนำหลักการและแนวทางการจัดการความรู้มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน

 

จากวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทีมแกนนำการจัดการความรู้ของโรงเรียน ได้เริ่มดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ สรุป

เป็นแผนภูมิการดำเนินงานได้ ดังนี้

 

 

ขั้นตอนที่  1  สร้างความสนใจ

                กล่าวถึง KM เมื่อมีโอกาส เพื่อให้บุคลากรเกิดความสนใจ อยากรู้ ตลอดจนชี้ให้เห็นความสำคัญของ KM ทั้งโดยการพูดคุยกลุ่มย่อย และในการประชุมทุกระดับ

 

ขั้นตอนที่  2  สร้างความรู้ความเข้าใจ

                ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ความรู้เรื่อง KM เพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจ พร้อมทั้งยกตัวอย่างเพื่อให้มองเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ทั้งในรูปเอกสาร และโดยสื่อเทคโนโลยี

 

ขั้นตอนที่  3  หากลุ่มสนใจ

                สร้างกลุ่มตัวอย่างเพื่อเป็นผู้นำในการจัดการความรู้โดยความสมัครใจ ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่ม ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง   กลุ่มผู้สนใจที่ได้ จะเป็นผู้ร่วมดำเนินการขั้นตอนต่อไป

 

ขั้นตอนที่  4  สร้างเป้าหมายร่วมกัน

                จัดเวทีให้กลุ่มผู้สนใจได้มีโอกาสพูดคุย แสดงทัศนะต่าง ๆ เพื่อกำหนดหัวข้อหรือเป้าหมายในการดำเนินงานจัดการความรู้ร่วมกัน โดยหัวข้อหรือเป้าหมายที่กำหนดขึ้น จะต้องสอดคล้องกับวิสัยทัศน์/เป้าหมายของโรงเรียน

 

ขั้นตอนที่  5  แลกเปลี่ยนความรู้/ประสบการณ์

                นำหัวข้อหรือเป้าหมายในการดำเนินงานที่ได้มาเป็นประเด็นในการแลกเปลี่ยนความรู้และ/หรือประสบการณ์ในกลุ่มสมาชิก  จัดทำบันทึกข้อมูลความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ

 

ขั้นตอนที่  6  สร้างแหล่งความรู้

                รวบรวมความรู้ที่ได้ในขั้นตอนที่  5  เพื่อจัดเก็บอย่างเป็นระบบ สะดวกต่อการค้นหาและเผยแพร่ต่อไป

 

ขั้นตอนที่  7  นำความรู้ไปประยุกต์ใช้

                สมาชิกในกลุ่มนำความรู้หรือประสบการณ์ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่องานในหน้าที่หรือสถานการณ์ปัจจุบัน

 

ขั้นตอนที่  8  เผยแพร่ผลงานความรู้

                ผลงานความรู้ที่จัดเก็บและนำไปประยุกต์ใช้ จะจัดเผยแพร่ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ในรูปแบบของเอกสาร และการใช้สื่อเทคโนโลยีในขั้นตอนสุดท้าย รวมไปถึงการยกย่องและชื่นชมในผลงานของกลุ่มสมาชิก

 

                เมื่อทีมแกนนำได้ให้ความรู้ความเข้าใจแก่กลุ่มผู้สนใจแล้ว (ขั้นตอนที่ 1-3) ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในเบื้องต้น  ขั้นตอนต่อไปคือ การสร้างบรรยากาศให้กลุ่มผู้สนใจหรือทีมงานในแต่ละกลุ่มได้สร้างเป้าหมายร่วมกัน(ขั้นตอนที่ 4) ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนที่สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วม มีการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิด ความรู้ และประสบการณ์ โดยโรงเรียนได้ใช้เรื่องเล่าเร้าพลังเป็นหลัก  ทีมแกนนำมีหน้าที่คอยกระตุ้นและแนะนำในแต่ละขั้นตอน จนถึงขั้นตอนสุดท้ายคือการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนผลงานความรู้

               

                จากกลุ่มสนใจเพียงกลุ่มเดียว (กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย) ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ขยายผลสู่กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ  ปัจจุบันโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้นำกระบวนการ KM ไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนครบทั้ง 8 กลุ่มสาระฯ และคาดว่าจะขยายผลสู่กลุ่มงานอื่น ๆ ต่อไป 

                การนำ KM เข้ามาใช้ในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นครั้งแรกนี้ นับว่าประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ประการแรก เริ่มจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารโรงเรียน ที่ให้โอกาสและให้เวลาในการนำ KM เข้ามาในโรงเรียนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรัดให้เกิด KM (เทียม) โดยที่บุคลากรไม่เข้าใจ และยังไม่ตระหนักในความสำคัญของ ท KM  ปัจจัยประการที่สอง คือ ความกระตือรือร้นของผู้ปฏิบัติ หรือครูผู้สอนในแต่ละกลุ่มสาระฯ ตลอดจนการยอมรับสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาเพื่อแก้ปัญหา หรือพัฒนางานอาชีพของตนให้ดีขึ้น  ปัจจัยทั้งสองประการมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการนำ KM เข้ามาใช้ในโรงเรียน

 

                แม้ว่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะนำ KM เข้ามาใช้อย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงระยะเวลาประมาณหนึ่งปีที่ผ่านมา แต่ก็สามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนได้   คือ เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และ/หรือประสบการณ์ ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ,   เกิดพลังในการทำงานในกลุ่มผู้ปฏิบัติ (ครูผู้สอน) ที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้,   เกิดวัฒนธรรมในการแบ่งปันและเอื้ออาทรที่ส่งผลต่อผู้เรียน และเกิดนวัตกรรมที่ช่วยในการพัฒนาการเรียนการสอนเพิ่มขึ้นในโรงเรียน