ในช่วงที่นักศึกษาแพทย์จะมาเข้าค่าย
ผมนั่งทำการบ้าน คิด ใคร่คราญ..
จะพูดอะไรกับหมอหนุ่มสาวรุ่นใหม่
ขอคำแนะนำด้วยนะขอรับ
: กล่าวนามตามท้องเรื่อง
นับเป็นความบังเอิญ ที่ผมเกิดมาในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่2 ทุกอย่างแร้นแค้นขาดแคลน ประกอบกับผมเกิดก่อนกำหนด ตัวเล็กผิวบางยังกะไข่ปอก พ่อแม่ไปทำไร่ทำสวน ปล่อยให้อยู่กับอาและยายพี่เลี้ยง อยู่ในช่วงขาดแคลนปัจจัยที่เอื้อต่อสุขภาพ หิวนมก็ดูดติ่งหูยาย โตมาได้เพราะน้ำข้าว กล้วยปิ้ง ไข่หมกขี้เถ้า และธัญพืชพื้นถิ่น
จึงคุ้นชินกับการเจ็บป่วย ช่วงที่อายุ4-5ขวบ ตกน้ำท้องร่องรีบร้อนจะไปจับอึ่ง ถลาลงที่ลึกกินน้ำสกปรกเข้าไปกี่อึกก็ไม่รู้ ยายคว้าขึ้นมาทันก่อนจะสิ้นลม หลังจากนั้นก็เป็นไข้ ไอ สะงาบสะเงยเรื่อยมา รักษาอย่างไรก็ไม่หาย จนกระทั้งเข้าสู่วัยกระเตาะ ต้องย้ายมาเรียนมาอยู่บ้านคุณลุงที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อจะได้ไปฉีดยา สะเต็ปโตมัยซินวันเว้นวัน เจอไปนับร้อยเข็มจนสะโพกเดี้ยง
แต่โรคก็ยังตอแย ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หมอวินิจฉัยว่าต้องตัดปอดทิ้งกลีบหนึ่ง กรรมเก่าที่ชอบกินตือฮวน จึงเจอปังตอหมอครั้งแรก นอนโรงพยาบาลเป็นเดือน จึงกระย่องกระแย่งมาตั้งหลักใหม่ สภาพสังขารก็พอไหว ถึงจะไม่แข็งแรงเท่าหมอชอบวิ่ง
มาตับทรุดเอาตอนอายุ40ปี เพื่อนหลับใน ขับรถแหกโค้ง ไปกัน4คน ยมบาลคัดชื่อออกคนเดียว มีมือที่มองไม่เห็นมาโยนออกจากรถ กระเด็นไปตกลงปลักควาย ซี่โครงหัก ก้นกบหัก ปอดแฟบ ตับได้รับเชื้อแปลกปลอม โฮ!ช่วงนั้นเจอไปหลายขนาน ถ้าเข้าโรงพยาบาลหัวเฉียวช้าเพียงครึ่งชั่วโมง คงไปเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้..ต้องหัดเดินใหม่ เรียนวิธีประคับประคองสังขารทุกรูปแบบ ยาฉีดยากินเผชิญมาจนระอา ถ้าดึงออกมาจากร่างกายได้ คงจะเอามาเปิดร้านขายยาสบาย
ออกจากโรงพยาบาลเหมือนเกิดใหม่ ที่อยู่มาทุกวันนี้ เป็นโบนัสส่วนเกินที่เทวดาหยวนให้ กำหนดให้โชคชะตาต้องไปเกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพทุกมิติ ได้รู้จักอาจารย์แพทย์อาวุโส อาจารย์เสม พริ้งพวงแก้ว อ.อวย เกตุสิงห์ อ.ประเวศ วะสี อ.บรรลุ ศิริพานิชฯลฯ และนายแพทย์นักพัฒนาและผู้เชี่ยวชาญนับร้อย ไปร่วมประชุมเมื่อครั้งปฏิรูประบบสุขภาพเป็นว่าเล่น ไปเป็นกรรมการโน่นนี่ ไปเป็นวิทยากรคุยเรื่องสุขภาวะเป็นต่อยหอย..ทั้งที่ตัวเองเป็นคนขี้โรค
15ปีที่ผ่านมา มีคณะอาจารย์แพทย์ นักศึกษา เครือข่ายแพทย์ มาเยือนมหาชีวาลัยอีสานไม่ขาดตอน บุคลากรทางการสาธารณะสุขเคยมาที่นี่ไม่น้อยกว่า1,000คน เมื่อวานนี้ก็ปิดไฟล์ไป60ชีวิต คงจะมีมาเรื่อยๆ เมื่อกระบวนการเฮฮาศาสตร์เป็นตัวเชื่อมไมตรี
ทุกปีผมจะรู้จักหมอและพยาบาลเพิ่มขึ้นๆ เดือนที่แล้วไปตรวจโลหิตที่คลินิกแห่งหนึ่ง หมอเห็นชื่อแล้วบอกยินดีมากที่รู้จัก ได้ยินแต่ชื่อ..ยินดีช่วยเหลือ มาทำอะไรบอกมาเล๊ย! เออแน่ะเทพบันดาลอีกแล้ว..
แม้แต่ในกลุ่มเฮฮาศาสตร์ก็มีสายญาติ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะระดับก๊วยเจ๋งเรียกซือเจ๊และตั๊วเฮียหลายท่าน ป้าจุ๋ม เพื่อนบุญธรรมที่ช่วยดูสุขภาพให้อย่างสุดจิตสุดใจ หมอสุธี หมอเบิร์ด หมอเจ๊ และลูกหลานสายอาจารย์พยาบาลอีกนับสิบ เราไม่ได้รู้จักกันอย่างผิวเผิน แต่เป็นญาติที่ยิ่งกว่าคำว่าสนิท อธิบายยากจริงๆขอรับ
หมอเจ๊ มาคราวเฮฮา5..สิ่งที่เกิด และเป็นไป
โดยธรรมชาติ ธรรมดา ..ตัวอย่างของความพอดี พอเพียง
ใส่เสื้อบักกะแหล่ง นุ่งผ้าถุง กวาดบ้าน ทำกับข้าว
ร่วมสนทนา สะท้อนคิด ให้บทสอนที่จี้จุดบทเรียน
หมอเจ๊ สอนโดยไม่สอน
หมอเจ๊ ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา
หมอเจ๊ ทำ ทำ ด้วยความพอใจ
หมอเจ๊ จะมาวันที่14-18 เดือนหน้า
Key Word:
" รักหมอช้าเท่าไหร่ ก็จะเข้าใกล้โลงไวขึ้นเท่านั้น"
ข้อมูลประกอบ:http://gotoknow.org/blog/krabihosp/184012
กราบสวัสดียามเช้า ศุกร์สุขสันต์ค่ะ พ่อครูบา
* โอ
" รักหมอช้าเท่าไหร่ ก็จะเข้าใกล้โลงไวขึ้นเท่านั้น"
.. มุขพ่อครู .. เด็ดค่ะ เด็ด ..
บริหารหน้า ด้วยข้อความฮาๆ ของพ่อครูบา ยามเชานี้ ขอบคุณค่ะ :)
ขอแลกเปลี่ยน ผมมีพี่ๆมีเพื่อนๆมีน้องๆเป็นแพทย์หลายคน เหมือนๆกับทุกท่าน และเพื่อนนายแพทย์ที่สนิทสนมกันแบบกระโดดแตะตูดกันได้ก็มี ดังนั้นเราจึงคุยกันได้แบบลึกๆ ตรงๆ สดๆ โดยเฉพาะเมื่อที่เราชุมนุมศิษย์เก่าร่วมรุ่นกัน ก็จะเอาความคิดต่างๆไปกองแล้ววิภาควิจารย์กัน
สังคมยอมรับแพทย์สูงมาก และแพทย์เป็นอาชีพที่ทำงานบนความเสี่ยงมากมาย เสี่ยงว่าวินิจฉัยโรคผิดหรือเปล่า เสี่ยงเพราะสั่งยาผิดหรือเปล่า และ.... ดังนั้นแพทย์จึงต้องมีสมาธิ สติแน่วแน่ตลอด แต่แพทย์ก็เป็นคนเหมือนคน ย่อมมีช่วงที่หงุดหงิดและเบลอบ้าง แต่ต้องรับตั้งสติโดยเร็ว กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้เวลาบ้างจึงมีความจำเป็นที่แพทย์ท่านจะต้องใช้เพื่อสร้างหลักฐานที่แน่ชัดก่อนวินิจฉัยโรคต่างๆ นอกจากนี้การสำรวจข้อมูลคนไข้ voice dialogue และ deep listening จึงเป็นศาสตร์ที่มีความเหมาะสมที่แพทย์ควรพิจารณานำมาใช้ มิใยพูดถึงความเชี่ยวชาญ ชำนาญ ประสบการณ์ที่ผ่านคนไข้มามากมายนั้นก็เป็นคุณสมบัติเฉพาะคน
วิถีคนมิได้ถูกรองรับด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพียงด้านเดียว คนยังผูกพันกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ความเชื่อ ความศรัทธา เลยไปจนถึงหลงไหลกับบางสิ่งบางอย่าง สภาวะดังกล่าวหลายครั้งส่งผลกระทบต่อกระบวนการทางจิต ทางกายและรวมไปถึงโรคภัยไข้เจ็บต่างๆด้วยเกินกว่าความต้องการการเยียวยาทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น นี่แหละเป็นความจำเป็นที่สังคมต้องมีหมอเบิร์ดตัวเล็กๆอยู่ในสังคมนี้ คอยรับลูกต่อจากการวิเคราะห์ของแพทย์ที่ส่งผ่านมาให้ ผมเองนั้นอ่อนหัดต่อความรู้ทางด้านจิตวิทยายิ่งนักจึงมิอาจแสดงความเห็นใดๆได้
เพียงแต่อยากแสดงความเห็นว่า ระบบทางการสาธารณสุขทั้งมวลภายในโรงพยาบาลนั้นมีระบบที่พัฒนาไปมากที่สุดเมื่อเทียบกับหน่วยงานของรัฐด้านอื่นๆ แต่ด้วยการเพิ่มขึ้นของประชากรที่ไม่สัมพันธ์กับจำนวนแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ จึงเห็นความหนาแน่นของคิวคนไข้มากขึ้น มากขึ้น ถึงขนาดที่ รพ.ศูนย์ขอนแก่นเอาเตียงคนไข้เตียงมีคนไข้นอนสองคนสลับหัวเท้ากัน จริงๆ จึงจำเป็นยิ่งที่ต้องจัดระบบการบริการมากขึ้น
แต่ในทางตรงข้ามก็ทำให้ก้าวเข้าสู่ภาวะจำยอมที่ต้องเป็น Format มาก เมื่อเป็นรูปแบบมากๆ คนไข้ก็ยิ่งเกร็ง เงอะงะมากขึ้น ยิ่งมาจากดงหลวง ไปไม่เป็นเลย ไม่ต้องกล่าวถึงการกระจายสถานที่บริการให้มากขึ้น เพราะขาดบุคคลากรเป็นพื้นอยู่แล้ว จึงทำให้การบริการไม่มีเวลาเหมือนนั่งคุยกันที่บ้าน แบบเครือญาติที่ขจัดกำแพงแห่งสถานะออกไป ยาก... ดังนั้น แพทย์ยิ่งต้องมีจิตสำนึกที่สูงส่งมากขึ้นไปอีกในเงื่อนไขข้อจำกัดเช่นปัจจุบัน
ผมเห็นกระบวนการของสถาบันขวัญเมืองอย่างที่เราสัมผัสที่สวนป่า ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งนั้น มีความเหมาะสมยิ่งต่อนักเรียนแพทย์ที่ต้องแบกรับภาระอันหนักหนานั้นควรผ่านหลักสูตรนี้ยิ่งนัก
เหมือนกับที่วิศวกรควรจบหลักสูตรด้วยการเข้าอบรมการทำงานกับคน กับสังคมในมิติต่างๆ มิเช่นนั้น เขาเชื่อเพียงตัวเลขที่เขาคำนวนออกมาได้จากเครื่องมือคำนวนในมือเขาเท่านั้น แต่ไม่ฟังคนแสดงความเห็นเลย
โอย..ข้าน้อยก็แลกเปลี่ยนได้แค่ผิวๆนี้แหละครับท่านครูบาครับ
เพิ่มเติม
บางทีผมคิดอะไรขวางๆ เช่น
เอ..เมื่อคนไข้จำนวนมากมายนั้นมีอาคารทางจิตวิตก นอกจากนักจิตวิทยาพูดจาไพเราะอย่งน้องเบิร์ดแล้ว คนไข้แทบเดินลงจากเตียงกลับบ้านได้เลย หากยังลงจากเตียงไม่ได้ ทำไมไม่เอาพระที่ท่านสามารถผสมผสานระหว่างหลักการทางพุทธกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาช่วยทำหน้าที่เสริมคุณหมอ เสริมนักจิตวิทยา เพราะผ้าเหลืองนั้นมันขลังมาก ยิ่งในชนบท หรือยิ่งคนป่วยรุนแรงนั้นความต้องการที่พึ่งทางใจมีสูงมาก มาก
ทำไมไมจัดถวายความรู้ด้านนี้แก่พระที่มีคุณสมบัติเหมาะสมให้ผสมทผสานศาสตร์นี้ขึ้นมาแล้วนิมนต์ท่าน ราวด์ ก่อนคุณหมอจะ ราวด์ในภาคเช้า หรือภาคไหนๆก็ได้ ไปแนะนำการปรับจิตใจ การสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตสภาวะ อื่นๆ อาจช่วยให้เกิดพลังทางด้านในอันมีสว่นในการขจัดโรคภัยได้อย่างมีนัยสำคัญ
แต่ต้องเป็นการพัฒนาศาสตร์ตรงนี้ร่วมกันนะครับ มิใช่นิมนต์หลวงปู่ไปเทศน์ หรือ นิมนต์ "ตุ๊จก" อย่างทางเหนือไปเทศน์ จะยุ่งกันใหญ่ อิอิ...
ผมก็มีลูกแปกๆ แผลงๆ อย่างนี้บ้างครับท่านครูบาครับ
เมื่อ ศ. 23 พฤษภาคม 2551 @ 08:18
666144 [ลบ]
กราบสวัสดียามเช้า ศุกร์สุขสันต์ค่ะ พ่อครูบา
* โอ
ตี๋เล็ก ให้ความร่วมมือดีมาก
ฝากกอดด้วย น่ารักจริงๆ ลูกหลานใครก็ไม่รู้
เมื่อ ศ. 23 พฤษภาคม 2551 @ 09:24
666217 [ลบ]
สวัสดีคะ พ่อครู
อ่านบันทึกนี้ ได้รู้ประวัติความเป็นมาของพ่อด้วย กำไรๆ
และนอกจากนี้ climax อยู่ที่พี่หมอเจ๊ ที่เป็นคนงาม ยิ้มหวาน ทำกับข้าวอร่อย (ยังไม่ได้ชิม แต่ดูจากภาพคะ)
สำหรับความคิดเห็นของพี่บางทรายก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจคะ เรื่องนี้แพทย์รับความเสี่ยงค่อนข้างมากในการรักษา
คนป่วยอย่างเราๆ เองก็ต้องทำตัวดีๆ อย่าไปสร้างความกดดันให้แพทย์มากนัก คงต้องเห็นใจกันทั้ง 2 ฝ่ายคะ
กราบพ่อค่ะ
พี่บางทรายพูดถูกเป๊ะเลยค่ะ เพราะทาง สธ.ก็เอาการค่ะแต่เราบ่นไม่ได้ การประเมินด้วยระบบต่างๆก็ทำให้เราเครียดซ้ำ ภาระงานที่เกิดจากโรคที่ป้องกันได้ก็ทำให้พูดไม่ออกมาเนิ่นนาน...
การรวมพลังจากทุกฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายของจิตวิญญาณตามที่พี่บางทรายกล่าวมาเป็นสิ่งที่ผู้ทำงานก็โหยหาเช่นเดียวกันค่ะ...ที่รพ.ชร.จะมีพระมาบิณฑบาตรที่วอร์ดผู้ป่วยทุกเช้าวันพฤหัสฯ ก่อนที่แพทย์จะราวน์วอร์ดทำให้ได้ยินพรทุกเช้าก็ช่วยคนไข้และเจ้าหน้าที่ได้นะคะ ^ ^
และในปีหน้าจะมีการจัดบริเวณให้เป็นส่วนของการเจริญธรรมที่เป็นศาลาธรรมโดยเฉพาะมีพระนักเทศน์+(อาจจะ) สถาบันขวัญเมืองของเรานี่แหละค่ะผลัดเวียนกันมาให้ผู้ป่วย ญาติและเจ้าหน้าที่ได้แวะเวียนมาพัฒนาจิตวิญญาณ...
แว้บงานมายกมือเห็นด้วยตามที่พี่บางทรายกล่าวมาทุกประการค่ะพ่อ อิ อิ อิ
เอ๋อ..กด enter ทำไมกลายเป็นบันทึก
ต่ออีกนิดค่ะ...พี่หมอเจ๊เป็นหมอในอุดมคติอีกท่านหนึ่งเลยค่ะที่สาธารณสุขภูมิใจ เพราะพี่ไม่ได้ทำเพื่อตัวพี่เอง พี่ทำเพื่อลูกน้อง ทำเพื่อเพื่อนร่วมงานและคนไข้ด้วย
ภาพที่เบิร์ดติดตาคือภาพที่พี่หมอเจ๊ทำกับข้าว กวาดบ้าน นุ่งผ้าถุงไปอาบน้ำ นอนบนตูบน้อยอย่างสบายใจ น่ารักจนเกินคำบรรยายได้หหมดเลยล่ะค่ะ เบิร์ดมั่นใจว่าทีมกระบี่ไปช่วยพ่อร่วมกับท่านกาม (นิต) หนุ่ม น้องมะเดี่ยว ฯลฯ น้องๆนศพ.คงได้อะไรกลับไปมากมายล่ะค่ะ ^ ^
แล้วจะให้ผมไปบรรยายเรื่องคุณธรรมจริยธรรมด้วยไหมล่ะ อิอิ
สวัสดีครับท่านครูบา
โห....เจอของแท้อีกแล้ว...อิอิ
โชคดีครับผม
เมื่อ ศ. 23 พฤษภาคม 2551 @ 15:33
666737 [ลบ]
เมื่อ ศ. 23 พฤษภาคม 2551 @ 12:36
666500 [ลบ]
แล้วจะให้ผมไปบรรยายเรื่องคุณธรรมจริยธรรมด้วยไหมล่ะ อิอิ
เมื่อ ศ. 23 พฤษภาคม 2551 @ 11:37
666409 [ลบ]
เมื่อ ศ. 23 พฤษภาคม 2551 @ 11:02
666359 [ลบ]
สวัสดีครับ