นิราศฉือจี้ นิราศทุกข์

สมณารามจิ้งซือ

ตามตารางในวันสุดท้ายเราจะได้ไปสมณาราม เมืองฮวาเหลียน อันเป็นสถานที่พำนักของท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหยียน กำหนดการแรกเริ่มเราต้องตื่นแต่ตีห้า รีบไป ปรากฏว่าวันจริงได้รับความกรุณาเลื่อนเป็นหกโมงเช้าแทน (อาจจะเป็นเพราะทราบทีหลังว่าท่านธรรมาจารย์ไม่สบาย หรือว่า guide tour เราเกรงว่าเราจะสมบุกสมบันเกินไป)

การเดินทางค่อยๆเลียบเมืองออกไปสู่ชานเมือง เมืองฮวาเหลียนอยู่ทางทิศตะวันออก ติดทะเล (มหาสมุทรแปซิฟิก) ถูกโอบด้วยภูเขาขนาดใหญ่ เรียกว่าตื่นมาเดินออกมาหน้าโรงแรม มองไป เอ...ฟ้าทำไมสีฟ้าๆเขียวๆ อ้าว! ที่แท้เรากำลังมองภูเขาทะมึนเต็ม horizon ไม่เห็นขอบข้างๆเลย ทิวทัศน์สวยงามมาก สมณารามตั้งอยู่ที่ที่ราบเบื้องหน้าหุบเขานี้เอง

รถของเรามาจอดที่ที่จอดรถอันกว้างขวาง เข้าใจว่าน่าจะรองรับรถได้เยอะทีเดียว เราก็ตั้งแถวตอนเรียงสองเป็นอัตโนมัติ เดินเรียงกันต้อยๆ อันนี้จะเป็นแถวตอนรอบสุดท้ายในไต้หวันแล้ว เพราะนี่เป็นโปรแกรมสุดท้ายของการดูงาน (ก่อนจะแถมด้วยรายการท่องเที่ยวปิดท้ายอีกนิดๆหน่อยๆก่อนบินกลับ) เข้ามาถึงสมณาราม ก็เห็นเป็นที่บริเวณสีเขียวกว้างขวาง มีแปลงปลูกผักขนาดใหญ่ เพราะที่นี่จะปลูกผัก ทำอาหารเจกินกันเองสำหรับคนกว่าร้อยคนที่พำนักอยู่ ณ ที่นี้ บริเวณจะมีหย่อมสวนหินบ้าง พุ่มไม้่ตัดแต่งบ้าง รวมทั้งสวนกลางธารน้ำเล็กๆตั้งอยู่หน้าอาราม กลุ่มเราเดินเข้ามามองไปรอบๆอย่างรู้สึกสงบ และเป็นสุข สิ่งหนึ่งที่ติดตัวเรามาจนเกิดความเคยชินเล็กๆคือ "ครีมฉือจี้" (รอยยิ้ม) ที่ทาพอกอยู่บนหน้าของทุกคน ทุกๆเช้าตื่นมาเจอกัน นอกจากครีมฉือจี้แล้ว ยังมีการละเล่นเล็กๆคือการชิงทักทายสวัสดีกันว่าใครจะทักใครได้ก่อน วันนี้แต่ละคนดูจะบรรจงทาครีมฉือจี้มาเป็นพิเศษ ลุ้นว่าเราจะเจอตัวจริงท่านธรรมาจารย์หรือไม่

......................................ศาลาหน้าห้องแสดงธรรม........................................

พวกเราได้เดินมาเข้าแถวหน้าอารามหลัก  เป็นแถวหน้ากระดาน เหมือนทุกๆที่ที่เราจะมารวมตัวกัน ณ ห้องโถงเพื่อแสดงคารวะต่อเจ้าบ้านเวลามาถึง สักประเดี๋ยวก็มีท่านภิกษุณีรูปหนึ่งเดินเข้ามาต้อนรับ เชื้อเชิญเราเข้าไปในอารามเพื่อรอเวลาเข้าฟังธรรมเทศน์เช้าของท่านเจิ้นเหยียน

เข้ามาในห้องสวดมนต์ ตรงกลางห้องด้านหนึ่งมีพระรูปโพธิสัตว์กวนอิมเนี้ยอยู่ ด้านข้างๆมีพระโพธิสัตว์พระองค์หนึ่งถือคฑายาวมือขวา ถือลูกแก้วมือซ้าย เอ... คุ้นๆ อ้อ..ที่แท้เราเห็นพระโพธิสัตว์พระองค์นี้ตอนไปโรงเรียนแพทย์ฉือจี้นี่นา ประทับอยู่หน้าห้องเรียนกายวิภาคศาสตร์ คุณสุชลก็เลยเล่าเรื่องพระโพธิสัตว์พระองค์นี้ให้ฟัง ชื่อ พระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์ ท่านมีมหาเมตตาบารมีอันยิ่งใหญ่ เพราะได้ตั้งสัตย์ปฏิญานไว้ว่า จะไม่ยอมไปสู่พุทธภูมิตราบใดที่ยังมีเวไนยสัตว์ทุกข์ทรมานอยู่ในนรก จะขออยู่โปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ให้หมดให้ได้

สักพักท่านภิกษุณีปฏิคมก็ออกมาหาพวกเรา เล่าให้ฟังว่าท่านเจิ้นเหยียนมาอยู่ที่สมณารามจิ้งซือแห่งนี้มาแต่เริ่มแรก อยู่ในกุฎีเป็นกระต๊อบเล็กๆ มีเตียงเรียบๆใบเดียว อยู่อย่างธรรมดาที่สุด มัธยัสถ์ที่สุด แต่อยู่เพื่อทำงาน ทำกิจการใหญ่ที่ท่านตั้งเจตจำนงไว้ตามที่ท่านมหาเถระยิ่นซุ่นได้สั่งสอนไว้ คือ ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา และเมตตาต่อโลกใบนี้

ท่านภิกษุณีปฏิคม

ธรรมเทศนายามอรุณ

ต่อจากนั้น พวกเราก็ถูกเชื้อเชิญไปห้องฟังธรรม พอจะออกมาใส่รองเท้า บรรดาอาสาสมัครก็บอกว่าไม่ต้องๆ ทิ้งไว้ตรงนี้แหละ เชิญให้เราเดินไปตามระเบียงไปยังห้องฟังธรรมได้เลย ห้องฟังธรรมมีหลายห้อง แต่ละห้องมีเก้าอี้ตั้งแบบโรงภาพยนต์ หันหน้าไปยังจอทีวีขนาดใหญ่หน้าห้อง คณะของพวกเราได้รับความกรุณาจัด spare ที่นั่งไว้หน้าสุดของแถวเลย ตอนนั้นมีคนจำนวนมากมานั่งรออยู่แล้ว แสดงว่าพวกเราได้รับเกียรติในฐานะแขกผู้เดินทางมาไกล ให้ได้นั่งหน้าทีเดียว

โลกร้อน

เริ่มต้นด้วยข่าวและสารคดี เหตุการณ์ต่างๆรอบโลกอันน่าสนใจเช้าวันนั้น เราจึงค่อยทราบว่าโทรทัศน์ต้าอ้ายได้ถ่ายทอดสด สิ่งที่เรากำลังนั่งชมออกดาวเทียมและรับชมพร้อมๆกันทั่วโลกเลยทีเดียว ในข่าวแสดงถึงภัยธรรมชาติหลายๆแห่งที่กำลังผุกปรากฏออกมาไม่ขาดสาย ตอกย้ำถึงความจริงอันน่ากังวลว่า ณ ขณะนี้โลกของเรากำลังเริ่มแสดงอาการอะไรบางอย่าง ของโรคที่เคยซ่อนเร้นอยู่ หรือจริงๆอาจจะไม่ได้ซ่อนอะไรหรอก แต่พวกเราเองนั่นแหละที่ทำเป็นมองไม่เห็น ไม่รับรู้

ไม่เพียงแต่ "โลกร้อน" ในความหมายของอุณหภูมิ หรือปรากฏการณ์เรือนกระจกเท่านั้น สารคดีวันนั้นยังแสดงถึง "ร้อน" ในลักษณะอื่นๆ ที่เป็นข่าวสารที่โลกพยายามสื่อออกมา อาทิ สงคราม การทะเลาะเบาะแว้งทั่วโลก ที่อาศับอาวุธยุทโธปกรณ์อันทันสมัย ที่มนุษย์ได้พยายามคิดค้นประดิษฐ์ขึ้นมา นำมาใช้ในการทะเลาะกันได้อย่างรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เดิมอาจจะแค่ชกต่อยตี แต่เดี๋ยวนี้เป็นการยิงฆ่าวางระเบิด เผาผลาญกันเป็นๆ อากัปกิริยาที่ฆ่าทำร้าย ก็กักขฬะรุนแรงมากขึ้น มีการตัดหัว mutilate body แสดงถึงความร้อนที่เผาผลาญจิตใจภายใน นอกเหนือจากอุณหภูมิที่เผาผลาญสิ่งแวดล่้อมภายนอกอยู่

ภาวะอาหารขาดแคลนก็ถูกยกมาเป็นประเด็น ข้าวที่เราเคย take for grant ว่ามีอยู่ทุกหนแห่ง มีกินทุกวัน ได้เกิดความขาดแคลนและหายากขึ้น ราคาแพงขึ้นเป็นสองสามเท่า ดังนั้นไม่เพียงแต่วิกฤติพลังงาน น้ำมันแพง ตอนนี้วิกฤติฉาตภัยกำลังคุกคามพื้นฐานความเป็นอยู่ของคนอย่างน่ากลัว

The Morning Reports

ในที่สุด ก็ถึงเวลาที่ท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหยียนออกแสดงธรรม ท่านได้วิจารณ์วิดีโอคลิปที่ทางโทรทััศน์พึ่งแสดงไป แสดงความเป็นห่วงถึงสถานการณ์โลก ณ ขณะนี้ ท่านวิเคราะห์ ถือเป็นวาระอันเร่งรีบที่ทุกคนควรจะถือเป็นหน้าที่ในการที่จะเลิกทะเลาะเบาะแว้ง เลิกอหังการ์ ปู้ยี่ปู้ยำสิ่งแวดล้อม เราทุกคนต่างก็อาศัยอยู่ในโลกใบเดียวกัน เปรียบเสมือนคนในครอบครัวเดียวกัน การทะเลาะกัน แก่งแย่งชิงดี เห็นแก่ตัว ไม่ดูแลผู้อื่นที่กำลังตกทุกข์ได้ยากนั้น ก็เปรียบได้กับการกำลังทำร้ายตนเองเช่นเดียวกัน เพราะความทุกข์ทั้งหลายที่ออกมาสู่โลกใบนี้ ก็อยู่ในบรรยากาศทีี่เราหายใจ ที่เราอาศัย ที่เรากินกันทุกๆวันเหมือนกัน

หลังจากนั้น ก็เป็นรายการที่น่าสนใจมากคือ morning reports จาก รร.แพทย์ โรงพยาบาลต่างๆในไต้หวัน

แต่ละโรงพยาบาลจะจัดสถานที่ใน auditorium congregation hall ของตนเอง เห็นมีทั้งแพทย์ พยาบาล มานั่งอยู่เต็มห้องไปหมด เสร็จแล้วก็จะมีตัวแทนออกมารายงาน case คนไข้ เล่าเรื่องการดูแลรักษาพยาบาล ปัญหาอุปสรรคและความทุกข์ของคนไข้ หรือญาติที่ได้มาถ่ายทอดให้ฟัง เล่าวิธีแก้ไขปัญหา และพรรณนาความรู้สึกของตนเองออกมา มีทั้งหมอก็มี อาสาสมัครก็มี ที่มาเล่าให้ฟังทีละ caseๆ เหมือนๆกับที่เราทำ journal club กันในโรงเรียนแพทย์ทุกเช้าเลย ต่างกันตรงทีนี่ทำออกทีวี Satellite ทั่วโลก และแทนที่จะเป็นอาจารย์แพทย์วิจารณ์หลังจากฟังจบ ท่านธรรมาจารย์เจิ้่นเหยียนจะเป็นผู้วิพากษ์ สะท้อนในแต่ละกรณี มีทั้งการชมเชยให้กำลังใจแก่คนที่ทำความดี และประสบความสำเร็จ มีทั้งการวิจารณ์และปลอบใจคนที่กำลังมีความทุกข์หรือท้อแท้ และที่ขาดไม่ได้ก็คือ การเชื่อมโยงทุกๆกรณี ทุกๆบทบาทหน้าที่ กลับไปสู่พระพุทธธรรม และจริย คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา

ถึงตอนนี้เอง jigsaw ต่างๆว่าทำไมคนฉือจี้จึงธำรงรักษาเจตนารมย์ต่างๆไว้ได้ น่าจะเป็นเพราะส่วนหนึ่งที่ท่านธรรมาจารย์ยังคงอยู่ ทำงานทุกวัน และตอกย้ำความเชื่อในพระธรรมว่า คำสั่งสอนต่างๆเหล่านี้ มีไว้ปฏิบัติ มิใช่เพื่อท่องบ่น และเมื่อนำมาศึกษาอย่างแท้จริง เราจะสามารถนำมาดัดแปลงเข้ากับกิจวัตรหน้าที่การงานในแต่ละวันของเราได้เป็นอย่างดี อันความเมตตา กรุณานั้น มีที่ใช้ทุกวัน มีที่ใช้กับทุกคน รวมไปถึงการมีเมตตา กรุณาต่อตัวเราเอง คนใกล้ชิด และครอบครัวด้วย ท่านธรรมาจารย์ไม่เคยลืมที่จะชมเชยคนที่ทำงานด้วยใจรัก ไม่เคยลืมว่าการทำความดี บางครั้งการได้รับการชมเชย หรือการตระหนักรู้จากผู้อื่นก็เป็นเรื่องสำคัญ จำเป็น และเป็นบ่อเกิดแห่งกำลังใจในการรักษาความดีต่อไป

ในกิจกรรม morning report ที่ดูเหมือนเราก็ทำกันอยู่ทุกเช้าที่ รร.แพทย์ แต่ทำไมเราจึงไม่มีความรู้สึกอิ่มเอิบเหมือนอย่างมาฟัง morning report ที่นี่? อาจจะเป็นเพราะ "บรรยากาศวิชาการ" ทำให้เรา detach ความรู้สึกและความหมายต่างๆต่อชีวิตและจิตวิญญาณของเราไปหรือไม่? บรรยากาศวิชาการที่ปลดเปลี้องเอาอารมณ์ความรู้สึกออกไป เหลือแต่ core content ด้าน biology เหลือแต่ความถูกผิดทางทฤษฎีวิชาการ เหลือแต่การห้ำหั่น โต้เถียง debate หาข้อสรุปแพ้ชนะ หาคนเก่ง คนโง่ หาคนถูกตำหนิติเตียน ไม่มีการยกย่องชมเชยในงานประจำ สิ่งเหล่านี้รึเปล่าที่ขาดหายไปใน morning report ที่เราทำกันอยู่ เพราะเมื่อเราได้รับฟัง morning report ของที่สมณารามจิ้งซือนี้ บางกรณีก็เป็นกรณีคนไข้ แทบจะเหมือนกับที่เราจะนำเสนอที่บ้านเรา แต่แทนที่อาจารย์จะสะท้อนแต่ทฤษฎีทางการแพทย์ ท่านธรรมาจารย์จะสะท้อนให้เราเห็นว่าสิ่งที่เราทำนั้น มีคน มีมนุษย์มีความสุขอย่างไร พ้นทุกข์ได้อย่างไร

สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่พันธกิจ วิสัยทัศน์ ของเราทุกคนที่เข้ามาเรียนแพทย์ พยาบาลแต่เริ่มแรกดอกหรือ?