เป็นครูสอนคนอื่นก็ดีอยู่ หากสอนตัวเองด้วยจะดีมากขึ้น
เราตรวจคะแนนให้คนอื่น ข้อดีถูก ข้อนั้นผิด เราก็ต้องตรวจให้คะแนนตนเองด้วยเช่นเดียวกัน
วันเวลาผ่านไปทั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน คะแนนฝ่ายดี กับคะแนนฝ่ายชั่วอันไหนมันมากน้อยกว่ากัน…

เราเป็นครูจะต้องหมั่นตรวจให้คะแนนตนเองอยู่เสมอ
การสอนดีด้วยการพูดดี ใครก็พูดได้ก็สอนได้
แต่การเป็นครูดีด้วยการเป็นตัวอย่างที่ดีนั้น น้อยคนนักจักทำได้

ครูดีต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ศิษย์
ข้อประพฤติใดนำความสมัครสมานสามัคคีมาให้ ครูนั้นควรจะปฏิบัติเป็นเยี่ยง
ข้อปฏิบัติใดนำความแตกแยก ความร้าวฉานในหมู่คณะ คนเป็นครูนั้นมิควรทำให้เป็นอย่าง เพราะต่อไปเราจะไปสอนเด็กให้อย่างไรให้มีความสามัคคี รักสมานกลมเกลียวกัน เพราะเรานั้นยังไม่ทำตนให้เกิดความสมัครสมานกลมเกลียวกันเลย เด็กเขาจะว่าเราได้เน๊อะ... “คำพูดหมื่นแสนล้านคำ มิมีค่าล้ำเท่ากับการเป็นตัวอย่างที่ดี”

ครูดี ครูเพื่อศิษย์ต้องสอนตน เตือนตนอยู่เสมอ...
สิ่งใดดีทำ เตือนตนให้ทำแต่สิ่งดี
สอนตน เตือนตน ยับยั้งตนที่จะพูด จะคิด จะทำความไม่ดี ถึงแม้ว่าจะเล็กน้อย เพราะการเป็นครูที่ดีนั้น จะต้องให้ความรู้แก่ศิษย์ ซึ่งมิใช่จะให้เฉพาะความรู้ในตำรับ ตำรา ความรู้ที่สำคัญยิ่งนั้นคือ “ศีลธรรม” ที่ครูนั้นต้องเป็นตัวอย่างที่ดี

ต้องสอนตนเตือนตน ไม่ให้ไปดุ ไปด่า ไปว่าคนอื่นเขา โดยเฉพาะ “ศิษย์” และต้องคิดว่าทุก ๆ คนนั้นเป็นทั้งครูและศิษย์ของเรา
เราจะไปตำหนิ ไปว่าศิษย์โง่ ศิษย์ไม่ฉลาด เพื่อนครูคนนี้โง่ เพื่อนครูคนนี้ไม่ฉลาด เป็นความผิดของศิษย์ของเพื่อนครูนั้นไม่ได้ "สิ่งนี้ผิด ไม่ถูกต้องทั้งในทางโลกและทางธรรม"
เราต้องหาเหตุหาปัจจัยของต้นเหตุเหล่านั้นให้พบอย่างถ่องแท้ แล้วรีบแก้เร่งไขให้ศิษย์นั้นมีความรู้ ไม่ให้ใครมาด่า มาว่าศิษย์ ว่าเพื่อนครูเรานั้นว่าโง่ได้ เราต้องช่วยเหลือกันประคับประคองกัน และต้องอดทนใช้ความพยายาม ความเพียรให้มาก ๆ ด้วย

การหาต้นเหตุ ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านั้นแล้วแก้ไขนั่นคือ “การจัดการความรู้ (Knowledge Management)”
เราไปจัดเวที ไปเป็นวิทยากรกระบวนการรอบรั้วทั่วประเทศได้ เราก็ต้องจัดการความรู้ให้ศิษย์ของเราได้เช่นเดียวกัน

หน้าที่หลักของครูต้องทำให้ดี...
“หน้าที่หลักของครูคือศิษย์” ต้องจัดการความรู้ให้ศิษย์ จัดการทั้งความรู้และความไม่รู้
จัดการให้ศิษย์มีความรู้ และจัดการให้ความไม่รู้นั้นหมดไป

ต้องมีความอดทนเมื่อศิษย์ไม่รู้
ทุกวันนี้เราสอนให้ศิษย์นั้นรู้อย่างเดียว แต่ยังขาดการอบรมให้ความไม่รู้นั้นหมดไป


ผ้าที่ยังไม่ได้ซักนั้นจะให้ไปรับน้ำย้อมได้อย่างไร
ความสกปรกยังเปื้อน ยังมีอยู่ แล้วครูจะนำน้ำใหม่ สีใหม่ไปย้อม ผ้านั้นก็จะยิ่งเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปกันใหญ่

 

 

 

 

ที่สำคัญครูนั้นจะต้องกำจัดอวิชชาหรือความไม่รู้ออกจากใจของตนเองเสียก่อน

 

 


อวิชชาหรือความไม่รู้ตัวแรกที่จะต้องกำจัดออกนั้นก็คือ “ความไม่รู้ผิด ชอบ ชั่ว ดี”
การกำจัดความไม่รู้ผิดชอบชั่วดีนั้น ครูเองจะต้องกำจัดสิ่งนี้ออกจากตนเองเสียก่อน โดยทำตนให้เป็นผู้รู้...


รู้จักว่าสิ่งใดผิด การไปด่า ไปว่า ไปตำหนิคนอื่น ไปประสานเขาต่อหน้าสาธารณชนนี้เป็นสิ่งผิด “ถูกใจ สะใจ แต่ไม่ถูกต้อง” ครูจะต้องรู้และสอนตนเองไม่ให้ทำไม่ให้เกิดขึ้น
รู้จักว่าสิ่งใดถูก ความเมตตา ความกรุณา ความอดทนต่อความไม่รู้ของศิษย์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนครูด้วยกันนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ความถูกต้องนั้นอาจจะไม่ถูกใจ แต่ครูก็ต้องสอนตนเองให้อดทน ต้องเมตตาต่อความไม่รู้ของศิษย์นั้น

เราไม่สามารถพูดกับศิษย์ได้ว่า “เขาโง่” เราพูดกับศิษย์ได้อย่างเดียวว่า “เขาไม่รู้”  เขายังไม่รู้…!
ถึงแม้ว่าจะบอก จะสอนครั้งหนึ่งแล้ว สองครั้งแล้ว หลากหลายครั้งก็แล้ว เขาก็ยังไม่รู้ ไม่แจ้ง ไม่ใช่ “เขาโง่”

ถ้าเขาโง่เรานั้น “โง่ก่อน” เพราะเราไม่สามารถจัดการความรู้ให้เขารู้ได้ 

ความโง่ นั้นคือ ความโง่แห่งอัตตา ตัวตน ว่าฉันเป็นครู ฉันเรียนสูง เรียนมากกว่าศิษย์ จบดีกว่าเพื่อนครู “ฉันเป็นครู เธอเป็นศิษย์” อันนี้เป็นอวิชชาความไม่รู้ระดับหัวหน้าใหญ่ที่ครูนั้นจะต้องขจัดออกเป็นตัวอย่างให้ศิษย์ดู

ครูนั้นต้องไม่ทำตนให้เป็นน้ำชาล้นถ้วย...
น้ำชาที่มันล้นถ้วนได้นั้น ก็เพราะเจ้าอวิชชาหรือความไม่รู้มันจุอยู่เต็มถ้วย
ยิ่งนำความไม่รู้ ปัญญาแบบโง่ ๆ ใส่เข้าไป มันก็เลยยิ่งเต็มยิ่งล้น
ครูดีนั้นเขาต้องไม่มีอวิชชา ไม่มีอัตตา ไม่มีตัวตน ใครเตือน ใครบอก ใครว่าได้ เพราะครูนั้นเขาเป็นบัณฑิต บัณฑิตย่อมต้องมีนิสัยของบัณฑิต ยอมรับทั้งคำติและคำชม
เพราะครูที่ไม่มีอัตตา ไม่มีตัวตน จะเป็นครูที่รู้จักปล่อย รู้จักวาง รู้จักปรับปรุงแก้ไขตน
เมื่อครูดีรู้จักปล่อย รู้จักวาง รู้จักแก้ไขตน ถ้วยน้ำชานั้นก็ว่าง
ว่างทั้งจากอวิชชาคือความไม่รู้จริง และว่างจากอัตตาตัวตนที่ใหญ่คับแก้ว
ถ้วยว่างแล้วใส่อะไรก็ได้มาก เอาของเลว ๆ ออก นำใส่แต่ของดี ๆ ของดี ๆ นั้นโล่ง ว่าง เบา บาง สบาย
ใส่แล้วให้ ไม่เก็บ ไม่ถือว่าสิ่งนั้นเป็นของ ๆ ตนแต่เพียงผู้เดียว แจกจ่าย ผ่องถ่ายสิ่งที่ดี ๆ นั้นไปให้ศิษย์ ให้ ให้ ให้และให้...

ครูสอนตน เตือนตน เมื่อตนผิด
ครูดูศิษย์ แล้วเตือนตน นั้นทำได้
ครูมองตน สอนตน เจริญไกล
ครูดีไซร้ ครูสอนตน ครูดี ครูเพื่อศิษย์...

วันนี้คุณครูสอนตนเองแล้วหรือยัง...?