เรามาสร้างหลักสูตร "ข้าวศึกษา" Rice education กันดีไหม

เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ นักการศึกษา นักการเศรษฐกิจ ที่รักเคารพ ทุกท่าน

วันนี้ผมมาขายความคิด หลักสูตร "ข้าวศึกษา" Rice education เพื่อความหวังของเด็กไทย และความหวังของประเทศชาติในอนาคต นั่นคือ ความมั่งคั่ง สู่อาณาจักร ข้าวโลก

เมื่เมื่อปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปสัมผัสกับโรงเรียนในจังหวัดเชียงราย อย่างน้อย ๓ เขตพื้นที่การศึกษา พบว่าวิถีชีวิตของชุมชนทุกโรงเรียนผูกพันธ์อยู่กับ "ข้าว" นั่นคือมุ่งอาชีพในการทำนาเป็นอาชีพหลัก สร้างรายได้สู่ครอบครัว ชุมชนและจังหวัดเชียงรายเป็นอันดับต้นๆ  เป็นพืชเศรษฐกิจอันดับ ๑ของจังหวัดเชียงราย จึงเกิดความคิดในด้านการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อความยั่งยืน และเพื่ออนาคตของเด็กไทยในจังหวัดเชียงราย จึงได้ขายความคิดเรื่อง "ข้าวศึกษา" Rice education ให้กับผอ.โรงเรียนหลายโรง และความคิดอันนี้ตรงกับความคิดของอาจารย์โสภณ จุโลทก นักการศึกษาท่านหนึ่งของจังหวัดเชียงราย ที่สนใจเอาใจใส่การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง

พอมาถึงปีนี้ เกิดเหตุการณ์ "ข้าวยาก หมากแพง" ขึ้นมาอีก ข้าว จึงกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่า มีการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของโลก ราคาแพงขึ้น ประเทศไทยกลายเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของเอเซีย จากสถานการณ์ดังกล่าวผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจเรื่องการทำนา ทั้งๆที่ลูกหลานบางคนยังทำนาไม่เป็นประเทศซาอุดิอารเบีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกนำมันของโลก ขอเช่าที่ดินประเทศไทยเพื่อทำนา พร้อมกับข่าวต่างๆที่ตามมาเป็นระลอก เช่น ลูกหลานคิดจะทิ้งงานรับจ้างเพราะค่าแรงตำ ไม่พอกิน หันกลับไปทำนา  แต่..ขาดประสบการณ์ ทำนาไม่เป็นจะต้องให้พ่อแม่เป็นคนสอนให้ ราคาข้าวขึ้นอยู่กับพ่อค้าคนกลางโดยเฉาะโรงสี และท่าข้าว ชาวนาถูกกดราคา เริ่มออกมาประท้วงเป็นระลอกๆ ทั้งเหนือและอิสาน  และข่าวอื่นๆอีกจิปาถะ ข่าวเรื่องข้าวจึงปรากฏในสื่อไม่เว้นแต่ละวัน

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่พวกเราจะให้ความสำคัญเรื่องข้าว พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และของโลก เพราะคนเกือบครึ่งโลกต้องกินข้าว ถ้าอย่างนั้น เรามาประชาสัมพันธ์ และช่วยกันประโคมข่าวให้มีการจัดการความรู้เรื่อง ข้าว อย่างเป็นระบบทุกระดับ ทุกภาคส่วน กันดีไหม

ผมคิดได้ว่า เริ่มจากหน่วยงานทางการศึกษาทุกระดับต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้ จัดทำหลักสูตรท้องถิ่น (ที่เหมาะกับสภาพท้องถิ่นจริงๆ) หลักสูตร "ข้าวศึกษา" Rice education เริ่มจากเขตพื้นที่ที่ชุมชนมีอาชีพทำนาเป็นหลัก เช่นภาคกลาง ภาคอิสาน ภาคเหนือ หรือแม้แต่ภาคใต้บางเขต กระตุ้นไปที่เขตพื้นที่การศึกษา ถ้าหากเขตพื้นที่ไม่ถือเป็นภารกิจเนื่องจากมีการกระจายอำนาจไปแล้ว ก็ให้โรงเรียนนั่นแหละจัดทำหลักสูตร "ข้าวศึกษา" เป็นหลักสูตรสถานศึกษาที่เหมาะกับบริบทของโรงเรียนและชุมชนนั้นๆ องค์ความรู้เรื่องข้าวสามารถกำหนดหน่วยเนื้อหาได้มากมาย ตั้งแต่ การรู้จักข้าว กระบวนการผลิต การใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่น การเก็บผลผลิต การเก็บรักษา การตลาด การส่งออก และการแปรรูป เป็นต้น

ให้เด็กได้เรียนรู้ ซึมซับ มีทัศนคติที่ดี ต่อ "ข้าวไทย" ซึ่งเป็นข้าวที่มีคุณภาพชั้น ๑ ของโลก ส่งผลต่อการเลือกอาชีพอย่างมีวิจารณญาณในอนาคต ผมว่าถ้าเราทำกันอย่างจริงจัง กระจายไปทั่วทุกพื้นที่ ยิ่งถ้ารัฐบาลเห็นความสำคัญประกาศเป็นวาระแห่งชาติขึ้นมาก็ยิ่งดี ให้ชื่อว่า "ปีแห่งข้าวไทย" กระตุ้นทุกภาคส่วนให้มีส่วนร่วมในการรณรงค์ พัฒนา ปรับปรุง ส่งเสริม สนับสนุน ตามบทบาทของตน โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาซึ่งเป็นหลักในการจัดการองค์ความรู้สู่วิถีชุมชน ผ่านเด็กตัวน้อยๆ ปรับทัศนคติให้เขาเหล่านั้นรู้ถึงคุณค่าของข้าวไทย คุณค่าของการทำนา คุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น ผมคิดว่าอนาคตอีก ๓ ปี ๕ ปี หรือ ๑๐ ปี ไทยคงกลายเป็นประเทศที่เป็นศูนย์กลางการผลิตข้าวของโลก พูดง่ายๆว่าเป็นประเทศมหาอำนาจเรื่องข้าว ประชาชนจะอยู่ดีมีสุข ภาระหนี้สินปลดเปลื้อง ประเทศชาติมั่งคั่ง เพราะจากตัวอย่างในภาคอิสาน จากการที่ราคาข้าวดีขึ้นเกือบหนึ่งเท่าตัวนั้น ทำให้ชาวนาปลดเปลื้องหนี้สินได้ทั้งหมดต่อการทำนาปีเพียงครั้งเดียว แต่ก็นั่นแหละมีอยู่รายหนึ่ง ใกล้เก็บเกี่ยวข้าว ฝันหวานในเรื่องการปลดหนี้ยังไม่ทันไร บังเอิญเพลี้ยกระโดดระบาดในนาข้าวเสียก่อน ข้าวที่ใกล้เก็บเกี่ยวได้รับความเสียหายหมด เสียใจ จนฆ่าตัวตายไปอย่างน่าเศร้า ท่ามกลางความหดหู่สงสารของผู้คนทั่วประเทศ

ประเทศทางตะวันออกกลาง โดยเฉพาะที่ส่งออกนำมัน เขายังทำได้โดยใช้เวลาไม่ถึง ๕๐ ปี เป็นประเทศที่มั่งคั่ง รำรวย จนเรียกนำมันว่า "ปิโตเลี่ยมดอลล่า" Dalla oil หรือ นำมันดอลล่า อะไรทำนองนั้น และประเทศเหล่านี้ก็สามารถกำหนดราคานำมันได้ด้วยตนเอง ใครจะเชื่อว่าในอนาคตประเทศไทยก็สามารถกำหนดราคาข้าวได้เช่นกัน(ปัจจุบันก็กำหนดได้อยู่แล้ว แต่ไปกดชาวนา ตามประสาพ่อค้าไทย) ในขณะเดียวกันประเทศต่างๆประสบปัญหาผลผลิตข้าวตกตำ เนื่องจากภัยทางธรรมชาติ ขณะที่ประเทศไทยอยู่ตรงกลางพอดีมีประเทศอื่นเป็นกันชนรอบด้าน เราจึงไม่ถูกกระทบมากนัก  ปัญหาดังกล่าวทำให้ประเทศเหล่านั้นต้องระงับการส่งออกข้าว บางประเทศที่เคยผลิตข้าวเพียงพอกับความต้องการก็ต้องหาซื้อจากต่างประเทศเพื่อเลี้ยงประชากรของตน สถานการณ์ต่างๆเหล่านี้ ส่งผลดีต่อประเทศไทยทั้งสิ้น

ผมเองมองไปไกลกว่านั้น ถ้าไทยเราทำได้ดังที่ผมคิด และคาดหวังไว้ เมื่อเวลาผ่านไปร้อยปี พันปี ประเทศไทยจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก อาจมีสรรพนามเรียกประเทศแห่งนี้ว่า "อาณาจักรสีทอง" หรือ "อาณาจักรข้าวโลก" ก็เป็นได้ ใครจะรู้

ขายความคิดให้แก่นักการศึกษาทั้งหลายครับ

ลุงเก