เมื่อวานกลับจากการเข้าร่วมประชุมและพิจารณางานวิจัยที่ สวรส. มีสิ่งต่างๆ มากมายที่ได้เกิดการเรียนรู้ อันมีเหตุมาจากการได้มีโอกาสอ่านงานวิจัยที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของคำว่า “R2R = Routine to Research หรือการพัฒนางานประจำด้วยการทำวิจัย ....

 

 

ข้าพเจ้าพยายามตีความ ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว ... นั่นย่อมแสดงว่า งานวิจัย มีที่มาที่ไปของคำถามการวิจัยหรือปัญหาในงานวิจัยนั้นมาจากการทำงานประจำ (ทิ้งไว้กว้างๆ อย่างนี้ก่อน)

 

 

 

จากการตีความข้างต้น...

กลับมาพิจารณาความคิดที่ปรากฏขึ้นในตนเอง พบว่า ข้าพเจ้าได้เกิดความคิดที่เป็นมุมมองว่า “R2R น่าจะเป็นเวทีหรือเป็นโอกาสของคนทำงาน ซึ่งคนทำงานในที่นี้ ไม่จำกัดว่าเป็นใคร ระดับไหน ต่างมีโอกาสที่จะกระโดดเข้ามาทำและเรียนรู้การทำวิจัยได้ จากความคิดที่คิดไปเองนี้ เอาล่ะ.. เริ่มสนุกแล้ว เพราะข้าพเจ้าปรารถนาที่อยากให้คนทำงานได้เกิดการทำงานอย่างมีความหมาย ไม่ใช่การทำงานไปวันๆ แต่เป็นการทำงานที่ค้นคิดไปด้วย แต่เมื่อเอาวิจัยเข้ามาใช้ร่วม คนส่วนใหญ่ก็จะกลัว เพราะแต่ดั้งเดิมของความเป็นไปทางวัฒนธรรม การทำวิจัยถูกขีดไว้ในวงจำกัด ของผู้ที่มีการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไป ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงคิดไปเอา (คิดเอาเอง) ว่า R2R นั้นน่าจะเป็นโอกาสสำหรับคนตัวน้อยๆ ที่ไม่ต้องจบปริญญาโท เอกได้ เป็นคนทำงานที่ธรรมดาๆ มีวิถีชีวิตที่วนไปวนมาในงานประจำ ผนวกแนวคิดการแก้ปัญหา-พัฒนางานที่เป็นระบบ (วิจัย) เข้ามาสอดแทรกการทำงานไปด้วย น่าจะเป็นส่วนที่ช่วยให้การทำงานของเขาเหล่านี้มีความหมายมากขึ้น (Meaningfull)

 

จากการตีความข้างต้นของตัวเอง ก็เริ่มลงมือบรรเลง... เพราะจากประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากตนเอง ที่ผ่านการทำวิจัยมาหลายครั้ง เริ่มมองเห็นโอกาสแห่งการพัฒนาแล้วว่า เมื่อไรก็ตามที่มนุษย์เราตั้งต้นจากทฤษฎี วิชาการ มักจะไปไม่รอด(ไม่รอดไปจากความทุกข์ นั่นก็คือไม่พ้นทุกข์)  แต่หากว่าเมื่อเริ่มจากความคิด ความเห็นชอบ (สัมมาทิฐิ สัมมากัมมันโต) และความไม่กดดันแล้ว น่าจะพอไหว พอไปได้สำหรับการทำบางสิ่งบางอย่าง ก็เลยนำแนวคิดนี้มาใช้กรอปกับที่ทางอาจารย์หมอวิจารณ์ พานิช เปิดประเด็นแนวคิดเรื่อง R2R ขึ้นมา ยิ่งเริ่มเชื่อมั่นมากขึ้นว่า โอกาสของคนตัวน้อยเริ่มเกิดขึ้นมาแล้วต่อการพัฒนาการทำงาน โดยที่เราสามารถใช้เรื่องบางเรื่อง(วิจัย)มาทำได้โดยไม่ต้องส่งคนไปร่ำเรียนเป็นหลายๆ ปี

 

ข้าพเจ้าชักจูงคนทำงาน ให้เข้ามาร่วม R2R แบบไม่ตื่นกลัวในการทำวิจัย พยายามทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เรื่องง่ายให้เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น  ณ วันนี้จากการก้าวเดินข้าพเจ้ามองว่า ความคิด ทัศนคติ (สัมมาทิฐิ) เป็นเรื่องสำคัญ แต่การจะทำให้เกิดสัมมาทิฐิต่อการทำนี่สิเป็นเรื่องที่ท้าทาย และต้องใช้การเรียนรู้ ยิ่งโดยในการจัดการไม่มีใครมาใช้คำสั่งกับใครได้ว่าต้องเกิด สัมมาทิฐิ ต่อการทำ R2R นะ เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นเองภายในบุคคลนั้น (In sign) ไม่ใช่จากการสั่งหรือบอกจากบุคคลอื่น

 

โจทย์: ทำอย่างไรคนทำงานถึงจะกล้าทำวิจัย

 

คนทำงานในที่นี้ข้าพเจ้าตัดคนที่มีประสบการณ์ เชี่ยวชาญในการทำวิจัยออกไป ข้าพเจ้ามุ่งมาที่คนทำงานจริงๆ ทำไมถึงตัดคนที่มีประสบการณ์การทำวิจัยออกไป เพราะบุคคลเหล่านี้ได้ผ่านการเรียนรู้มาในระดับหนึ่งแล้ว การที่เขาจะทำงานวิจัยต่อหรือไม่นั้น... เป็นเรื่องที่พิจารณาได้ด้วยบุคคลนั้นเอง แต่คนที่อยากทำแต่ขาดโอกาส (มีใจในการทำ = สัมมาทิฐิ) นี้คือกลุ่มที่ข้าพเจ้าเจาะเข้าไป และกระตุ้น พร้อมจูงมือเดินไป เพราะเชื่อ(ส่วนตัว)ว่าคนกลุ่มนี้ไม่ว่าจะเจอปัญหาและอุปสรรค โอกาสที่จะเกิดความท้อถอยมีน้อย เพราะเขามีใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่วนตัวความรู้ที่เป็น Data หรือ Information เป็นเรื่องที่เราหยิบยื่นแบ่งปันให้กันได้ ...

 

ใจ (Mind) + ข้อมูล (Information) ===>  เกิดปัญญา... และก้าวฝ่าฟันสิ่งต่างๆ ได้(ความเพียร = สัมมาวายาโม)  + การค่อยๆ แต่งค่อยๆ เติมสิ่งละอันพันละน้อยเข้าไป ท้ายสุดจะเกิดเป็นความเข้มแข็งที่มาจากภายในและทำอย่างต่อเนื่องยั่งยืน ไม่ใช่แบบไฟลามทุ่ง

.............................................................