การเดินทางจตุทศวรรษ

เมื่อเราได้เห็น ได้ยินได้ฟัง ได้รับรู้เรื่องราว อันเกือบจะเหมือนเรื่องมหัศจรรย์ของมูลนิธิพุทธฉือจี้ เราก็อดมิได้ที่จะมานั่งคิดคำนึง นี่เขาทำอย่างไรกันหนอ จึงทำได้ขนาดนี้? ทุกทีเวลาคนพูดถึงเรื่อง abstract เช่น คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ จะสอดแทรกลงไปในหลักสูตร ก็ไปติดที่นิยาม การเขียน learning objective การออกแบบการประเมิน การวัด การชั่งตวง ความดีกันได้อย่างไร บ้างก็คิดจะทำ "สมุดพกความดี" (เอามาชั่งน้ำหนัก หรือดูความบวม ความหนา?) บ้างก็คิดจะ "ตัดเกรด" วิชาจริยธรรม (เธอได้เกรด B+ เธอได้ C คุณธรรมนะ....... ????) หรือมีแม้กระทั่ง "เมื่อไร อาจารย์จะสอนวิชาที่ทำให้ผมเป็นแพทย์จริงๆเสียทีล่ะครับ มัวแต่สอนสังคมศาสตร์ (ethics) อยู่ได้....." พวกเราก็ได้มีโอกาสมานั่งในห้องประชุมใหญ่ของวิทยาลัยแพทย์ฉือจี้ที่ฮวาเหลียน และรับฟัง "การเดินทางมหัศจรรย์" ยิ่งกว่า Western Adventure หรือ "ไซอิ๋ว" ของพระถังซำจั๋งและบรรดาสานุศิษย์เสียอีก

ท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหยียน Venerable Master Cheng Yen, 1991 Magsaysay Awardee

ท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหยียนเกิดเมื่อ 14 พฤษภาคม 2480 ตอนนี้ท่านจึงมีอายุได้  71 ปีแล้ว เมื่ออายุเพียงแปดปี ท่านเจิ้นเหยียนก็เริ่มรับรู้ถึงความทุกข์ทรมานของความเจ็บไข้ได้ป่วยเพราะเธอต้องดูแลน้องชายที่ป่วยที่ รพ.อยู่นานถึง 8 เดือน ตอนยังเด็กอายุ 15 ปี มารดาล้มป่วยลง ท่านได้ขออธิษฐานลดอายุตนเองลง 12 ปี เพื่อให้มารดามีอาการดีขึ้น และเริ่มกินมังสะวิรัติแต่นั้น ต่อมาเมื่อท่านเจิ่นเหยียนอายุได้ 23 ปีบิดาของท่านล้มป่วยกระทันหันจากเลือดออกในสมอง และเสียชีวิตลง ท่านเสียใจมากและได้เริ่มออกเดินทางจาริกแสวงบุญ จะออกบวช ด้วยกุศลบันดาลให้ท่านได้มีโอกาสมาเจอพระอุปัฌาย์ ท่านอาจารย์ยิ่นซุ่น (Yin Shun) ซึ่งเป็นพระเดินทางมาจากประเทศจีน ขณะนั้นท่านกำลังอยู่ในร้านหนังสือธรรมะแห่งหนึ่ง ท่านเจิ้นเหยียนได้รวบรวมความกล้า เข้าไปหาท่านอาจารย์อิ่นซุ่นให้บวชให้ ท่านอาจารย์อิ่นซุ่นได้ให้คำสั่งสอนเพียงคำเดียวคือ "ธำรงพระพุทธศาสนา ดูแลเมตตาสัตว์โลก" เขียนเป็นอักษรจีนแค่ 6 ตัวเท่านั้น ตั้งแต่นั้น ก็กลายเป็นทั้งพระธรรม คำสอน และวิถีชีวิตปฏิบัติทั้งหมดของท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหยียนมาโดยตลอด

 

ท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหยียนและท่านอุปัชฌาย์ยิ่นซุ่น

ท่านยิ่นซุ่น Venerable Master Yin Shun เป็น buddhist scholar ที่มีผลงานมากมาย ประโยคที่ท่านถือว่าสำคัญมากก็คือ "All Buddhas arise in the human world; no-one achieves buddhahood in heaven." ทำให้เกิดสายพุทธธรรมที่เน้นการปฏิบัติอย่างแท้จริงตามมา

หลังจากที่ท่านได้อุปสมบท มีเหตุการณ์ที่เป็นแรงบันดาลใจสองประการที่เล่าต่อๆกันมา จนกลายเป็นพันธกิจแห่งชีวิตของท่าน เหตุการณ์แรกคือ การเผชิญกับแม่ชีคาธอลิกสามองค์ ทั้งสามมีความเลื่อมใสในคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ว่ามีความลำ้ลึก cultivate inner soul ไปถึงจิตวิญญาณ แต่ว่า "โบสถ์คาธอลิกได้สร้างทั้งโรงพยาบาลและโรงเรียนมาทั่วโลก แล้วพระพุทธศาสนาได้ทำอะไรให้แก่สังคมบ้าง?" ตั้งแต่นั้นมาท่านเจิ้นเหยียนก็ดำริอยู่เสมอว่า พุทธศาสนาน่าจะทำประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่โลกมากกว่าการบำเพ็ญจิตใจเพียงอย่างเดียว

และอีกเหตุการณ์ที่ท่านเดินทางโรงพยาบาลที่ฟงหลิน เจอกองเลือดหน้าโรงพยาบาล ถามไถ่ดูก็ทราบว่าเป็นเลือดของมารดาชาวพื้นเมืองไต้หวัน (aborigin) ที่มีแท้งลูก ไม่สามารถเข้า รพ.ได้เพราะไม่มีเงินมัดจำ 8,000 ดอลล่าร์ไต้หวัน สร้่างความสะเทือนใจแก่ท่านเจิ้นเหยียนมาก จนท่านตั้งปณิธานว่าจะต้องช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ ให้ได้เข้าถึงการรักษาพยาบาลสุขภาพอย่างทั่วถึง

สี่สิบปีที่ผ่านไป พอจะแบ่งเป็นยุคของพันธกิจต่างๆได้ 4 ยุค คือ

  1. ยุคช่วยเหลือผู้ประสบภัย
  2. ยุคช่วยเหลือผู้เจ็บป่วย
  3. ยุคแห่งการศึกษา
  4. ยุคแห่งการสร้างสรรค์คุณธรรม

ยุคแรก: กอบกู้ผู้ประสบภัย

ท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหยียนได้ก่อร่างสร้างขบวนการ Suffering Relief ของท่านเรียกว่าจากไม่มีอะไรเลย ท่านและสานุศิษย์รุ่นแรก ถักทอรองเท้่าจากเศษผ้า เศษด้าย ขายได้วันละไม่กี่คู่ นำเงินไปช่วยเหลือผู้ประสบทุกข์ภัยในที่ต่างๆ

    

ท่านได้เดินทางไปทุกๆที่พร้อมกับอาสาสมัครของท่าน ไปประเมิน ไปพูดคุย นำข้าวของเครื่องใช้จำเป็นไปแจกจ่าย ครั้งหนึ่งที่มีทุกภิกขภัยร้ายแรงที่ประเทศจีน ท่านเจิ้นเหยียนก็จะพาพรรคพวกไปช่วยเหลือ แม้ว่าตอนนั้นไต้หวันกับจีนจะมีกรณีพิพาททางการเมืองอย่างดุเดือด และสมาชิกบางคนของฉือจี้ก็ไม่พอใจที่ท่านจะไปช่วยจีน แต่ท่านก็ได้ให้เหตุผลว่า ผู้คนที่กำลังตกทุกข์ได้ยากนั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับกรณีพิพาททางการเมือง และต้องการความช่วยเหลืออย่างยิ่ง ท่านก็จะไป การขอ VISA การขอเข้าเมืองต้องผ่านขั้นตอนต่างๆมากมาย แต่ผลสุดท้ายมูลนิธิพุทธฉือจี้ ก็ได้กลายเป็นองค์กรช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากไต้หวันเพียงแห่งเดียวที่ได้รับอนุญาตเป็นทางการไปช่วยเหลือในจีนแผ่นดินใหญ่ นับเป็นหลักฐานว่ามหาเมตตาบารมีนั้นอยู่เหนือการทะเลาะวิวาทบาดหมางของผู้คนได้อย่างชัดเจน

 

 

ข้าวของและบ้านเรือนพักที่อยู่อาศัยที่ชาวฉือจี้นำไปแจก และไปสร้างให้บรรดาผู้ประสบภัยธรรมชาติ

การได้ไปช่วยเหลือ สำหรับชาวฉือจี้เป็นการเปิดโอกาสให้ทำบุญ Blue Angels เหล่านี้จึงขอบพระคุณผู้ที่เปิดโอกาสให้ตนเองให้เพาะสะสมบุญเมตตาบารมีด้วยการแสดงความเคารพ

ยุคที่สอง: บรรเทาความเจ็บไข้ได้ป่วย

เมื่อมีผู้ประสบภัย นอกเหนือจากการขาดแคลนสิ่งของ ของใช้ ของกิน สิ่งที่ตามมาก็คือปัญหาสุขภาพ ท่านเจิ้นเหยียนดำริว่า ชาวพุทธจะ cultivate soul บ่มเพราะจิตวิญญาณได้อย่างไร หากสุขภาพไม่ดี ไม่แข็งแรง คนเราจะมีสมาธิ มีสติ ได้อย่างไรกัน ดังนั้นในยุคที่สอง มูลนิธิพุทธฉือจี้ได้ขยายขอบเขตพันธกิจเข้าไปดูแลสุขภาพของคน มีการสร้างโรงพยาบาลที่เป็นของประชาชน มีเงินรายได้่จากเงินบริจาค ในโรงพยาบาลนอกจากจะมีเครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์ที่ทันสมัยไม่แพ้โรงพยาบาลระดับมาตรฐานที่ใดๆในโลก ยังคงมีเอกลักษณ์ของฉือจี้ก็คือการที่มีอาสาสมัครฉือจี้มาช่วยงานเต็มไปหมด

บางโรงพยาบาลจะมีแผนกคนชรา ที่ตอนช่วงกลางวัน บางบ้านที่ลูกหลานต้องออกไปทำงานกันหมด ไม่มีใครอยู่ดูแลคนชราที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็จะพาคนชราเหล่านี้มาฝากไว้ที่โรงพยาบาล ซึ่งจะมีที่ทางเป็นสัดส่วน มีนักกิจกรรมมาให้การดูแล คนชราก็จะมีโอกาสได้พบปะสังสรรค์กับเพื่อน และทำกิจกรรมต่่างๆร่วมกัน พอตกเย็นลูกหลานก็จะมารับกลับบ้านไป

ยุคที่สาม: การศึกษาคือบ่อเกิดปัญญา

แต่โรคภัยไข้เจ็บดูจะเป็นความทุกข์ที่ไร้ที่สิ้นสุด โรคภัยไข้เจ็บส่วนใหญ่จะมาจากพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพต่างๆมากมาย เช่น การกินเหล้า สูบบุหรี่ การกินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ การละเลยการออกกำลังกายดูแลสุขภาพของตนเอง ผู้คนเสพข้อมูลจากสื่อสาธารณะซึ่งเต็มไปด้วยโฆษณาสินค้า ภาพยนต์ และอะไรที่ไม่ได้ส่งเสริมต่อสุขภาพทั้งทางกาย ทางจิตใจ สังคม หรือจิตวิญญาณเลย ท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหยียนจึงดำริที่จะเปิดแนวรบอีกด้านสำหรับพันธกิจช่วยเหลือสัตว์โลกของท่านก็คือการศึกษา

มูลนิธิพุทธฉือจี้ได้ออกแบบโรงเรียนที่นอกเหนือจากการสอนวิชาความรู้ต่างๆแล้ว ยังสอนวิธีการเป็นมนุษย์อันประเสริฐที่รู้จักคิด รู้จักไตร่ตรอง และคงไว้ซึ่งคุณธรรมสร้างโลก ได้แก่ สัจจะ กตัญญู เสียสละ ความหมั่นเพียร อดทน ความรัก ความเมตตากรุณา การเอาใจใส่ดูแลสิ่งแวดล้อม โดยปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ เด็กนักเรียนฉือจี้จะได้เรียนโดยเน้นการปฏิบัติจริง ปลูกฝังความรัก การเอาใจใส่ สัมผัสคนแก่คนชราอย่างมีเมตตา และมีกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ครูบาอาจารย์

เด็กๆจะถูกพาไปดูแลคนแก่คนเฒ่าตามสถานที่ต่างๆ ทำความคุ่้นเคย พูดคุย และให้่บริการตามกำลังของตน ไม่ว่าจะเป็นบีบนวดให้ พูดคุยเป็นเพื่อน เมื่อเด็กๆพวกนี้กลับไปบ้าน ก็จะทำอย่างเดียวกันกับคุณพ่อคุณแม่ คุณปู่ คุณย่าของตนเองได้อย่างไม่เคอะเขิน หรือรู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด คำสั่งสอนทางพุทธศาสนา เช่น พรหมวิหาร 4 หรือ อิทธิบาท 4 ถูกนำมาแสดงออกภาคปฏิบัติ ทำให้่ธรรมะนั้นต้องออกมาได้ทางการปฏิบัติจริง ไม่เพียงแต่เป็นการท่องบ่นตามตำราเท่านั้น

เมื่อเด็กๆไปเก็บกวาดขยะตามที่ต่างๆ ครูก็จะพาเด็กนักเรียนมาพิจารณาขยะ เห็นมีชานหมาก เศษหมากจำนวนมาก ก็จะเรียนรู้่ไปโดยตนเองว่าการสาธารณสุขของไต้หวันยังมีคนเคี้ยวหมาก คายหมากตามท้องถนนอยู่เป็นจำนวนมาก เด็กๆถูกสอนให้ทราบว่ากระดาษแต่ละแผ่นมาจากต้นไม้ ที่ต้องตัดโค่นลงมา จึงควรจะใช้กระดาษทุกแผ่นด้วยความประหยัด ท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหยียนจะทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ไม่เพียงแต่ท่านเขียนกระดาษทั้งสองหน้า ยังเขียนตัวเล็ก เต็มหน้า ครั้งแรกด้วยดินสอ เต็มแล้วก็เขียนด้วยปากกา ด้วยปากกาหมึกซึม และสุดท้ายก็ด้วยพู่กันจีน ก่อนจะทิ้งไปเขียนแผ่นใหม่ เป็นการสอนให้รู้จักคุณค่าของทรัพยากรและช่วยกันประหยัด ใช่อย่างคุ้มค่าที่สุด

การสร้างสถานีโทรทัศน์ต้าอ้ายเป็นอีก step สำคัญในการบุกเบิกทางด้านการศึกษาของมูลนิธิพุทธฉือจี้ ท่านเจิ้นเหยียนเป็นคนทันสมัย และติดตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ท่านมองเห็นทั้งประโยชน์และโทษของเทคโนโลยี แต่ก็ไม่ทอดทิ้งความคิดหาทางใช้ประดยชน์สูงสุด สถานที่ก่อสร้างของฉือจี้ บนทางปูพื้น จะมีช่องว่างระหว่างอิฐปูพื้นเสมอ ท่านบอกว่าเป็นทางให้พื้่นได้มีช่องหายใจ เรียกว่า chain brick pattern ถนนหนทางในมหาวิทยาลัยทุกแห่งของฉือจี้ จะปูโดย staff และนักเรียนเอง เพื่อให้ได้เกิดความรู้สึกผูกพันเชื่อมโยงของที่ดิน ของแผ่นดินที่กำลังถูกปูทับ และรับรู้ความรู้สึกของโลกใบนี้ที่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่

ยุคที่สี่: เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

ในยุคนี้ ท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหยียนเห็นว่ามนุษย์มีความอหังการ์มากขึ้น จนละเลยแม่พระธรณี ละเลยธรรมชาติ คิดว่าตนเองรู้ไปหมดทุกอย่าง หารู้ไม่ว่าทุกๆวันทรัพยากรที่หาชดเชยไม่ได้ในชั่วอายุนี้ หรืออีก 10 ชั่วอายุ กำลังหมดไป ขณะเดียวกันประชากรก็กำลังเพิ่มมากขึ้นๆเป็นทวีคูณ

พันธกิจยุคปัจจุบันจึงเป็นว่าเราจะต้องพยายามหันเห ลดความอหังการ์ของมนุษย์ ปรับจิตปรับคุณค่าทางจิตใจให้สูงสู่ความเป็นมนุษย์ใหม่อีกครั้งหนึ่งให้ได้ โดยผ่านทางการศึกษา การประชาสัมพันธ์ การเชิดชูซึ่งความดี ความงาม ความรัก ความเมตตาความกรุณาอย่างไม่หยุดยั้งของสมาชิกชาวฉือจี้ทุกๆคน

เมื่อเราได้มองเห็นภาพ คติอันเจริญเติบโตตามขั้นตอน วิสัยทัศน์และพันธกิจทีีมาจากการทำงานปฏิบัติตรง ได้เห็นความทุกข์ยากลำบากของเพื่อนมนุษย์ เห็นความไม่เพียงพอ ความไม่ยุติธรรม ความเหลือมล้ำของการเข้าถึงทรัพยากร และสิิทธิพื้นฐานแห่งความเป็นมนุษย์ เราจึงเริ่มเข้าใจว่าทำไม compassion จึงอยู่ในทุกๆกิจกรรม ทำไมคนของฉือจี้จึงมีความมุ่งมั่น จึงไม่ท้อถอย ไม่หยิ่งผยองในสิ่งที่ได้ทำ ได้สำเร็จ ก็เพราะยังมีเวไนยสัตว์อีกเป็นจำนวนมากที่รอคอยความช่วยเหลือ ความแบ่งปัน ความรัก ความสุขอยู่ตลอดเวลา มีความไร้เดียงสาที่รอคอยบทเรียนอันมีค่ามีความหมาย มีความไม่รู้ที่รอการกล่อมเกลา มีสุขภาพอันทรุดโทรมที่ต้องการความเอื้ออาทร มีพันธกิจแห่งความเป็นมนุษย์รอคอยเราอยู่เป็นอนันต์ ทุกๆหายใจ ทุกๆฝีก้าวของเรา เราสามารถจะทำให้เกิดความแตกต่างได้ เริ่มต้นจากตัวเราเองนี่เอง