คุณสมบัติข้างต้นถือว่าเป็นหัวใจของฉือจี้เลยทีเดียว ดังกล่าวแล้วว่าในทัศนะของฉือจี้ ทุกคน คือ โพธิสัตว์ และคุณลักษณะสำคัญของโพธิสัตว์คือ เมตตากรุณา ชาวฉือจี้จำนวนไม่น้อยมีปณิธานที่จะดำเนินชีวิตบนวิถีแห่งโพธิสัตว์ โดยพยายามเจริญเมตตาอย่างไม่มีประมาณ สะท้อนได้จากเพลงหนึ่งซึ่งชาวฉือจี้นิยมร้อง มีเนื้อความตอนหนึ่งว่า “ทั่วฟ้าดินนี้ไม่มีใครที่ฉันไม่รัก ทั่วฟ้าดินนี้ไม่มีใครที่ฉันไม่เชื่อใจ ทั่วฟ้าดินนี้ไม่มีใครที่ฉันไม่ให้อภัย”
เมตตานั้นโดยทั่วไปคนไทยแปลว่า ความปรารถนาให้เขาได้รับความสุข แต่ในหมู่ชาวฉือจี้ เมตตาหมายถึง “ความรักโดยไม่แบ่งแยก” ธรรมอีก ๓ ประการ ก็ถูกตีความแตกต่างกันไป กล่าวคือ กรุณา หมายถึง การลงมือช่วยผู้อื่นให้พ้นจากทุกข์ (เถรวาทแปลว่า ความปรารถนาให้เข้าพ้นทุกข์) มุทิตาหมายถึง ความสุขที่เกิดจากการช่วยผู้อื่นให้เป็นสุข (เถรวาทแปลว่า ความยินดีเมื่อเขาได้ดีหรือมีความสุข) และ อุเบกขา ซึ่งแปลว่า การให้โดยไม่หวังผลตอบแทน (เถรวาทแปลว่า การวางเฉยเมื่อทำดีอย่างถึงที่สุดแล้ว)
ในบรรดาพรหมวิหารธรรมดังกล่าว ข้อแรกและข้อสุดท้ายเป็นธรรมที่ชาวฉือจี้เน้นมากที่สุด นั่นคือรักโดยไม่คำนึงว่าจะเป็นใครก็ตาม และให้โดยไม่หวังประโยชน์ส่วนตัว (รวมถึงการไปสวรรค์หรือบรรลุนิพพาน) เวลาทำบุญหรือให้ทาน
คำอธิษฐานของชาวฉือจี้ คือ
๑. ขอให้จิตมนุษย์มีความบริสุทธิ์
๒. ขอให้สังคมมีความสงบสุข
๓. ขอให้โลกปลอดพ้นจากภัยพิบัติ
เมตตา คือ หลักธรรมสำคัญที่สุดที่ขับเคลื่อนงานทุกด้านของฉือจี้ ซึ่งล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อการสงเคราะห์เพื่อนมนุษย์ทั้งสิ้น สมนามฉือจี้ซึ่งแปลว่า “เมตตาสงเคราะห์” หรือ “สงเคราะห์ด้วยเมตตา” ขณะเดียวกันเมตตายังเป็นเสมือนกุญแจดอกสำคัญที่ฉือจี้ใช้เปิดใจของผู้คน เพื่อให้ความดีงามพรูพรั่งหลั่งไหลออกมาทั้งในรูปของเงินบริจาค และอาสาสมัคร (ตรงนี้อาจต่างจากที่เมืองไทย ซึ่งจูงใจให้คนทำความดีด้วยเหตุผลต่างๆ กัน เช่น เพื่อความมั่งมีศรีสุข เพื่อเพิ่มพูนบุญกุศล เพื่อชาติหน้า หรือเพื่อนิพพาน) การชักชวนคนทำดี จะเน้นการสร้างเมตตาให้เกิดขึ้นในใจเป็นเบื้องแรก เช่น ชี้ให้เห็นถึงความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ ขณะเดียวกันเมื่อลงมือทำงาน ก็อาศัยเมตตาเป็นแรงบันดาลใจ และเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับใคร ก็เอาเมตตาเป็นตัวนำ
กล่าวโดยสรุป หากนำลักษณะเด่น ๓ ประการของมูลนิธิฉือจี้ งาน เงิน และคน มาจัดเป็นรูปสามเหลี่ยม สิ่งที่เป็นแกนกลางซึ่งขับเคลื่อนผลักดันทุกส่วนก็คือ เมตตา นั่นเอง (ดังรูป)
๓. การรวบรวมและประสานความดีให้เกิดพลัง
เมื่อสามารถดึงความดีของแต่ละคนออกมาแล้ว ฉือจี้ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ แต่ยังสามารถรวบรวมความดีของแต่ละคนมาผนึกให้เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ได้ ตรงนี้อาจแตกต่างจากองค์กรศาสนาทั่ว ๆ ไป เช่น วัด ซึ่งเมื่อสอนให้คนทำดี หรือดึงความดีออกมาจากใจเขาแล้ว ก็มักจะปล่อยให้ต่างคนต่างทำความดีในชีวิตประจำวันตามปกติ เช่น ไม่เบียดเบียนคนอื่น ทำบุญให้ทาน ความดีที่กระทำจึงมักเป็นความดีส่วนบุคคล ซึ่งแม้จะมีคุณค่า แต่ขาดพลังที่จะก่อให้ความเปลี่ยนแปลงในระดับสังคม เว้นแต่ว่าคนดีบางคนนั้นมีอำนาจ เช่น เป็นคนรวย หรือผู้ปกครอง ก็สามารถสร้างสรรค์ความดีให้เห็นผลในวงกว้างได้
แต่ฉือจี้ดูเหมือนจะไม่ได้ฝากความหวังไว้กับคนดีที่มีอำนาจ แต่ให้ความสำคัญกับคนธรรมดา ๆ มากกว่า โดยเชื่อว่าหากนำความดีของคนเหล่านี้มารวมกัน แม้จะเป็นคนเล็กคนน้อย แต่ก็สามารถบันดาลพลังสร้างสรรค์ที่มีอานุภาพ หรือทำเรื่องยาก ๆ ขึ้นมาได้ ประวัติของฉือจี้จะว่าไปแล้วเป็นเรื่องของคนเล็กคนน้อยที่รวมพลังทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้ เห็นได้จากจุดเริ่มต้นของฉือจี้ที่เกิดจากแม่บ้าน ๓๐ คนซึ่งบริจาคเงินคนละ ๕๐ เซ็นต์ (๒๕ สตางค์)ทุกวัน แต่เมื่อผ่านไปไม่ถึงชั่วอายุคน นอกจากช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากจนนับไม่ถ้วนแล้ว ยังสามารถสร้างโรงพยาบาลราคา ๘๐๐ ล้านได้ ( ๘ เท่าของงบประมาณของทั้งจังหวัด)โดยอาศัยเงินบริจาคของคนเล็กคนน้อย (มีเรื่องเล่าว่าตอนที่ท่านมีความคิดจะสร้างโรงพยาบาลนั้น ฉือจี้มีเงินทุนน้อยมาก และไม่มีใครคิดว่าจะเป็นไปได้ แต่ท่านธรรมาจารย์เชื่อมั่นว่าจะสามารถหาเงินมาได้ในที่สุด ในที่สุดโรงพยาบาลก็สร้างเสร็จได้ในเวลา ๗ ปี ก่อนหน้านั้นมีเศรษฐีชาวญี่ปุ่นผู้หนึ่งเสนอตัวบริจาคเงินนับร้อยล้านเพื่อสร้างโรงพยาบาลดังกล่าว แต่ท่านเจิ้งเหยียนปฏิเสธ เพราะปรารถนาจะให้คนทั่ว ๆ ไปมีส่วนร่วมสร้างโรงพยาบาลนี้มากกว่า) แม้ว่าระยะหลังจะมีเศรษฐีมาเป็นสมาชิกและอาสาสมัครของฉือจี้เป็นจำนวนมาก แต่ความสำเร็จของฉือจี้ก็ยังมาจากคนธรรมดาเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งปัจจุบันฉือจี้มีสมาชิกเกือบ ๖ ล้านคน และอาสาสมัครไม่ต่ำกว่า ๒ แสนคน ก็ยิ่งสามารถขยายงานสร้างสรรค์ออกไปได้อย่างกว้างขวาง จนข้ามไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยทุกมุมโลก โดยไม่มีเงินสนับสนุนจากรัฐเลย
จะว่าไปแล้วงานแยกขยะซึ่งเป็น “หน้าตา” ประการหนึ่งของฉือจี้นั้น เป็นตัวแทนแนวคิดดังกล่าวได้เป็นอย่างดี เพราะขยะนั้นดูไร้ค่าต่ำต้อย แต่หากเห็นคุณค่าแม้เพียงน้อยนิดของขยะ แล้วดึงคุณค่านั้นออกมาหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์ใหม่ ขยะที่มีอยู่มากมายมหาศาลนั้น ก็สามารถก่อให้เกิดมูลค่าจำนวนนับพันล้านบาท เป็นทุนอุดหนุนสถานีโทรทัศน์ที่ทันสมัยได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
ความสำเร็จของฉือจี้จึงเป็นตัวอย่างของผู้ที่ไม่ประมาทความดีแม้เพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นคติข้อหนึ่งของพุทธศาสนา ความดีแม้เพียงเล็กน้อยหากสะสมกันอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่ช้าก็เร็ว ย่อมเป็นมหากุศล ดังพระพุทธองค์เปรียบหยดน้ำซึ่งเมื่อรวมกันย่อมกลายเป็นมหาสมุทร ด้วยเหตุนี้ท่านเจิ้งเหยียน จึงไม่เคยรังเกียจเงินบริจาคแม้เพียงเล็กน้อย ขอเพียงบริจาคสม่ำเสมอทุกวัน อานุภาพอันยิ่งใหญ่ของสิ่งเล็กน้อย ชาวฉือจี้บางคนได้เปรียบเทียบเหมือนกับอาคารโรงพยาบาลของฉือจี้ซึ่งใหญ่โตมหึมาแต่ประกอบขึ้นมาจากกรวดก้อนเล็ก ๆ มากมายมหาศาลที่เห็นได้ตามผนังด้านนอกของตึก (อาคารของฉือจี้จะมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนคือ นอกจากแข็งแรง อดทน ชนิดที่ทานแผ่นดินไหวได้แล้ว ยังมีสีขาวอมเทา และมีกรวดก้อนเล็ก ๆ มากมายฉาบตามผนังและเสาตึกที่ใหญ่หลายคนโอบ)
ข้างต้นคือแนวคิดพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของฉือจี้ แต่มีอีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้เลย นั่นคือ ความสามารถในการประสานเชื่อมโยงความดีของบุคคลจำนวนมากมายให้เกิดพลังสร้างสรรค์ ความสามารถส่วนนี้เป็นเรื่องของการจัดองค์กรที่มีหลายด้าน และมีความสัมพันธ์พาดผ่านกันหลายลักษณะ ผู้เขียนมีเวลาศึกษาไม่มาก แต่เท่าที่ได้รับทราบมา จะมีการจัดองค์กรและความสัมพันธ์ดังต่อไปนี้
๑.การจัดองค์กรในภาพรวม
ฉือจี้มีการจัดองค์กรเป็น เครือข่ายหลายชั้น ชั้นในสุดซึ่งเป็นแกนกลาง คือ คณะภิกษุณีซึ่งมีประมาณ ๑๕๐ รูป ใช้ชีวิตร่วมกันในสมณารามในเมืองฮวาเหลียน (ซึ่งเป็นจุดกำเนิดและศูนย์กลางของฉือจี้) ดำเนินชีวิตอย่างสมถะ ยังชีพด้วยการพึ่งพาตัวเอง เช่น ทำสวน ปลูกผัก (สมัยแรก ๆ ต้องทำนากันเอง โดยใช้แรงคนลากคันไถ) และผลิตสินค้าออกจำหน่าย ปฏิเสธรับเงินบริจาค ถือเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ
ชั้นที่อยู่ถัดออกมา คือสมาชิกของฉือจี้ แบ่งเป็น ๔ ระดับคือ สมาชิกเต็มขั้น ที่ผ่านการอบรมจนเข้าใจจิตวิญญาณและแนวทางของฉือจี้ และแสดงตนให้เป็นที่ประจักษ์ถึงความเสียสละและมุ่งมั่นในการบำเพ็ญประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ ระดับที่สอง ได้แก่สมาชิกขั้นอบรม ซึ่งต้องเป็นอาสาสมัครทำงานช่วยเหลือสังคมไม่น้อยกว่า ๒ ปี จึงจะเลื่อนเป็นสมาชิกเต็มขั้นได้ ระดับที่สามคือ สมาชิกขั้นฝึกงาน ซึ่งต้องทำงานช่วยเหลือสังคมไม่น้อยกว่า ๑ ปี จึงจะเลื่อนเป็นสมาชิกขั้นอบรมได้ งานที่อาสาสมัครเหล่านี้ทำเป็นประจำได้แก่ เยี่ยมบ้านคนป่วยอนาถา ช่วยงานในโรงพยาบาลและสถานศึกษาของฉือจี้ เก็บและแยกขยะในชุมชน สงเคราะห์ผู้ประสบภัยพิบัติ รวมทั้งเยี่ยมเยือนสมาชิกผู้บริจาคเงินสนับสนุนมูลนิธิ อาสาสมัครเหล่านี้มีร่วม ๒ แสนคน กระจายไปทั่วเกาะ
ถัดจากนั้นเป็นสมาชิกผู้สนับสนุน ซึ่งบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิเป็นประจำ บุคคลเหล่านี้สัมพันธ์กับมูลนิธิโดยผ่านอาสาสมัครซึ่งไปเยี่ยมเยือนถึงบ้าน สมาชิกจึงทราบข่าวคราว และกิจกรรมของฉือจี้อย่างต่อเนื่อง การมีอาสาสมัครมาเยี่ยมเยือนเป็นประจำ ยังเป็นโอกาสที่สมาชิกจะซึมซับรับเอาแนวคิดหรืออุดมคติของฉือจี้ จนอาจมีจิตปรารถนาที่จะช่วยเหลือมากกว่าการบริจาคเงิน หรือปรารถนาที่จะเขยิบไปเป็นอาสาสมัครของฉือจี้ สมาชิกส่วนใหญ่ของฉือจี้เป็นสมาชิกระดับนี้ซึ่งมีกว่า ๕ ล้านคน
อันที่จริงยังมีผู้สนับสนุนประเภทหนึ่งคือ บริจาคเงินก้อนให้มูลนิธิ ผู้ที่บริจาคให้ ๑ ล้านเหรียญไต้หวัน จะได้รับตำแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์ มีสถานะคล้ายกับสมาชิกเต็มขั้นของฉือจี้ (เช่น มีสิทธิติดสัญลักษณ์หรือใส่เครื่องแบบฉือจี้ คือ เสื้อน้ำเงิน กางเกงขาว เป็นต้น) สมาชิกประเภทนี้มีขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้คนรวยแต่ไม่มีเวลามารับการฝึกฝนเป็นอาสาสมัคร ๒ ปี สามารถเข้ามาทำงานให้กับฉือจี้ได้
ชั้นนอกสุดของเครือข่ายคือ ประชาชนทั่วไป ซึ่งได้รับประโยชน์จากกิจกรรมด้านต่าง ๆ ของฉือจี้ เช่น ผู้ที่ไปรับการเยียวยารักษาจากโรงพยาบาล ผู้ที่ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนไปจนถึงมหาวิทยาลัย ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือจากงานสงเคราะห์ และผู้ชมรายการโทรทัศน์ของฉือจี้
จะเห็นได้ว่าเครือข่ายของฉือจี้มีการสร้างสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงผู้คนอย่างกว้างขวาง โดยผ่านปฏิสัมพันธ์หลายแบบ อาทิ ความสัมพันธ์แบบบุคคลต่อบุคคล ความสัมพันธ์ผ่านกิจกรรม ความสัมพันธ์ผ่านสื่อ นอกจากนั้นยังเป็นสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงสถาบันทางสังคมที่หลากหลาย ได้แก่
๑) วัดหรือสมณาราม ซึ่งเป็นแกนกลางของเครือข่าย
๒) ครอบครัว ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายผ่านอาสาสมัครที่ไปรับเงินบริจาค
๓) ชุมชน ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายผ่านอาสาสมัครที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ
๔) โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเครือข่าย
๕) สื่อมวลชน อาทิ สถานีโทรทัศน์ ซึ่งเป็นตัวกลางระหว่างแกนในของฉือจี้(คณะภิกษุณี)กับอาสาสมัคร สมาชิก และประชาชนทั่วไป
สถาบันเหล่านี้มีทั้งสถาบันแบบดั้งเดิม และสถาบันอย่างใหม่ ซึ่งมี “ทุน”ทางสังคมอยู่มาก สามารถที่จะเป็นกลไกในการขับเคลื่อน กระตุ้น และประสานผู้คนให้มาลงแรงทำความดีร่วมกันได้อย่างพร้อมเพรียง และมีพลัง
๒.การสร้างสายสัมพันธ์ในระดับย่อย
นอกจากการจัดองค์กรในภาพกว้างแล้ว ยังมีการสร้างสายสัมพันธ์ในระดับย่อย ๆ หรือในกลุ่มคนกลุ่มต่าง ๆ ขนานกันไป ซึ่งมีหลายด้านมาก และส่วนใหญ่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคล เช่น
ก.ความสัมพันธ์ระหว่างภิกษุณีกับอาสาสมัคร
อาสาสมัครแต่ละคนจะมีสถานะเป็น “ศิษย์” ขึ้นตรงต่อภิกษุณีแต่ละคน แต่ความสัมพันธ์ในขั้นนี้ มีลักษณะเป็นทางการ และยากที่จะมีความสัมพันธ์แบบใกล้ชิดได้ เพราะมีอาสาสมัครนับพันที่ขึ้นกับภิกษุณีแต่ละคน
ข.ความสัมพันธ์ระหว่างอาสาสมัครกับพี่เลี้ยง
อาสาสมัครฝึกงานแต่ละขั้นจะมีพี่เลี้ยงคอยให้ความดูแลช่วยเหลือ ทั้งในเรื่องแนวคิด การปฏิบัติตัว การทำงาน รวมทั้งให้คำแนะนำหากมีปัญหาชีวิตด้วย ความสัมพันธ์จึงเป็นไปอย่างใกล้ชิด และเมื่ออาสาสมัครฝึกงานได้เขยิบขึ้นเป็นอาสาสมัครเต็มขั้น ก็จะกลายเป็นพี่เลี้ยงให้กับอาสาสมัครฝึกงาน
ค.ความสัมพันธ์ระหว่างอาสาสมัครด้วยกันตามศูนย์ต่าง ๆ
ในแต่ละเมืองจะมีศูนย์ประสานงานอาสาสมัคร อาสาสมัครแต่ละคนจะสังกัดอยู่กับศูนย์ดังกล่าว โดยมีหัวหน้าศูนย์เป็นผู้ติดต่อประสานงาน จัดประชุม หรือระดมคน นอกจากนั้นในแต่ละเมืองยังมีการซอยย่อยออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ละกลุ่มมีสมาชิกไม่เกิน ๒๐ คน มีหัวหน้ากลุ่มเป็นผู้ประสานงาน การจัดองค์กรในระดับนี้เอื้อให้เกิดกลุ่มกัลยาณมิตรที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้อย่างใกล้ชิด
ง.ความสัมพันธ์ระหว่างอาสาสมัครด้วยกันในหน่วยงานประจำ
อาสาสมัครหลายคนมีงานประจำ (แต่อาจไม่ได้ทำทุกวัน) เช่น งานแยกขยะ ซึ่งมีโรงงานแยกขยะถึง ๕,๐๐๐ แห่ง การได้มาทำงานร่วมกันทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างกัน ซึ่งนำไปสู่การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงานด้วย เช่น ช่วยเหลือในเรื่องครอบครัว เป็นต้น
ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาสาสมัครกับสมาชิก หรือผู้บริจาค ซึ่งได้กล่าวไปแล้ว ที่จริงฉือจี้ยังนำความสัมพันธ์ทำนองนี้ไปใช้ในสถาบันการศึกษาของตนด้วย เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนนักศึกษากับพ่อ/แม่อุปถัมภ์ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ/แม่อุปถัมภ์ด้วยกัน พ่อ/แม่อุปถัมภ์เหล่านี้ความจริงก็คืออาสาสมัครของฉือจี้ที่ไปช่วยงานในสถาบันการศึกษานั่นเอง ประเด็นนี้จะได้กล่าวในหัวข้อต่อไป
๓. การมีระบบประสานงานที่มีประสิทธิภาพ
ความสัมพันธ์ทั้งในระดับกว้างและระดับย่อย ดังกล่าวมา ทำให้เครือข่ายของฉือจี้มีความแน่นแฟ้น และยึดโยงกันอย่างทั่วถึง จึงสามารถระดมคนไปทำงานอาสาสมัครได้อย่างพร้อมเพรียง และต่อเนื่องไม่ขาดสาย แต่ความสำเร็จส่วนนี้ด้านหนึ่งต้องยกให้เป็นความสามารถของหน่วยงานต่าง ๆ ของฉือจี้ เช่น โรงพยาบาล และสถาบันการศึกษา ที่มีการจัดทำทะเบียนอาสาสมัคร และมีระบบการติดต่อ แจ้งข่าว แก่อาสาสมัครเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาทำงานได้อย่างต่อเนื่องและพอดิบพอดี จำเพาะโรงพยาบาลขนาดเกิน ๑,๐๐๐ เตียงของฉือจี้ ซึ่งมี ๓ แห่ง แต่ละวันต้องการอาสาสมัครถึง ๒๒๐-๒๕๐ คน งานที่ต้องการคนช่วยก็มีหลากหลาย อีกทั้งแต่ละคนก็สามารถให้เวลาได้ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงอาสาสมัครที่ลงทะเบียนไว้ไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน กระจายทั่วประเทศ การติดต่อประสานงานให้อาสาสมัครมาช่วยงานจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ฉือจี้ก็สามารถทำได้ด้วยดี จึงทำให้สามารถใช้ “ทุน” ที่มีอยู่ได้อย่างเต็มกำลัง
๔.มีงานหลากหลายที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้
มูลนิธิฉือจี้ สามารถรวมรวมความดีของผู้คนมาได้เป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะมีงานที่หลากหลาย ชนิดที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ ไม่ว่าเด็ก ผู้หญิง ผู้ชาย คนรวย คนจน ผู้เฒ่า คนชรา หรือแม้แต่ผู้ป่วย และผู้ใกล้ตาย สำหรับคนส่วนใหญ่อย่างแรกที่ช่วยได้คือการบริจาคเงิน แต่หากเป็นเด็ก คนชรา หรือคนจน ถึงแม้ไม่มีเงินเลย ก็ยังช่วยได้ด้วยการลงแรง เช่น แยกขยะ ฉีกกระดาษ ทำความสะอาด ถือกล่องบริจาค บางคนที่มีความสามารถมาก ก็ช่วยงานสถานีโทรทัศน์ เล่านิทานในห้องเรียน แสดงละครส่งเสริมคุณธรรม เป็นมัคคุเทศก์ ต้อนรับผู้มาดูงาน เล่นดนตรีให้ผู้ป่วยฟัง หรือถ้าสละเวลาได้เป็นเดือน ก็ไปเป็นแพทย์ช่วยผู้ประสบภัยทั้งในและนอกประเทศ หรือคุมงานสร้างบ้านพักให้คนยากจน แม้แต่ผู้ป่วยก็ยังช่วยได้โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนมาเยี่ยมเยือน ส่วนผู้ป่วยใกล้ตายก็ยังทำความดีได้ด้วยการอุทิศร่างกายให้แก่นักศึกษาแพทย์ ฉือจี้ได้ทำให้ทุกคนเห็นว่านอกจากตนเองมีความดีอยู่ในตัวแล้ว ยังสามารถทำความดีต่อผู้อื่น หรือสร้างสรรค์คุณประโยชน์ต่อส่วนรวมได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ด้วยเหตุนี้ความดีจึงหลั่งไหลออกมาไม่ขาดสายจากผู้คนจำนวนมากมายที่ฉือจี้มีเครือข่ายอยู่
๕.การหล่อเลี้ยงและเพิ่มพูนความดี
ความดีนั้นนอกจากจะต้องนำออกมา และใช้ให้เกิดประโยชน์แล้ว จำเป็นต้องมีการหล่อเลี้ยงรักษา และทำให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น จึงจะก่อให้เกิดผลสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน กระบวนการดังกล่าวเป็นเรื่องของ “การศึกษา” หรือ ไตรสิกขาตามหลักพุทธศาสนาโดยตรง แต่เวลาพูดถึงการศึกษา เรามักนึกถึงครู และห้องเรียน แท้ที่จริงการศึกษาสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา และในทุกรูปแบบ กรณีฉือจี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่ใช้วิธีการหลากหลายในการหล่อเลี้ยงและเพิ่มพูนความดีของบุคคล โดยในระยะแรก ๆ ทำกับผู้ใหญ่เป็นหลัก ผ่านกระบวนการ และเครือข่ายอาสาสมัครเป็นส่วนใหญ่ แต่ในช่วง ๒๐ ปีหลัง ได้หันมาทำกับเยาวชนมากขึ้น โดยการจัดตั้งสถาบันการศึกษาระดับวิทยาลัย (ปี ๒๕๓๒) และมหาวิทยาลัย (ปี ๒๕๓๗) ต่อมาก็ทำกับเด็กโดยการจัดตั้งโรงเรียนมัธยมและประถม (ปี ๒๕๔๓)ตามลำดับ ซึ่งจัดว่าเป็นงานที่ท้าทายมิใช่น้อยสำหรับฉือจี้ อาจเป็นเพราะเหตุนี้การขยายงานด้านการศึกษาประถมและมัธยมจึงเป็นไปอย่างช้า ๆ (ปัจจุบันมีนักเรียนประถม ๔๐๐ คน นักเรียนมัธยม ๘๐๐ คน และนักศึกษา ๓,๐๐๐ คน) แต่ฉือจี้ก็ดูจะประสบความสำเร็จในการผสานการสร้างเสริมคุณธรรมควบคู่กับการพัฒนาความรู้ได้เป็นอย่างดีและมีศิลปะ ซึ่งเป็นแบบอย่างอันควรแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
ในที่นี้จะกล่าวรวม ๆ ทั้งกระบวนการสำหรับผู้ใหญ่และนักเรียนนักศึกษา
๑. การเสริมสร้างคุณธรรมด้วยการทำงาน
วิธีนี้เป็นวิธีที่ฉือจี้ ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการทำงานเพื่อส่วนรวมหรือรับใช้ผู้อื่น เพราะเป็นการเพิ่มพูนเมตตากรุณา จิตสำนึกเสียสละ และคุณธรรมอีกหลายด้าน อาทิ งานแยกขยะ ช่วยให้เกิดสำนึกทางด้านสิ่งแวดล้อม คนที่มาทำงานแยกขยะ จะเห็นด้วยตนเองว่าสิ่งของที่ทิ้งลงขยะนั้น ความจริงยังมีประโยชน์อีกมาก แต่ยังใช้ไม่คุ้มค่า หลายคนจะหันมาใช้กระดาษทั้ง ๒ หน้า ขณะเดียวกันก็รู้จักหมุนเวียนเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ใหม่ ทำให้ทิ้งขยะน้อยลง นอกจากนั้นจะเกิดนิสัยแยกขยะโดยไม่ต้องมีใครบังคับหรือมี “ตาวิเศษ”มาเฝ้าดู
งานแยกขยะเป็นงานหนึ่งที่นำเด็กและคนแก่ (บางคนอายุ ๙๐ ปี) มาทำงานร่วมกัน และเป็นโอกาสที่เด็กจะได้เรียนรู้จากคนแก่ทั้งในแง่แบบอย่างแห่งความเสียสละ และคติธรรมในการดำเนินชีวิต คนแก่บางคนมีฐานะดี ชีวิตสะดวกสบาย แต่ก็ยังมาช่วยเก็บขยะตามชุมชนแล้วลงมือแยกร่วมกับเพื่อนอาสาสมัครที่อ่อนวัยกว่า ทำให้เด็กได้มาเรียนรู้ถึงชีวิตแห่งการบริการสังคมด้วยตนเอง โรงงานแยกขยะจึงเป็นสถานศึกษาที่สำคัญอย่างมากของชาวฉือจี้
คนแก่หลายคนกลับมาเห็นคุณค่าของตัวเองอีกครั้งหนึ่งจากงานแยกขยะ ขณะที่คนรวยหรือคนเก่งหลายคนกลับมีความอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้น ไม่รังเกียจหรือดูแคลนงานแบบนี้ว่าต่ำต้อย คุณธรรมด้านนี้เป็นสิ่งที่ฉือจี้เน้นมาก และอาศัยงานเป็นตัวหล่อหลอม นอกจากงานแยกขยะแล้ว งานทำความสะอาด เช่น กวาดขยะ ล้างห้องน้ำ ก็เป็นงานที่ชาวฉือจี้ทุกคนต้องผ่าน และหลายคนรู้สึกเป็นเกียรติที่จะได้ทำ จึงไม่แปลกที่จะเห็นผู้จัดการบริษัท วิศวกร แพทย์ นักธุรกิจ จับไม้กวาดช่วยงานที่โรงพยาบาล ขนขยะ ริดกิ่งไม้ หรือแบกของ
ในโรงเรียนของฉือจี้ นักเรียนทุกคนมีงานประจำ ที่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน (และทำในเวลาเรียนด้วย) ได้แก่การทำความสะอาดโรงเรียน โรงเรียนของฉือจี้จึงไม่มีภารโรง แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ไม่ใช่แต่นักเรียนเท่านั้น ครูก็ลงมาทำด้วย ซึ่งเท่ากับเป็นการส่ง “สาร” ให้เด็กรู้ว่างานเหล่านี้ไม่ใช่งานต่ำต้อย สำหรับการทำความสะอาดห้องน้ำ หน้าที่นี้ผู้ที่ได้รับเกียรติคือ นักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุด จะมองว่าเป็นการให้เกียรติเด็กเรียนดีก็ได้ หรือว่าเป็นการฝึกลดละอัตตาของเด็กที่เรียนเก่งก็ได้ เพราะลึก ๆ เด็กเรียนดีมักจะเกิดมานะหรือความถือตัวว่าเหนือกว่าคนอื่น นอกจากการทำความสะอาดโรงเรียนแล้ว ยังมีงานกวาดถนนในเมือง แยกขยะ เยี่ยมเยียนผู้ยากไร้ ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และบ่มเพาะคุณธรรมให้แก่นักเรียนได้เป็นอย่างดี
งานบอกบุญ เป็นอีกงานหนึ่งที่ช่วยกล่อมเกลาจิตใจของชาวฉือจี้ได้มาก โดยเฉพาะความอ่อนน้อมถ่อมตน
นอกจากการบอกบุญหาผู้บริจาคประจำแล้ว ยังมีการบอกบุญถือกล่องบริจาคเพื่อช่วยผู้ประสบภัยพิบัติ อาสาสมัครฉือจี้ไม่ว่ามีอาชีพหรือสถานะอะไร ถือว่าการรับเงินบริจาคเป็นหน้าที่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนได้ทำความดี ดังนั้นบางครั้งจะเห็นผู้บริหารธุรกิจระดับพันล้านยืนถือกล่องบริจาคตามสถานที่สาธารณะ และทุกครั้งที่ได้รับเงินบริจาคก็จะแสดงความขอบคุณ และเคารพผู้บริจาค แม้จะเป็นเด็กหรือคนยากจนก็ตาม ดังได้กล่าวแล้วว่าในการรับบริจาคดังกล่าวฉือจี้จะไม่เน้นจำนวนเงิน แต่มุ่งผลทางจิตใจเป็นสำคัญ ซึ่งไม่ใช่แค่จิตใจของผู้ให้เงินเท่านั้น แต่รวมถึงจิตใจของผู้รับเงินด้วย นี้คือเหตุผลว่าทำไมฉือจี้ถึงสนับสนุนให้อาสาสมัครที่มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยสละเวลาจากการทำงาน มายืนถือกล่องบริจาค ทั้ง ๆ ที่เงินที่เขาหามาได้เพียงชั่วโมงเดียวแล้วนำมาบริจาคให้ฉือจี้อาจมีจำนวนมากเป็นหลายเท่าตัวของเงินที่ผู้คนหยอดใส่กล่องทั้งวันด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ยังมีงานช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากโดยตรง เช่น สงเคราะห์คนชราอนาถา หรือช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ งานดังกล่าวช่วยให้นักเรียนและอาสาสมัครของฉือจี้เกิดความซาบซึ้งในการทำความดี การได้เห็นผู้ทุกข์ยากยิ้มแย้ม เมื่อได้รับความช่วยเหลือ ย่อมทำให้อาสาสมัครเกิดปีติและความสุข หล่อเลี้ยง เมตตากรุณาและความใฝ่ดีให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น ประสบการณ์ดังกล่าวย่อมทำให้ผู้คนตระหนักว่ายังมีความสุขที่เหนือกว่าการเสพวัตถุ เป็นสุขที่เกิดจากการทำความดี ซึ่งสนับสนุนให้อยากทำความดีมากขึ้น
๒.การเสริมสร้างคุณธรรมโดยอาศัยกัลยาณมิตรและกระบวนการกลุ่ม
กัลยาณมิตรนั้นเป็นปัจจัยแห่งการเสริมสร้างคุณธรรมที่พุทธศาสนาให้ความสำคัญมาก นี้เป็นอีกลักษณะหนึ่งที่โดดเด่นของฉือจี้ มีการจัดองค์กรและกิจกรรมเพื่อให้เกิดกลุ่มกัลยาณมิตรขึ้นมาในหลายลักษณะ เช่น การมีศูนย์ประสานงานอาสาสมัครในแต่ละเมือง และการแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ ไม่เกินกลุ่มละ ๒๐ คน หรือการสร้างระบบพี่เลี้ยง-อาสาสมัครขึ้น ดังได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ และการทำงานเป็นกลุ่มตามหน่วยกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานแยกขยะ งานอาสาสมัครโรงพยาบาล งานอาสาสมัครโรงเรียน
กลุ่มเหล่านี้นอกจากมีการทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะแล้ว ยังมีการแลกเปลี่ยนความเห็น และประสบการณ์ร่วมกัน ซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้จากกันและกัน เมื่อเห็นแบบอย่างแห่งความดีก็เกิดแรงบันดาลใจที่จะทำความดี บางคนที่มีความทุกข์ เมื่อได้รับรู้ว่ามีคนอื่นอีกมากมายที่ลำบากกว่าตน ก็ทำให้เกิดกำลังใจที่จะอยู่สู้ความลำบากต่อไป
การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันเป็นกลุ่มที่ชาวฉือจี้ให้ความสนใจมาก ก็คือ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างอาสาสมัครกับธรรมาจารย์เจิ้งเหยียนทุกเช้า โดยมีระบบ teleconference เชื่อมโยงกับอาสาสมัครทั่วโลก และมีการถ่ายทอดผ่านสถานีโทรทัศน์ต้าอ้าย ความประทับใจ แรงบันดาลใจ ตลอดจนสุขทุกข์ ของอาสาสมัคร และผู้คนที่เขาทำงานด้วย ถูกนำมาแลกเปลี่ยน อภิปราย และรับรู้อย่างกว้างขวาง กิจกรรมดังกล่าวเป็นการสร้างกลุ่มกัลยาณมิตรอีกแบบหนึ่ง ซึ่งแม้ไม่ใช่เป็นกลุ่มประจำ แต่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้วยความจริงใจก็สามารถเป็นกำลังใจให้ผู้คนอยากทำความดีได้ไม่น้อย
การแลกเปลี่ยนประสบการณ์เหล่านี้ มองในแง่หนึ่งก็คือ การเรียนรู้จากความดีของกันและกัน หรืออาศัยความดีของคนอื่นมาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงคุณธรรมในใจตน ตรงนี้เป็นความสำคัญของกระบวนการกลุ่ม หรือการทำความดีเป็นกลุ่ม เพราะหากต่างคนต่างทำความดี โดยไม่มาเกี่ยวข้องกัน นอกจากจะไม่มีพลังแล้ว ความดีของแต่ละคนก็อาจขาดสิ่งจรรโลงใจได้
สายสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตรเป็นสิ่งที่ฉือจี้นำไปใช้ในสถานศึกษาด้วย กล่าวคือ นักเรียนนักศึกษาทุกคนตั้งแต่ชั้นประถมไปจนถึงระดับอุดมศึกษา จะมีพ่อ/แม่อุปถัมภ์ ซึ่งคัดเลือกจากอาสาสมัครที่ผ่านการฝึกอบรมแล้ว พ่อ/แม่อุปถัมภ์จะทำงานเป็นกลุ่ม เช่น ในวิทยาลัยเทคโนโลยีของฉือจี้ พ่ออุปถัมภ์ ๒ คน กับแม่อุปถัมภ์ ๓ คน จะร่วมกันรับผิดชอบนักศึกษาหรือลูกอุปถัมภ์ครึ่งห้อง (ประมาณ ๑๕คน) พ่อ/แม่อุปถัมภ์มีหน้าที่แนะนำและให้ความช่วยเหลือทั้งในด้านการเรียนและชีวิตส่วนตัวแก่นักเรียน นักศึกษาที่อยู่ในความดูแลของตน มีการติดต่อไต่ถามข่าวคราวและพบปะเป็นประจำ งานสำคัญอีกงานหนึ่งคือ จัดกิจกรรมเสริมคุณธรรมให้แก่ลูกอุปถัมภ์ของตน เช่น เล่านิทาน แสดงละคร ฉายหนัง หรือทำกิจกรรมจัดดอกไม้ จากนั้นก็มาสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นกัน บางครั้งก็พาลูกอุปถัมภ์ไปทำกิจกรรมนอกสถานที่ ในสถานศึกษาของฉือจี้ จะจัดพื้นที่และเวลาให้แก่พ่อ/แม่อุปถัมภ์ผลัดกันมาพบปะนักเรียนหรือช่วยกิจกรรมของสถานศึกษา
ที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ ครูและอาจารย์ก็ต้องเป็นกัลยาณมิตรของนักเรียนและนักศึกษาด้วย นอกจากการเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชนแล้ว ครูและอาจารย์ยังมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับนักเรียนและนักศึกษาด้วย ไม่เพียงในห้องเรียนเท่านั้น (โดยเฉพาะครูประจำชั้นจะขยับตามนักเรียนเมื่อเลื่อนชั้น เช่น ตั้งแต่มัธยม ๔ไปจนถึงมัธยม ๖) แต่ยังคลุมถึงนอกห้องเรียนด้วย เช่น มีการทำความสะอาดโรงเรียนร่วมกัน แต่เท่านั้นยังไม่พอ ในสถานศึกษาของฉือจี้ ครูและนักเรียนยังกินอาหารในห้องเดียวกัน และกินอาหารอย่างเดียวกัน ไม่ได้แยกไปกินในห้องพิเศษหรือกินอาหารที่คุณภาพต่างกัน หากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย นอกเวลาเรียนก็มีการนัดกินอาหารเย็นกับนักศึกษาเพื่อทำความรู้จักกันให้มากขึ้น
๓.การเสริมสร้างคุณธรรมด้วยศิลปะ
ผู้ที่ไปเยือนมหาวิทยาลัยของฉือจี้ คงอดแปลกใจไม่ได้ที่พบว่าแม้แต่คณะแพทยศาสตร์ซึ่งมีมาตรฐานระดับนานาชาติ กลับมีหลักสูตรให้นักศึกษาเรียนการจัดดอกไม้ การชงชา และการเขียนพู่กันจีน ในสายตาของคนทั่วไป ศิลปะแบบนี้ควรเป็นเรื่องของนักเรียนประถมหรือมัธยมมากกว่า แต่ในสถานศึกษาของฉือจี้ ศิลปะดังกล่าวอาจไม่จำเป็นสำหรับความเป็นเลิศทางวิชาการ แต่มีความสำคัญสำหรับการพัฒนาความเป็นมนุษย์ และเป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากการหล่อหลอมแพทย์ให้มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้เพราะศิลปะดังกล่าวไม่ใช่ศิลปะเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ฉือจี้เรียกว่า “จริยศิลป์” คือศิลปะที่ส่งเสริมคุณธรรม
ศิลปะทั้ง ๓ แขนง มีการเรียนตั้งแต่ชั้นประถม ทั้งนี้ด้วยจุดมุ่งหมายที่แตกต่างตามวัย กล่าวคือนักเรียนชั้นประถมจะเรียนรู้ตั้งแต่การถอดรองเท้าอย่างเป็นระเบียบ ก่อนเข้าห้องชงชา และเมื่อนั่งชงชา ก็นั่งให้ตรง สง่า ขณะเดียวกันก็ไม่ยะโสโอหัง จากนั้นก็ฝึกการทำกายวาจาให้สงบ รวมทั้งวางถ้วยชาอย่างมีสติ ไม่ให้ถ้วยกระทบกัน ซึ่งอาจโยงไปถึงการระมัดระวังกายและวาจาของตนไม่ให้กระทบกับคนอื่นด้วย
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมและประถม ศิลปะดังกล่าวช่วยในการฝึกจิตให้มีความละเมียดละไมมากขึ้น ละเอียดอ่อนต่อสุนทรียรส และน้อมใจให้สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ เพราะเมื่อจัดดอกไม้ ไม่ใช่ดอกไม้ที่ถูกจัด แต่ใจเราก็ถูกจัดไปพร้อมกัน ดอกไม้ยังเป็นสื่อในการสอนธรรมแก่นักเรียน เพราะดอกไม้แต่ละดอกมีลักษณะพิเศษ ที่สามารถสอนใจนักเรียน ส่วนการปักให้สวยก็สามารถเป็นคติธรรมในการดำเนินชีวิตได้ เช่น การเอาดอกใหญ่ ๆ ไปใส่ไว้ใต้ดอกเล็ก ๆ ก็ไม่ต่างคนที่ประสบความสำเร็จต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตัว และสนับสนุนผู้เยาว์มีบทบาทและความสามารถมากขึ้น นอกจากนั้นวิธีการจัด ปัก และเรียงดอกไม้ก็อาจเป็นกระจกสะท้อนให้นักเรียนรู้จักตัวเองได้ชัดเจนขึ้น
ในระดับมหาวิทยาลัย การจัดดอกไม้ ชงชา และเขียนพู่กันจิต สามารถนำพานักศึกษาเข้าไปสัมผัสกับมิติทางจิตวิญญาณที่ลุ่มลึกขึ้น และเข้าใจสัจธรรมของชีวิตได้มากขึ้น ทำให้เข้าใจตนเองและผู้อื่นได้แจ่มชัด ขณะเดียวกันก็พัฒนาคุณภาพจิตฝ่ายบวกให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งในการดำเนินชีวิตและในการศึกษา
นอกจากศิลปะทั้งสามซึ่งจัดว่าเป็นศิลปะชั้นสูงแล้ว ยังมีศิลปะอีกหลายอย่างที่นำมาใช้กล่อมเกลาจิตใจของผู้เรียน อาทิ นิทาน การแสดง ละคร และวาดภาพ นวัตกรรมอย่างหนึ่งของฉือจี้คือ การมี “คุณแม่นักเล่านิทาน” ซึ่งเป็นอาสาสมัครที่คัดมาจากแม่อุปถัมภ์ มีหน้าที่เล่านิทานและแสดงละครตามชั้นเรียนต่าง