|
ตอนนี้เคลียร์งานชิ้นใหญ่ๆ เสร็จไปอีกหนึ่งชิ้นครับ รู้สึกโล่ง คืนนี้ตั้งใจจะหยิบชิ้นเจ้าปัญหามาเคลียร์ แต่แล้วดูถ้าจะไปไม่ไหวแล้วครับ ง่วงจริงๆ (ขนาดแอบหลับที่ทำงานตอนกลางวันไปแป๊บหนึ่งแล้วนะเนี๊ยะ ขออนุญาตหาวยาวๆ สักทีหนึ่งก่อน) สงสัยจะเป็นประเพณีปฏิบัติของผมไปแล้วมั๊งครับ พอเสร็จชิ้นหนึ่งจะเริ่มต่ออีกชิ้นหนึ่งทันทีไม่ ต้องพักสักคืนหนึ่งก่อน ออ.ที่มานั่งเขียนบล็อกอยู่นี้ อันเนื่องจากง่วงครับ เลยมาเปิดอ่านบล็อกต่างเพื่อแก้ง่วง แต่ดูท่าทางจะไม่ได้ผล เลยล็อกอินเขียนเองดีกว่า เพื่อสมาธิจะตามมา สมาธิเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ ครับ ถึงแม้บางครั้งจำเป็นจริงๆ ต้องทำให้เสร็จ หากไม่มีสมาธิ ไม่มีหัวจิตหัวใจทำงานละก้อ บังคับให้นั่งทั้งวันงานก็ไม่เสร็จ สมัยเรียนป.โท ผมใช้วิธีการเปิดเครื่องไว้ทั้งวันครับ พร้อมเมื่อไรนั่งโต๊ะทำเลย หากไม่พร้อมก็เดินเวียนๆ ไปเรื่อยๆ แค่ให้เห็นว่า เครื่องเปิดอยู่นะ รีบไปทำวิทยานิพนธ์ซะดีๆ แต่ตอนนี้ทำอย่างนั้นไม่ได้ครับ กลัวจะไปช่วยทำให้โลกมันร้อนขึ้นอีก ฮิฮิฮิ คืนนี้สมาธิหาย ความง่วงเข้ามาครอบครองทั้งๆ ที่น่าจะทำงานให้เป็นชิ้นเป็นงานสักชิ้นก็ดี (งานมันมีหลายชิ้นเหลือเกิน แถมเส้นตายก็ใกล้มาแล้วจริงๆ) อาจจะเป็นเพราะวันนี้วุ่นทั้งวันก็เป็นไปได้ครับ วันนี้คิดหลายเรื่องพร้อมๆ กัน เพราะจะพยายามเคลียร์งานในสำนักงานที่จำเป็นให้เรียบ ก็พรุ่งนี้ไม่ได้เข้าสำนักงานอีกวันหนึ่ง |
(ข้อความข้างบนใส่กรอบไว้ เพื่อให้ผู้อ่านแยกได้ว่า ข้างบนเป็นเสียงบ่นครับ ไม่มีสาระอะไรมาก)
วันนี้มีคนเดินเข้ามาที่โต๊ะทำงานผมนับได้เป็นสิบครับ ฮิฮิ ส่วนหนึ่งเป็นนักศึกษาที่กำลังจะจบ มาอุทรณ์เกรดที่ผมให้ ฮาฮาฮา มีอาจารย์แบบผมมัยครับ ให้เกรดไปเรียบร้อยแล้วครับ ประกาศ(อย่างไม่เป็นทางการ) เสร็จก็จะให้นักศึกษาที่ไม่พอใจเกรดมาร้องเรียนก่อนว่าพอใจแล้วยัง แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ปรับขึ้นหรอกครับ ยกเว้นสักรายสองรายที่ผมเองเป็นคนผิดพลาดอย่างไม่ตั้งใจ ก็ผมคิดว่าเรื่องการตัดเกรดเป็นเรื่องสำคัญครับ หากมีการให้ผิดพลาด โดยที่ไม่ได้ฟังเสียงผู้ได้รับการตัดสินเลย ก็ไม่ค่อยจะยุติในความเป็นธรรมเท่าไร เลยให้โอกาสก่อน อย่างครั้งนี้มีรายหนึ่ง มาถึงก็ถามผมเลย ทำไมได้แค่ B ทั้งๆ ที่งานส่งทุกชิ้น ออกนำเสนอบ่อย แสดงความคิดเห็นทุกคาบ ผมเงยดูหน้าปั๊บก็บอกว่า เออใช่ (ที่ต้องดูหน้าก่อนเนื่องจากผมจำชื่อนักศึกษาที่สอนไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียวดังนั้นจะใช้วิธีการดูหน้า ถ้าใครคุยบ่อย เสนอความคิดเห็นบ่อยผมต้องจำหน้าได้สิ จริงมัยครับ) เธอน่าจะได้ A ก็เลยตรวจสอบให้ ปรากฏว่า นักศึกษาไม่ส่งงานหนึ่งชิ้นสำคัญ (ผมเลยให้เป็นศูนย์เสียเลย) และอีกชิ้นหนึ่งสำหรับงานกลุ่ม ปรากฏก็โดนแย้งว่า ทำไมไม่มีคะแนนละ ก็เพื่อนร่วมกลุ่มมีคะแนน จริงอีกนั่นแหละครับ สรุปต้องเปลี่ยนเกรดจาก b เป็น b+ ครับ เรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นได้ครับ และผมจะประกาศให้นักศึกษาทราบก่อนสอนไว้แล้วละครับว่า ผมเป็นอาจารย์เทคโนโลยีการศึกษา ถ้าผมสอนเรื่องนี้ผิดพลาด หรือไม่สามารถเป็นแบบอย่างในเรื่องนี้ได้ละก้อ.... แต่ถ้าเรื่องตัดเกรดน่ะ ผมยอมรับว่า ผมไม่ค่อยคงเส้นคงวาเท่าไร ฮิฮิฮิ (มีมัยครับแบบผม)
อีกงานหนึ่งที่ใช้เวลานั่งเรียนรู้กันนานหน่อยคือ นั่งคุยกับหัวหน้าสาขาวิชาภาษามลายูครับ เนื่องจากช่วงที่ผมไปประชุมที่นครปฐมได้ร่วมเดินทางไปกลับอีกทั้งนอนห้องเดียวกับ อ.แวมายิ ปารามัล และได้พูดคุยขอคำแนะนำจาก อ.สาเหะ อัลยุฟรีย์ ซึ่งทั้งสองท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษามลายูและทางมหาวิทยาลัยตั้งท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิประจำสาขาวิชาภาษามลายู ผมเลยขอให้ทั้งสองท่านประเมินสาขาวิชามลายูให้ผมฟังหน่อยว่า เป็นไงบ้าง ควรพัฒนาตรงไหน ซึ่งผมรับรู้ความสำเร็จของเราได้หลายประการและเจอจุดอ่อนในหลายข้อเหมือนกัน กลับมาเลยประสานขอคุยกับหัวหน้าสาขาวิชาภาษามลายู เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งให้กับสาขาวิชานี้
ผมเน้นคำว่า "เป็นหนึ่ง" ครับ ถึงแม้ มอ.ปัตตานี ม.ทักษิณ จะเปิดสาขาวิชานี้ก่อนเรา และ มรภ.ยะลาก็เปิดมาใกล้เคียงกับเรา แต่เป้าที่จะให้เราเป็นเบอร์หนึ่งไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ครับ เหตุผลเพราะเราไม่เหมือนทุกหลักสูตรที่เปิดมาก่อนหน้าหรือพร้อมๆ กับเรา แต่หนึ่งปีที่ผ่านมามีอะไรที่เป็นปัจจัยความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาบ้างแล้วและอะไรคืออุปสรรค์สำคัญ ซึ่งภาพที่อาจารย์ทั้งสองท่านฉายให้ผม ทำให้ผมเห็นชัดขึ้น และเริ่มมั่นใจว่า "เราทำได้"
การนั่งคุยกับหัวหน้าสาขาฯ ครั้งนี้ ผมจึงลองใช้วิธีการนำเสนอทั้งเชิงบวกและลบให้ท่านฟัง แล้วให้ท่านแสดงความคิดเห็น ซึ่งช่วยให้ผมวินิจฉัยโรคได้ชัดขึ้นครับ ข้อสรุปหลายข้ออาจเกิดจากการละเลยในการติดตามงานของผมก็มีบ้างครับ
ออ. เดี๋ยวท่านผู้อ่านไม่มั่นไส้ผมว่ามองข้ามมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ไปได้อย่างไร ความจริงคือ ทุกหลักสูตรภาษามลายูในระดับป.ตรีที่มีในประเทศไทยสร้างขึ้นเพื่อรับนักเรียนไทยเข้าเรียน คือ บนฐานคิดที่ว่า นักเรียนยังไม่มีพื้นฐานภาษามลายูมาก่อน ในขณะที่ที่ มอย. เราทำหลักสูตรให้เป็นหลักสูตรนานาชาติ โดยใช้ฐานคิดที่ว่า นักเรียนมีพื้นฐานภาษามลายูมาก่อนจึงจะเรียนในสาขาวิชานี้ได้ หากไม่มีก็ต้องไปเรียนที่สถาบันภาษานานาชาติปูพื้นฐานมาก่อน ดังนั้นปลายทางของเราจึงอยากให้ได้เท่ากับที่นักศึกษาเรียนที่มาเลเซีย
ในระยะเวลาอันใกล้นี้จะขอคุยกับอาจารย์ในสาขาวิชาภาษามลายูครับ (จริงๆ จะไปคุยกับทุกสาขาวิชาแหละครับ) เพื่อปรับกระบวนการทำงานในสาขาวิชาให้เห็นคำตอบของการสร้างความเป็นหนึ่งให้ชัดขึ้นครับ กำหนดวันประชุมไปเรียบร้อยแล้ว ปรากฏมาเช็คใหม่ก็กลายเป็นไม่ว่างเสียแล้ว ก็ต้องให้น้องเจ้าหน้าที่ไปหาวันใหม่อีกทีหนึ่ง
ตอนนี้ปัญหาสำคัญของผมจริงๆ คือ จะหาอาจารย์ภาษาไทยที่ไหนมาเพิ่มดี ปัญหาการขาดอาจารย์สอนภาษาไทยของมหาวิทยาลัยอิสลามยะลาเกิดมาพร้อมกับการตั้งมหาวิทยาลัยเลยครับ สิบปีมาแล้ว เริ่มต้นเราขออาจารย์อาวุโสจากมัธยมมาสอน แล้วก็พัฒนามาเป็นอาจารย์พิเศษ แล้วก็มีอาจารย์ประจำกับเขาเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง แต่สุดท้ายก็ลาออกไปเป็นอาจารย์ที่อื่นเสียชะแล้ว แล้วเทอมหน้าจำนวนคาบสอนเยอะมาก กับอาจารย์เพียงท่านเดียวคงไม่ไหวแน่นอน
บ่นเสร็จแล้วครับ ขอบคุณครับ
มาเยี่ยม...
หายง่วงหรือยังนะ
งานเยอะจริงนะ
คงไม่ถึงขั้นถ่างตาด้วยสองมือนะครับผม แซว ๆ ฮิ ฮิ ฮิ
ขอบคุณครับอาจารย์ umi
สรุปว่า ต้องหายง่วงครับ และก็ไม่ถ่างตาครับ แค่หลับคาเครื่องไปเลย ฮิฮิ
อาจารย์อย่าห่วงเลยครับ ถ้าผมกระจ่างอะไรบางอย่างแล้ว ขอเวลาผมสักหน่อย ภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยของเราจะเกิดขึ้นอย่างสง่างาม สำหรับวันนี้ผมอยากให้อาจารย์คิดให้ดี ถ้าจะบรรจุ สำหรับผมคนสอนภาษาไทยมันไม่ใช่อย่างนี้ แต่ถ้าเอามาช่วยสักเทอมก่อนก็โอเค ผมดูแล้วไม่น่าจะหนักมาก แต่ 1 ปีนับต่อจากนี้ช่วยหากันมีคุณภาพกันจะดีกว่า
ขอบคุณอาจารย์เสียงเล็กๆ
ผมให้ความสำคัญกับการเลือกคนมาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษามากครับ ไม่มีปล่อยแบบขอแค่ให้มีครับ อย่างน้อยต้องถ้าเป็นสาขาวิชาภาษาไทยก็ต้องตอบคำถามของผมให้ได้ก่อน จึงจะเป็นอาจารย์ภาษาไทยได้ครับ (คำถามนั่นอาจารย์ก็เคยเจอคำถามจะผมมาแล้ว และคนที่มาสอบที่ไม่ผ่านการคัดเลือกก็เพราะคำถามนี้แหละครับ)
รักษาสุขภาพนะครับ
ขอบคุณครับอาจารย์สิทธิรักษ์