บันทึกนี้ไม่สรุป แต่แน่นอนฐานคิดสำหรับเรื่องนี้มีแน่ ๆ ทั้งลึก และตื้้น ๆ เอาไว้ให้ลูกมาอ่านเจออีกสักกี่ปี ดูสิว่าลูกจะว่าอย่างไร
  • สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์เริ่มต้นที่ผมตกลงกับลูกเรื่องการจ่ายเงินไปโรงเรียน โดยจะจ่ายเป็นสัปดาห์ ๆ ละ 120 บาท จากเดิมที่เขาได้รับวันละ 20 บาท นับเฉพาะวันที่โรงเรียนเปิด และมีเงื่อนไขว่าต้องเข้าไปช่วยงานในสวนตอนเช้าของวันหยุดทุกวัน การเข้าไปช่วยงานนี้ก็จะได้รับเบี้ยเลี้ยงพิเศษอีกจากยายเช้าละ 20 บาท
  • ซึ่งจริง ๆ เขาแทบจะไม่ได้จ่ายอะไรเลย เหลือก็เก็บเป็นเงินออม (ออมกับกลุ่มสัจจะฯ ในหมู่บ้าน) แต่ต่อไปจะเหมาจ่าย โดยค่าใช้จ่ายจิปาถะทั้งหมด เขาต้องคิดคำนวณเอาเองว่าอะไรเหมาะไม่เหมาะ สมควรหรือไม่ ไม่มีการขอเพิ่มอีกแล้ว หากสัปดาห์ไหนจ่ายไม่พอ ก็เอาเงินออมออกมาจ่าย หากเหลือมากก็ค่อยออมชดเชยเอาเอง ซึ่งก็ตกลงกันตามนี้ และสรุปว่าเขาพอใจกับเงื่อนไขนี้มาก สังเกตได้ทันทีคือเขาโตขึ้นในความคิดและการวางแผน อันนี้ดูได้จากการเจรจาต่อรองกันจนกว่าจะลงตามที่บันทึกไว้ มีการสร้างและลดเงื่อนไขกันอยู่พอสมควร
  • ทันทีที่ตกลงกันได้ก็มอบให้กับแม่เขาไว้ 500 บาท เป็นการฝากไว้ให้เป็นรายเดือน แต่ให้แม่เขาจ่ายเป็นรายสัปดาห์ ที่เหลือ 20 บาท ให้เป็นค่าบริหารจัดการแก่แม่ อันนี้ทำต่อหน้าชี้แจงกันให้เห็นกันต่อหน้า ให้ทุกคนร่วมรับรู้กันไปด้วยไม่ว่าจะยายหรือตา
  • วันนี้บ่าย ๆ กลับจากทำธุระ นึกอะไรได้ ก็เลยนำมาหารือกับลูกเพิ่มว่าจะให้ทุกคนในบ้านประเมินว่าได้คะแนนในภาพรวมว่าลูกมีคุณความดีเท่าไหร่ ในแต่ละสัปดาห์ โดยให้คะแนนเต็ม 5 ทั้งเดือนก็จะมีคะแนนเต็ม 20 และคิดให้เพิ่มเป็นโบนัสคะแนนละ 10 บาท รวมทั้งเดือนได้เท่าไหร่ก็จะจ่ายเพิ่มทีเดียว ทุกคนเห็นชอบและรับหลักการนี้ เจ้าตัวไม่ต้องพูดถึงเขาบอกว่าได้กับได้ ไม่ขาดทุนเลย ทุกคนยิ้ม เพราะเชื่อว่าไม่ได้ง่ายอย่างที่ลูกคิด
  • จากนั้นก็ร่วมกันกำหนดเกณฑ์คร่าว ๆ ว่า คะแนนเต็ม 5 จะดูจากอะไรบ้าง เช่น ทำการบ้านโดยไม่ต้องใช้ อาบน้ำโดยไม่ต้องคะยั้นคะยอ ดูทีวีตามกติกา พูดคำไพเราะหู เสียงดังได้แต่ไม่ใช่ตะโกน แล้วลดหลั่นกันไปหากทำไม่ได้ตรงไหน และมีสิทธิได้คะแนน 0 หากทำให้ใครสักคนในบ้านรู้สึกโกรธ (ซึ่งก่อนหน้ายังไม่มี)
  • บันทึกนี้ไม่สรุป แต่แน่นอนฐานคิดสำหรับเรื่องนี้มีแน่ ๆ ทั้งลึก และตื้้น ๆ เอาไว้ให้ลูกมาอ่านเจออีกสักกี่ปี ดูสิว่าลูกจะว่าอย่างไร