โจทย์ที่ท้าทายในโรงเรียน
ปัจจุบันนี้สภาพสังคมเปลี่ยนไป สภาพครอบครัวเปลี่ยนไป บาดแผลในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น เด็กจำนวนไม่น้อยเป็นเด็กบ้านแตกที่พ่อแม่แยกกันอยู่ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้โรงเรียนต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพราะเด็กเปลี่ยนไป ที่เด็กเปลี่ยนไปก็เพราะสังคมเปลี่ยนไป กระบวนการเรียนรู้ก็ต้องเคลื่อนไปเรื่อยๆ
ความเป็นโรงเรียนไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า “ต้องเกาะเด็กไว้” ภาวะของเด็กจะหลากหลายกว่าเมื่อก่อน โรงเรียนจะสนุกไปกับโจทย์นี้ หรือจะรู้สึกว่าเป็นปัญหาอุปสรรค ที่น่าสนใจมากคือ โรงเรียนจะมีกระบวนการเรียนรู้อย่างไร ที่จะช่วยให้เด็กต่างยุคต่างสมัยยังคง talent ที่เขามีอยู่ในตัวเอาไว้ให้ได้ แม้ว่าภาวะของครอบครัวและของสังคมจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม
เด็กแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน เด็กรุ่นก่อนอยากได้อะไรต้องลงมือสร้าง ปัจจุบันเป็นเด็กที่รู้จักแต่การเสพ หากพิจารณาเข้าไปในโครงสร้างสมอง เด็กรุ่นนี้สมองจะซับซ้อนกว่า เพราะมีสิ่งกระตุ้นการเรียนรู้มากกว่า แต่หากมองในอีกมุมหนึ่งแล้วเขาก็อ่อนแอกว่ามาก เพราะขาดศักยภาพในการเป็นผู้สร้าง
สิ่งเหล่านี้เป็นโอกาสในการเรียนรู้ของเราที่ตำราเล่มไหนๆก็ไม่มี ทั้งโรงเรียนและผู้ปกครองต้องมาเรียนรู้ร่วมกัน ต้องเอาเรื่องจริงในชีวิตมาเป็นแบบฝึก
ชีวิตจริงไม่ได้มีแต่ส่วนที่สนุกและง่าย แต่มีส่วนที่ยากด้วย
เห็นด้วยกับคุณครูหลายอย่างครับ ณวันนี้ ที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกๆด้านอย่างรวดเร็วนั้น การจัดการการศึกษาหรือการจัดกระบวนการเรียนรู้ยังตามไม่ทัน ทำให้เด็กๆของเราต้องปรับตัวกันอย่างไร้ทิศทาง ใครมีความสามารถช่วยเหลือตัวเองแบบไหนอย่างไรก็ทำกันไป
ผมเองแม้ลูกยังเล็กแต่ก็พยายามเตรียมตัวเพื่อช่วยเหลือลูกในเรื่องของกระบวนการเรียนรู้
แม้ว่าสมองของเด็กเป็นโครงสร้างที่มหัศจรรย์และประสิทธิภาพสูงเพียงใด
ถ้าเราใส่ซอฟแวร์ที่ไม่เหมาะหรือไม่ได้ใช้ฮาร์ดแวร์ที่มีอย่างเต็มประสิทธิภาพก็คงน่าเสียดาย
ขอบคุณคุณหมอ papanui มากค่ะที่แวะเข้ามาแลกเปลี่ยน อยากมีแนวร่วมคุณพ่อหัวใหม่อย่างนี้อีกหลายๆคนจัง
ข้อคิดในบันทึกข้างต้นเป็นของอาจารย์วิจารณ์ดังที่ได้กล่าวแล้วในบันทึก วันที่ฟ้าฉ่ำฝนตอนที่ ๑ ค่ะ
ครูใหม่ :)
หนทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบที่สวยงาม แต่มันมีหนามกุหลาบด้วย
เห็นด้วยกับ บันทึกนี้มากๆค่ะ
ปัจจุบัน มีแต่คนพุดว่า คนที่เรียนจบลูงๆที่บ้านเรา การแสดงออก ความริเริ่มสู้เรียนมาจากต่างประเทศไม่ได้ เราจะแก้ไขอย่างไรกันดีคะ จะเริ่มตั้งแต่เด็กอย่างไรดีคะ
http://gotoknow.org/journals/sasinanda/entries/6119
สวัสดีค่ะคุณsasinanda
ดิฉันเห็นว่าการแสดงออกและความริเริ่มเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยสถานการณ์จริง และเงื่อนไข ปัจจัย มาเป็นโจทย์ในการฝึกฝนค่ะ และยิ่งได้ฝึกมากเท่าไหร่ก็ยิ่งใช้ได้คล่องขึ้นเท่านั้น
โรงเรียนเพลินพัฒนาจึงเน้นให้นักเรียนได้ประมวลความรู้ และคิดค้นวิธีที่จะนำเสนอสิ่งที่ตนรู้อย่างสร้างสรรค์อยู่เสมอ และจัดให้มีโครงงานชื่นใจ..ได้เรียนรู้ ในทุกภาคเรียน โดยสลับกันไปทั้งการประมวลออกมาเป็นข้อเขียน ที่ต้องมีผังมโนทัศน์กำกับความคิด และนำเสนอเป็นการแสดงออกในลักษณะต่างๆด้วยค่ะ
ที่บ้านก็มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้เด็กได้แสดงออกด้วยนะคะ แรกๆอาจฝึกให้เด็กได้บอกความรู้สึก และได้ร่วมคิดในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเขา หัดให้เขาตัดสินใจเองในเรื่องเล็กๆ บ้าง แต่ต้องชัดเจนในขอบเขตของความถูกต้อง เด็กต้องรู้ว่าอะไรควร ไม่ควรด้วยนะคะ เรื่องหลังนี้ไม่ต้องใช้เหตุผล แต่ต้องใช้จริยธรรมกำกับค่ะ
ครูใหม่ :)