หัวใจของการศึกษาต้องอยู่ที่คน

 

เมื่่อวันที่  ๑๓ พฤษภาคม  ๒๕๕๑  ฝนโปรยลงมาตั้งแต่เช้าวันนี้อาจารย์วิจารณ์อนุญาตให้ดิฉันและครูปาด (อาจารย์ศีลวัต)  เข้าไปพบท่านที่ สคส. ได้ตั้งแต่เช้าตรู่ 

 

ความตั้งใจที่มีแต่แรกคือ  อยากไปกราบขอพรจากอาจารย์เนื่องในวันปีใหม่ ตั้งแต่ก่อนสงกรานต์   แต่ก็บังเอิญมีเหตุให้ต้องล่าไปอีก    เดือน  ทุกครั้งที่ได้มีโอกาสสนทนากับอาจารย์ ดิฉันก็ได้ปัญญาที่พาให้งอกงามทางความคิดขึ้นเหมือนต้นไม้ได้น้ำทุกคราวไป

 

เรื่องที่พูดคุยกันในวันนี้เป็นเรื่องของการศึกษาในหลากหลายประเด็น เริ่มตั้งแต่เรื่องของ

 

 

ทำวิชาให้เป็นประตูสู่โลกการเรียนรู้

 

คนต้องการการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยธรรมชาติ การที่เราเข้าถึงความรู้เป็นวิชา ทำให้เรามองวิชาแคบเหมือนแก้วน้ำ ที่จริงควรมองเห็นวิชาเป็นประตูที่เปิดเข้าไปแล้วคือโลกทั้งหมด

 

การเรียนปริญญาเอก ที่เรียกว่า Ph.D. หรือDoctor of Philosophyนั้น เป็นการเรียนเพื่อให้ความรู้แตกฉาน อย่างไม่แยกส่วน

 

การจัดวิชาให้คนเรียนอย่างแตกฉานเป็นการเรียนรู้ที่สอดล้องกับธรรมชาติของสมอง ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต 

 

ความรู้เกี่ยวกับสมองที่มีอยู่บอกเราว่า สมองโตจากข้างหลังมาข้างหน้า ซึ่งจะสมองส่วนหน้านี้จะสมบูรณ์เต็มที่เมื่ออายุ ๒๕ ปี แต่ที่อาจารย์เห็นจากตัวเองพบว่า ไม่มี full maturity แต่มี journey ที่เดินทางไปจนวันสุดท้ายของชีวิต

 

การเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่อง scientific thinking ผ่านวิชาประวัติศาสตร์ ที่ครูปาดเคยเล่าให้กลุ่มครูวิทย์ในดวงใจฟัง (http://gotoknow.org/blog/thaikm/124089)  คือหัวใจของการเรียนรู้ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าไม่ว่าจะเรียนอะไรก็สามารถเข้าถึงการคิดแบบวิทยาศาสตร์ได้

 

การสังเกตวิธีการเรียนรู้ของเด็ก สามารถสร้างความรู้เรื่องการเรียนรู้ได้อย่างมโหฬาร แต่การศึกษาไทยเพลี้ยงพล้ำแรงมาก ที่ไปทำให้ศาสตร์ด้านการศึกษาไม่ได้เน้นที่คน เช่นเดียวกับศาสตร์ทางการแพทย์ ที่ไม่ได้เน้นที่มนุษย์แต่กลับไปเน้นที่ตัวโรคเพราะเราไปเรียนรู้แบบแยกส่วนแล้วคนหล่นหาย

 

การศึกษาจึงกลายเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการสอนเด็ก ทำให้เด็กหายไปจากหัวใจครู ครูทำงานโดยไม่เห็นเด็ก มัวไปเน้นแต่ตัววิชา การทำเช่นนี้ที่จริงไม่ผิด แต่เป็นการศึกษาที่ขาดสติ ตัวหัวใจจึงหายไป หัวใจของการศึกษาต้องอยู่ที่คน

 

เมื่อครูชัดว่าการศึกษาต้องอยู่ที่การพัฒนาคน ปัญหาต่างๆ ก็จะคลี่คลาย การเล่าเรื่อง ครูเพื่อศิษย์ จะไม่ใช่การเล่าเรื่องที่ยกย่องตัวเอง แต่จะเป็นการเล่าที่แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ ซึ่งเป็นความรู้ที่พบจากการสังเกตวิธีการเรียนรู้ของเด็กในเรื่องต่างๆ