อดีต...ปัจจุบัน เรียก ข้าวยาก หมากแพง อนาคตจะเรียก อะไร

ข้าวยาก หมากแพง เป็นสำนวน หมายถึง สภาวะการขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภค หรือมีราคาแพง ถ้าเป็นสมัยก่อน คงหมายถึงการขาดแคลนเครื่องบริโภค หายากและมีราคาแพง เช่นข้าว เกลือ นำมันพืช เป็นต้น สำหรับเครื่องอุปโภคถือว่าไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในสมัยนั้น

ในชีวิตของผม ได้ประสบพบเห็นสภาวะที่เรียกว่า "ข้าวยาก หมากแพง" อย่างน้อยสองครั้ง ครั้งแรกเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่ผมเองยังเป็นเด็กยังไม่ประสีประสาเท่าใดนัก คุณลุงของผมซึ่งเป็นพ่อค้าวัวต่าง ได้เล่าให้ผมฟังในสมัยที่ผมยังเป็นเด็กว่า ยุคข้าวยาก หมากแพงในสมัยนั้น ชาวบ้าน ชาวดอยต่างอดข้าว อดเกลือ วันหนึ่งๆเอาแต่ตั้งตารอคอยพ่อค้าวัวต่างที่จะนำสินค้าเช่น ข้าวสาร เกลือ หรือเครื่องบริโภคอื่นๆมาแลกสินค้าที่ชาวบ้านได้เตรียมไว้เป็นแรมปี เช่น เมี่ยงอม เมี่ยงแห้ง หนังสัตว์ เขาสัตว์ กระดูกเสือ ดีหมี ขี้ผึ้ง ไม่มีการซื้อขายกันด้วยเงิน เงินจึงไม่ใช่สิ่งจำเป็นในสมัยนั้น นอกจากเงินรูปี เงินแตงกา (เงินที่หล่อ ตีเป็นรูปเรือ ที่ใช้จ่ายในประเทศจีนสมัยโบราณ) ก็พอที่จะสามารถแลกเปลี่ยนสินค้าได้ คุณลุงจะนำสินค้าไปแลกทีละหมู่บ้านจนกว่าสินค้าจะหมด  เมื่อแลกสินค้าได้แล้ว คุณลุงก็จะนำไปขายหรือไปแลกสินค้าต่อที่อำเภอแม่ริมจังหวัดเชียงใหม่ โดยเดินทางผ่านอำเภอปาย กิ่วคอหมา อำเภอแม่แตงและอำเภอแม่ริม ตามลำดับ ไป-กลับใช้เวลาเป็นแรมเดือน นอกจากนี้ยังต้องต่อสู่กับโรคภัยไข้เจ็บ ภยันตรายจากสัตว์ป่า โดยเฉพาะเสือที่มักขบกัดวัวต่างอยู่เป็นประจำ

คุณลุงเล่าต่ออีกว่า ชาวเขา ชาวดอยยามที่เขาขาดแคลนข้าว จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม น่าสงสารมาก ต่างก็รอคอยพ่อค้าวัวต่างซึ่งเป็นความหวังเดียวของเขาที่จะมีข้าว มีเกลือไว้กิน เมื่อได้ข้าวมาแล้วก็จะหุงกินอย่างกระเหม็ดกระแหม่ เป็นต้นว่า นำไปต้มกับหน่อไม้มื้อละครึ่งกระป๋องนม เรียกว่า ข้าวเบ๊อะหน่อ นำไปหุงผสมเผือก กลอย หรือข้าวโพด เพื่อยืดอายุการมีข้าวกินไว้นานๆ จนกว่าข้าวใหม่จะมาถึง เรื่องคุณภาพไม่ต้องคำนึงถึงขอให้อิ่มท้องไว้ก่อนก็พอ สภาวะการขาดแคลนอย่างหนักหน่วงมักเกิดขึ้นในช่วงเดือนเก้า เดือนสิบ หรือประมาณเดือนกันยายนถึงตุลาคมของทุกปี

ก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แม่เล่าว่า บ้านเมืองเกิดวิกฤตข้าวยาก หมากแพงมาก่อนแล้ว ปีใดก็ตามหากข้าวไร่ ข้าวนาเสียหาย เนื่องจากสภาพลมฟ้าอากาศที่ชาวบ้านเรียกว่า "ข้าวลีบ" นั้น ผลผลิตข้าวจะได้น้อยไม่พอกิน ชาวเขาที่อยู่ใกล้จะลงมาจากเขานำเครื่องจักสาน ของป่า หรืออะไรก็ได้ที่พอจะแลกข้าวได้ นำมาแลกข้าวปลือก ข้าวสาร เพื่อนำไปเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง สำหรับในพื้นราบคนยากคนจนที่ข้าวไม่พอกิน ก็จะหากู้ข้าวเปลือกจากญาติพี่น้อง ด้วยสภาวะปากกัดตีนถีบ แม่จึงนำกล้วยนำว้า มะละกอ ไข่ไก่ต้ม ไปขายให้กับทหารญี่ปุ่นตามค่ายพักต่างๆ กล้วยขายได้หวีละ ๑ บาท มะละกอลูกละ ๑ บาท ไข่ไก่ต้มฟองละ ๕ บาท อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบเงินทองเหล่านั้นไว้ ภายหลังสงครามยุติ รัฐบาลไทยสั่งลดค่าธนบัตรใบละ ๕ บาท เหลือ ๕๐ สตางค์ แม่ต้องสูญเสียเงินไปไม่ใช่น้อยจนนำตาร่วงเพราะความเสียดาย เพราะเงินที่ได้มาเกิดจากนำพักนำแรงของแม่ทั้งสิ้น

ทีนี้ เรามาพิจารณาดูสภาวะข้าวยาก หมากแพงในปัจจุบัน มันน่าจะคนละความหมายเมื่อเทียบกับสมัยก่อน ยุคนี้ข้าวที่เป็นสิ่งจำเป็นและเครื่องบริโภคอื่นๆไม่ขาดแคลน แต่มีราคาแพง กระทบต่อผู้มีรายได้น้อย คนหาเช้ากินคำ ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ที่เรามักเรียกว่า "พวกรากหญ้า" นั่นแหละ กระทบต่อวิถีชีวิตเดิมที่พอมี พอกินไม่อดอยากปากแห้งเสียเลยทีเดียว ต้องกลับมาทุกข์เพราะขาดกำลังซื้อ ต้องกู้หนี้ยืมสิน ภาวะหนี้สินเพิ่มขึ้น ถามว่าสภาวะข้าวยาก หมากแพง สองยุคนี้ยุคไหนเดือดร้อนกว่ากัน ทุกคนคงตอบว่ายุคนี้ เพราะเหตุว่า ปรัชญาและเป้าหมายในการดำรงชีวิตของคนสองยุคนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง คนสมัยก่อนต้องการอาหารเพียงเพื่อประทังชีวิต มุ่งเป้าหมายที่การมีข้าวกินเพื่อความอยู่รอดของตนเองและครอบครัวเป็นหลัก ต่างกับยุคนี้ที่ต้องการทั้งการมีกิน มีใช้ ข้อแรกคือการมีกินคงไม่กระทบมากนักถ้าไม่เลือกกิน หรือกินอย่างฟุ่มเฟือย ส่วนข้อหลังกระทบแน่นอน เนื่องจากการมีใช้กลายเป็นค่านิยมสมัยใหม่ที่เรียกว่า "วิถีบริโภคนิยม" ที่สำคัญมักคู่กับวิถีชีวิตของคนยากคนจนเสียด้วย การอยากมี อยากได้ อยากโอ้อวด โดยไม่คำนึงถึงรายได้ของตนเองและครอบครัว ผลที่ตามมาก็คือการเป็นหนี้ทั้งในระบบ (รัฐบาลจัดให้) และนอกระบบ (เอกชนจัดให้) ผลก็คือเกิดสภาพปัญหา เงินหมดไปกับการบริโภค ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่สมดุล ภาวะหนี้สินรุมเร้า แก้ปัญหาไม่ตก ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่แย่ลง ในที่สุดก็กระทบต่อภาวะทางจิต กลายเป็นโรคซึมเศร้า บางคนหนีปัญหาด้วยการทำร้ายคนในครอบครัว หนักเข้าเมื่อหาทางออกไม่ได้ก็อาจฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา ซึ่งหารู้ไม่ว่า นั่นคือการสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นอีกเปราะหนึ่งเลยทีเดียว

คนสมัยก่อนแม้ประสบปัญหาข้าวยาก หมากแพง เขามีทางออกในการแก้ปัญหา เพราะในวิถีชีวิตตามสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติในสมัยนั้น ล้วนอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติ เขาจึงมีทางเลือก เช่นไม่มีข้าวก็กินเผือก กินกลอย กินข้าวโพด กินเนื้อสัตว์เนื้อปลาที่หาได้ตามธรรมชาติทดแทน ไม่มีเกลือก็ใช้ดินโป่งมาต้ม มาเคี่ยวให้เป็นเกลือ แต่จะยากสักหน่อย ไม่มีนำมันก็ใช้ผ้ามาบีบมาคั้นงาหรือถั่วลิสงให้ออกเป็นนำมัน ใช้มันหมูแทน หรือเลี่ยงการปรุงอาหารด้วยนำมัน ไม่มีเสื้อผ้าก็ใช้ป่าน ปอ ทุบแล้วลอก แช่นำ ตากแดด แล้วถักเป็นเครื่องนุ่งห่ม ยามเจ็บไข้ได้ป่วยก็รักษาด้วยยาสมุนไพรในท้องถิ่น เขาจึงมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อนมากนัก

ตัวผมเองเป็นคนสองยุค มานั่งคิดใคร่ครวญวิเคราะห์ดูสภาพปัญหา "ข้าวยาก หมากแพง" ทั้งสองยุค แล้วให้เกิดความวิตกไปว่า สถานการณ์ในยุคหน้าละจะเกิดอะไรขึ้น ก็คิดหาคำตอบอยู่ในใจด้วยการคาดการณ์ว่า ยุคหน้าอาจจะเรียกว่า "ข้าวยาก ยาแพง" เนื่องจากผู้คนจะล้มตายด้วยโรคระบาดและภัยทางธรรมชาติเป็นจำนวนมาก ขาดแรงงานทำไร่ ทำนา ข้าวจะขาดแคลน หยุกยาจะหายากและมีราคาแพงเพราะผลิตไม่ทัน ทั้งหมอและชาวบันจะล้มตายแบบที่เรียกว่า ไม่มีใครช่วยใครได้ จะเป็นในลักษณะตัวใครตัวมัน เท่าที่รู้คนต่างชาติ (ทางตะวันตก)เขาเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ไว้หมดแล้ว ทั้งไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ ภัยทางธรรมชาติ นี่แค่ไม่กี่ตัวอย่างเท่านั้น ได้ข่าวว่าเชื้อไวรัส EV ๗๑ ที่เป็นสาเหตุของโรคมือ เท้า ปาก ก็กำลังระบาดอยู่ในประเทศจีนและเวียตนาม ยังไม่นับรวมโรคเอ็ดส์ซึ่งป่านนี้ก็ยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ คนไทยติดเชื้อเอ็ดส์ร่วมล้านคน ไม่ทราบว่าจะมีโรคอะไรเกิดขึ้นมาอีกในอนาคต สำหรับเมืองไทยยังไม่ตระหนักและเตรียมความพร้อมเท่าที่ควร จึงไม่อยากจะคาดเดา เมื่อเวลานั้นมาถึง ประเทศของเราจะจัดการกันอย่างไร เพราะเราก็คงลับลาโลกนี้ไปแล้ว ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

อาจารย์เก