เมตตาคน
เมตตาโลก
ทุกคนได้มีเวลาไปเดินดูพิพิธภัณฑ์ของโรงพยาบาลพุทธฉือจี้ ไทเป ในนั้นมีมุมกาแฟ และของชำร่วยหลายๆอย่าง อาทิ ถุงเท้าสวมเดินในบ้านที่ส้นจะกรุหยาบกันลื่น ถุงผ้าใส่ของสำหรับเวลาไป shopping จะได้ไม่ต้องเพิ่มถุงพลาสติก หนังสือจำนวนมากทั้งภาษาจีน และภาษาอังกฤษ ร้านนี้มีขนาดใหญ่กว่าร้านที่อยู่ที่สถานีโทรทัศน์ต้าอ้ายเสียอีก กลุ่มพวกเราก็กรูเข้าไปหยิบชม และหยิบซื้อกันอย่างสนุกสนาน ที่น่าสนใจอีกก็มี set ตะเกียบ portable ที่สไลด์เป็นชิ้นเล็กๆใส่ปลอกพกพาสะดวกมาก ภรรยาผมติดใจซื้อมาหลายคู่เลยทีเดียว (กะให้ใช้ทั้งบ้าน) ทำด้วยโลหะ จึงเหมาะมากกับอากาศที่ ม.อ. ที่ร้อนชื้นจนเชื้อราสามารถขึ้นได้ทุกที่ รวมทั้งตะเกียบไม้ที่บ้าน เราซื้อกันเพลินเพลิน บางคนซื้อเสร็จ ก็ออกมาซ้อมเพลงภาษามือข้างนอกร้าน ข้างในก็ซื้อกันต่อไป จนคุณเมตตาและคุณส้มรออยู่ด้วยความกระวนกระวาย (เล็กน้อย) เพราะประเดี๋ยวต้องพาเราไปชมที่อื่นๆต่อ
วันนีเราได้ประเดิมอาหารเจตอนมื้อกลางวัน ณ แคนทีนของโรงพยาบาลนี่เอง ห้องอาหารอยู่ชั้น base กว้างขวาง เราได้นั่งในที่จำเพาะของอาสาสมัคร เป็นบุฟเฟ่อาหารเจที่หลากหลายมากๆ พวกเราถูกเตือนแล้วว่าอย่าตักเยอะ เพราะต้องกินให้หมดเกลี้ยง แต่ด้วยความสับสนทางภาษา บางคนก็ได้ถูกเติมข้าวให้ชามเบ่อเริ่ม บางคนแถมซุบอีกหนึ่งถ้วยใหญ่ เริ่มมีสีหน้าหนักใจ วันนี้ทุกคนได้ล้วงเอาถ้วยพลาสติกที่ได้รับแจกจากสถานีโทรทัศน์ต้าอ้ายมาใช้ทุกคน พากันไปเติมน้ำเปล่าบ้าง น้ำชาบ้าง พกใส่กระเป๋าสัมภาระของตนเอง
รายการถัดไปเป็นการไปชม "โรงงาน Recycle ฉือจี้"
โรงงาน Recycle
โรงงาน Recycle ของฉือจี้ นับเป็นหลักฐานสำคัญอย่างหนึ่งของวิสัยทัศน์ของท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหลียน ท่านมองเห็นว่าโลกใบนี้กำลังถูกกระทำอย่างไม่บันยะบันยัง สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย และทรัพยากรถูกเสพอย่างไม่มีอะไรทดแทน ท่านธรรมาจารย์จึงสอน และเน้นให้สานุศิษย์ของท่านมีความอ่อนโยน และเมตตา ไม่เพียงแต่ต่อผู้คน แต่ยังต่อสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเราทุกอย่างอีกด้วย
ตัวท่านธรรมาจารย์เอง จะสวมใส่เสื้อผ้าฝ้ายธรรมดาๆ และสวมรองเท้าผ้า แต่ท่านสามารถใช้รองเท้าคู่เก่านี้ได้เป็นเวลานับสิบปี เพราะท่านไปไหนมาไหน จะเดินด้วยความระมัดระวัง นิ่มนวล แผ่วเบา ครองสติอยู่ตลอดเวลา การอ่อนโยนต่อทุกที่ ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ท่านมีปฏิสัมพันธ์ด้วย เป็นการขยายรากพันธุ์แห่งความเมตตาครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง คน สิ่งของ นำ้ อากาศ ผืนแผ่นดิน
เมื่อท่านเจิ้นเหลียนมีดำริให้เริ่มมีโรงงาน recycle นั้น เป็นการเห็นว่าเราควรจะใช้ทรัพยากรของโลกให้เกิดประโยชน์ถึงที่สุด แต่แล้วปรากฏว่า เมื่อเรานำเอาขยะมาแยก เพื่อค้นหาว่ายังมีอะไรพอนำมาใช้ใหม่ได้อีก ก็พบว่าเราสามารถแยกขยะ และทำให้เกิดการสะสมของมีค่า มีราคา ไม่มากนัก แต่รวมๆกันได้เป็นมูลค่ามหาศาล กล่าวกันว่าค่าใช้จ่ายถึง 1 ใน 4 ของสถานีโทรทัศน์ต้าอ้ายนั้น มาจากรายได้ของการแยกขยะ นำไปใช้ต่อ ขายต่อ จากโรงงาน recycle เหล่านี้นี่เอง
โรงงาน recycle ตั้งอยู่ข้างถนนแห่งหนึ่งในกรุงไทเป และยังมีสาขาที่เมืองอีื่นๆอีกหลายเมือง พอเข้าไปก็เห็นมีแบ่งเป็น sections ต่างๆเป็นส่วนๆ มีแม้กระทั้งแปลงปลูกผัก ผลไม้ ที่นำมาบริโภคกันจริงๆสำหรับอาสาสมัคร เราเห็นอาสาสมัครนับสิบคน กำลังนั่งบ้าง ยืนบ้าง ทำงานของตนเองอยู่อย่างขะมักเขม้น พอเงยหน้ามาเห็นพวกเรา ก็มีีสีหน้ายิ้มแย้มเบิกบานให้ บ้างก็โบกมือให้อย่างอารมณ์ดี แล้วก็หันกลับไปทำงานต่อ
เนื่องจากเรามากันหลายคน ก็เลยแยกเป็นสองกล่่ม สภากาชาดไปทางหนึ่ง แล้วเราไปอีกทาง แล้วค่อยสลับกันอีกครั้ง
พวกเราได้ไปนั่งใน office ขนาดกระทัดรัด นั่งไปหมด 30 คนพอดิบพอดี ล้อมโต๊ะที่มีขนมทำเอง (อีกแล้ว) จัดวางเป็นชุดอย่างน่ารักน่าเอ็นดู (และน่าน้ำลายไหล... ดูจากสีหน้าบางคน) พวกเราก็เริ่มรินน้ำชาเสริฟให้กันและกัน คล้ายคนจีนเข้าไปทุกที สักพักอาสาสมัครฉือจี้ก็เดินเข้ามาทักทายปราศรัย บอกว่าเราเดินกันมาแต่เช้า บางคนอาจจะเมื่อยแล้ว เราลองทำอะไรยืดเส้นยืดสายกันหน่อยดีไหม เอ้า... ทุกคน ยืนขึ้นจ้า ยืนชิดติดเพื่อนเป็นแถวยาวต่อๆกันนะจ๊ะ ทุกคนทำตามอาสาสมัครน้่า...... แล้วก็เปิดเพลง
อาสาสมัครก็เริ่มหันซ้าย หันขวา แล้วก็หันหน้าไปทางทิศทางหนึ่ง เสร็จแล้วคนข้างหลังก็เริ่มนวดหลัง นวดคอคนข้างหน้า แล้วก็ทำต่อๆกันเป็นแถวไปเรื่อยๆ นวดเสร็จก็ทุบหลังจากบนลงล่างเบาๆตามจังหวะเพลง สักพักก็กลับหลังหัน เปลี่ยนข้าง จากคนนวดกลายเป็นคนถูกนวดบ้าง ถึงตอนนี้ทุกคนยิ้มแย้ม หัวเราะต่อกระซิกด้วยความสนุกสนานผ่อนคลาย
อาสาสมัครก็พาแม่บ้านมาสามคน ทั้งสามคนเดินเกาะกันเป็นพรวน ดูปุ๊บก็ทราบว่าเป็นแม่ลูกครอบครัวเดียวกัน เล่าว่าลูกสาวคนนี้ ตาบอดมาตั้งแต่เล็ก ทำอะไรไม่ได้ ต่อมาได้ยินเรื่องการแยกขยะเพื่อ recycle และหาเงินมาทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ก็เกิดความคิดว่าถึงแม้ตาจะบอด ก็น่าจะพอช่วยอะไรได้บ้าง ทำไปๆ ปรากฏว่าติดใจ ตอนนี้พี่สาวและคุณแม่ก็เลยตามมาทำ recycle ช่วยๆกันหมดบ้านเลยทีเดียว
ครอบครัวจิตเมตตา คนกลางคือลูกสาวที่ตาบอด คนริมขวาคือมารดาของเธอ
เธอเล่าให้ฟังว่าตอนนี้ชีวิตเธอมีความสุข เพราะเธอได้ทำอะไรที่มีความหมายเป็นพิเศษ มีความหมายเพราะโลกใบนี้ถูกดูแล และเธอมีส่วนในการทำสิ่งนั้น แถมตอนนี้ยังทำให้คนที่เธอรัก และรักเธอ มาร่วมกิจกรรมอันมีความหมายมากนี้ด้วยกันอีก ครอบครัวเธอจึงมีความสุขและมีความรักต่อกันและกันอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ดูจากสีหน้า ท่าทาง ท่ายืน ท่าพูดแล้ว แทบจะไม่ทราบว่าเธอเป็นคนพิการ และอายุมากขนาดนั้น ผิวพรรณาหน้าตายังเปล่งปลั่ง หลังตรง มีพลัง เปี่ยมไปด้วยเจตจำนง ทำให้เราอดมิได้ต้องหวนคิดว่า อะไร และอย่างไร ที่ทำให้เธอ ที่มีสภาพร่างกายแบบนี้ มีคุณภาพชีวิตตามความหมายของเธอแบบนี้ได้ และเราพอจะทำอะไรกับตัวเราบ้างได้หรือไม่?
พวกเราล้อมวงร้องเพลงรักกัน เราอยู่ในโลกใบเดียวกันอีกรอบหนึ่ง ภาษามือเพลงนี้ของกลุ่มเราเริ่มใช้ได้ และอยู่ตัวแล้ว
พวกเราอำลาครอบครัวสุดแสนน่ารักและเป็นแรงบันดาลใจนี้ไปดูที่ sections อื่นของโรงงานต่อ เราก็ได้พบเห็นอะไรที่น่าสนใจมากก็คือ ระบบการแยกขยะที่เห็นนี้ ไม่ได้ใช้เครื่องมือเครื่องไม้ที่หรูหราราคาแพงอะไรเลย เมื่อบวกกับแรงงานที่มาจากอาสาสมัครเป็นส่วนใหญ่ รายได้ของโรงงาน recycle นี้จึงสามารถถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
กลุ่มแรกเราเห็นแม่บ้านหลายคนนั่งล้อมกล่องกระดาษใส่ magazines จำนวนมาก หลายคนกำลังง่วนใช้กรรไกรตัดกระดาษทีละหน้าๆ พอสังเกตจึงเห็นว่าพวกเธอกำลังแยกส่วนกระดาษสี ออกจากกระดาษขาวดำ ส่วนกระดาษธรรมดาๆ ออกจากกระดาษเคลือบมัน เพราะว่ากระดาษแต่ละแบบนี้จะขายได้ราคาไม่เท่ากัน และเขาจะซื้อเป็นนำ้หนัก พวกเธอจึงมานั่งแยกหมวดแยกประเภทก่อนจะส่งไปขาย
เราย้ายที่เดินไปอีกมุมหนึ่ง ได้ยินเสียงกร๊อกๆแกร๊กๆ ดังเป็นระยะๆ ก็เห็นคุณป้าท่านนึง กำลังนั่งอยู่ท่ามกลางกองวิดีโอเทปคาสเซทจำนวนมาก ปรากฏว่าเธอกำลังแยกเอาน็อตที่ขันสกรูว์เทปพวกนี้ออกมานั่นเอง เพราะน็อกพวกนี้สามารถชั่งกิโลเป็นโลหะขายแยกได้ เรายืนมองดูเธอทำงานอย่างเพลินเพลิน และสังเกตเห็นความชำนาญของเธอในการชำแหละกล่องคาสเซทเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และน็อตตัวขนาดต่างๆค่อยๆหลุดออกมาจากกล่องลงไปอยู่ในที่เก็บอย่างรวดเร็ว
เอ๊ะ!! คุณป้าสองคนนี้หน้าตาคุ้นๆจังเลยนิ อ้าวที่แท้พี่เต้ กับพี่ติ๊ก อดรนทนไม่ไหว ฮึ มันจะยากสักแค่ไหนเชียว ชั้นต้องขอลองทำบ้างแล้ว (เผื่อตกงานที่ ม.อ. เหรอพี่ อิ อิ )
เราก็ฉวยโอกาสที่บางคนในทีมพูดจีนได้ (นิดๆหน่อยๆ เพราะเราใช้เวลา 4 วัน ในการพยายามสั่งเต้าฮวยเย็น วันแรกได้เต้าฮวยร้อน วันที่สองได้เต้าฮวย room-air คือไม่มีน้ำแข็งมากิน เลยไม่มีใครพยายามต่อ เพราะไม่แน่ใจว่าด้วยภาษาที่มีอยู่จะเกิดอะไรขึ้น) สัมภาษณ์อาสาสมัครเหล่านี้ สรุปได้ใจความสั้นๆก็คือ เมื่อคุณลุงคุณป้าเหล่านี้อยู่บ้าน ตอนกลางวันลูกหลานก็ไปทำงาน ไปเรียนหนังสือกันหมด ตัวเองก็จะแค่อยู่บ้านเฉยๆ ไม่มีงานทำ ครั้นจะไปเล่นบิงโก หรือเป็นแคชเชียร์ห้าง supermarket ก็ไม่ได้ ไปขายหมากเขาก็ไม่ให้ขายแล้ว (เรื่องนี้มีตำนาน....... อิ อิ) อยู่บ้านไม่ได้เป็นอะไรสักอย่าง แต่มาอยู่นี่ได้เป็นพระโพธิสัตว์!!
อา.... ขนาดนั้นเชียวเหรอป้า ขนาดนั้นน่ะสิหลาน เพราะทางมหายาน การจะเป็นพุทธมามกะนั้นไม่ยาก แค่ทำปวารณาตนจะดำเนินชีวิตประดุจดั่งพระโพธิสัตว์เท่าที่เราสามารถจะทำได้ (Bodhisattava Vow) เท่านั้น ชีวิตพระโพธิสัตว์คือการโปรดสัตว์ การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้ตกทุกข์ได้ยาก ให้มีกำลังใจ กำลังกายต่อไป ทำให้โลกใบนี้มีสันติสุขน่าอยู่ขึ้น ลุงกับป้ามานั่งอยู่ที่โรงงาน recycle นี้ ก็ทำให้โลกสะอาดขึ้น มีคนมีความสุขขึ้น ลูกหลานมีความภาคภูมิใจในตัวลุงตัวป้ามากขึ้น ครอบครัวสนิทสนมใกล้ชิดกันมากขึ้น แล้วคิดว่าลุงกับป้า ควรจะมาอยู่ที่โรงงานนี้หรือที่บ้านกันล่ะ??
เอ่อ... จริง (แล้วเรามาอยู่ที่นี่ทำไมล่ะหว่า? ฮึ)
การมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย ทำให้ผู้คนมีแรงบันดาลใจในการมีชีวิตอยู่
หากความหมายนั้นเป็นไปเพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง เวลาคนได้ตำแหน่งที่ตัวเองต้องการ ได้เงินครบอย่างที่ตั้งใจ ใช่เป็นความหมายหรือเปล่าหนอ
จำได้ถึงเรื่องเล่าที่พยาบาลใกล้เกษียณ คนหนึ่งบอกคำถามในวงพูดคุยเมื่อเราโยนคำถามลงไป "อะไรที่ทำให้เรากลับมามีพลังในการทำงานอีก หลังจากเรารู้สึกแย่และอยากลาออก"
"แววตาของคนที่ป้าได้รักษาพยาบาลเขาจนกลับบ้านได้ เห็นความสุขของครอบครัวเมื่อได้มารับคนของครอบครัวเขากลับ วันนั้นหัวใจพองโต ได้รู้ว่างานที่ตัวเองทำมีความหมายเพียงใด"
แม้ว่าเรารู้ว่างานที่เราทำมีความหมายต่อชีวิตเรา และ ผู้อื่นอย่างไร ไม่สำคัญว่างานนั้นจะเป็นอะไร นั่งแยกขยะข้างถนน ไขเอาน๊อตตัวเล็กตัวน้อยออกมา ยืนปั้มหัวใจคนไข้ในห้องฉุกเฉิน ยื่นมือพาใครสักคนข้ามถนน หยุดรถให้คนข้าม สอนนักเรียนในห้องแอร์ เขียนกระดานในห้องเรียนไม่มีฝาผนังบนยอดภู ขอเพียงแต่เราระลึกว่างานที่เราทำมีความหมายต่อชีวิตเราอย่างไร และเราทำเพื่ออะไร เราก็อาจบรรลุธรรมได้ โดยไม่ต้องติดพิธีกรรม และสถานที่แต่ประการใด กระมัง
คำถามที่สำคัญ อาจจะเป็น "ทำไม"
เราทำอะไรลงไปเพราะอะไร เพื่ออะไร สิ่งที่ทำมันมีความหมายอะไรต่อใครอย่างไร?
แต่ละวิถีนั้น มันเป็นกลางแต่แรกเริ่ม เราเองเป็นคนใส่ความหมาย ที่ความหมายเหล่านี้ ก็มาจากประสบการณ์เก่า ประสบการณ์ตรง "ของเรา" อีกนั่นแหละ
ถ้าเราไม่ยอมใช้ความคิดใคร่ครวญไตร่ตรอง เราก็จะรังแต่ขอหยิบยืม "คุณค่า" จากประสบการณ์ จากความหมายของใครก็ไม่รู้ เอามายึดเหนี่ยวโดยไม่ได้เข้าใจ ไม่ได้เข้าถึงอย่างแท้จริง ก็จะเหมือนพยายามหยิบฉวยแสงจันทร์ ก้อนเมฆ มาเก็บไว้ แท้จริงก็คือความว่างเปล่า
ความดีในตำราก็เหมือนแสงจันทร์ ก้อนเมฆ นั้นเอง ถ้าหากเราไม่ได้ "รู้สึก" จริงๆ มิใยที่จะป่าวประกาศ ถ่ายรูป หรืออัดเทปเอาไว้เท่าไรๆ ก็ไม่ได้เพิ่มความหมายที่แท้จริงออกมา