จะมีสักกี่คนที่เข้าใจถึงธรรมชาติของชีวิตเกษตรกร ที่ได้เลี้ยงดูลูกหลานได้เติบโตและมีหน้ามีตาอยู่ในวงการทำงานที่หลากหลายอาชีพ จนกระทั่งวันหนึ่งได้กลับไปสู่บ้านเกิดเพื่อสร้างและพัฒนาพื้นที่ของตนเองและสืบทอดอาชีพของบรรพบุรุษ
ตั้งแต่ดิฉันจำความได้ ตื่นเช้าขึ้นมาก็จะเห็นพ่อกับแม่แบกจอบไปทำคันนา พอสายหน่อยก็ไปรับเหมาทำงานนอกบ้าน และพอกลับมาตอนเย็นก็เข้าสวนไปดูต้นมะพร้าวว่า...จะเก็บลูกมะพร้าวได้หรือยัง? และดูต้นจากว่าจะตัดได้หรือยัง? พอช่วงหัวค่ำก็จะช่วยกันเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ด ทุกนาทีทุกชั่วโมงที่ผ่านไปจะเป็นเวลาที่มีคุณค่าของการหาเลี้ยงชีพให้กับครอบครัว เกือบจะทุกกิจกรรมที่พ่อและแม่ทำนั้นส่วนใหญ่จะต้องดึงลูก ๆ เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เช่น ถอนกล้า เก็บข้าว ขนเลียง นวดข้าว เลี้ยงหมู ขนมะพร้าว ตัดต้นจาก เย็บจาก และทำขนม สิ่งเหล่านี้จึงเป็นการปลูกฝังวิถีชีวิตของการหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว การสร้างอุปนิสัยของความขยันหมั่นเพียร การดำรงชีวิตที่ช่วยเหลือ
เอื้อเฟื้อต่อกัน ความรับผิดชอบที่มีต่อหน้าที่และการมอบหมายงานที่ได้รับ รู้จักการเก็บหอมรอมริบ และการหยัด
ความเป็นครอบครัวที่เกิดขึ้นมาจากการสร้างสายสัมพันธ์ของกิจกรรมภายในและภายนอกครอบครัว โดยให้สมาชิกในครอบครัวรับผิดชอบงานบ้านทุก ๆ คน ตัวอย่างเช่น พี่สาวคนโตหุงข้าวทำกับข้าว พี่สาวคนรองตักน้ำและล้างถ้วยล้างจาน พี่สาวคนที่สามกวาดบ้านถูบ้าน น้องสาวคนที่สี่ล้างห้องน้ำ ซึ่งงานแต่ละชิ้นของแต่ละคนที่ทำนั้นจะมีตารางมอบหมายงานที่ชัดเจนจากหัวหน้าครอบครัว ในแต่ละวัน ๆ ว่า... วันไหน...เวลาไหนใครจะทำอะไรบ้าง? ส่วนผลงานที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร? ก็จะมีคุณพ่อเป็นผู้ตรวจสอบงาน และมีคุณแม่เป็นผู้สอนงาน การอบรมบ่มนิสัยก็จะมีจากทุก ๆ คนที่เราเคารพและเชื่อฟังเรียงลำดับกันมา
ความเป็นอยู่ของครอบครัวเกษตรกรที่เลี้ยงดูลูก ๆ จึงมักจะพูดปลูกฝังอยู่เสมอว่า "ขยันเรียนไว้นะลูก...โตขึ้นจะได้เป็นเจ้าคนนายคน...จะได้ไม่ลำบากเหมือนพ่อแม่" ถ้าเมื่อใด ๆ ที่ลูก ๆ ขี้เกียจอ่านหนังสือหรือขี้เกียจเรียนหนังสือก็มักจะได้ยินคำพูดเสมอว่า "ถ้าเกียจคร้านหนังสือนะ...ก็จะต้องมาทำนาทำสวนเหนื่อยเหมือนพ่อกับแม่นะ" และมักจะหยิบยกตัวอย่างบ้านใกล้เรือนเคียงที่ลำบาก ๆ มาให้ลูก ๆ ได้ฟังและได้ยิน ซึ่งเป็น "กรณีตัวอย่างของจริง" ที่ได้เห็นและได้สัมผัส ก็จะทำให้เกิดความเชื่อและคล้อยตามเพื่อขยันเรียนหนังสือ
ในตอนพลบค่ำที่ทุกคนเสร็จภารกิจงานแล้วนั้น ก็มักจะไปรวมกันที่บ้านแม่แก่ (คุณยาย) ซึ่งมีเป้าหมายหลักก็คือ คุยกัน มีทั้งการเล่าเรื่องของตนเอง มีทั้งการเล่าเรื่องของคนอื่น และมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิด ซึ่งขึ้นอยู่กับประเด็นและหัวข้อสนทนาที่คนใดคนหนึ่งตั้งขึ้น สิ่งที่สัมผัสได้ของการพบปะกันก็คือ บรรยากาศของความอบอุ่นของคำว่า "บ้าน...ที่แท้จริง" ที่มีพ่อแม่ลูก ๆ และปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา และคนที่รู้จักมักคุ้น มาเจอกันเป็นประจำเกือบจะทุกค่ำคืนของเวลา ประมาณ 1 ทุ่มกว่า ๆ โดยจะมีอาหารหวานก็คือ "ขนม" ที่แม่ทำให้กินตอนหัวค่ำเกือบจะทุกวันมาให้กิน เช่น บัวลอย ขนมกริม ไข่หวาน แป้งกวน ข้าวเหนียวเปือก และน้ำกะทิทุเรียน เป็นต้น นอกจากนี้ ถ้าเป็นเทศกาลผลไม้ พวกเราก็จะได้กินผลไม้ตามฤดูกาล เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลำไย และละมุด เป็นต้น ที่สำคัญก็คือ ถ้าวันไหนแม่ทำขนมก็มักจะมีลูก ๆ เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำ เช่น ปั้นแป้งบัวลอย โม่แป้ง จับที่ลอดขนมกริม และขูดมะพร้าว เป็นต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับใบสั่งงานที่แม่ให้ทำ เช่น ไปขูดมะพร้าว ติดไฟถ่าน และไปถามบ้านแม่แก่ว่า "จะกินไข่เป็ดหรือไข่ไก่" (ในกรณีทีทำไข่หวาน หรือบัวลอย เป็นต้น" เมื่อถึงเทศกาลต่าง ๆ เช่น ปีใหม่ไทย รับและส่งตายาย วันพระ เข้าพรรษาและออกพรรษา และวันสงกรานต์ เป็นต้น พ่อกับแม่ก็จะมีกิจกรรมที่ให้ลูก ๆ ทำ เช่น
ทำขนมเข่ง เผาข้าวหลาม ทำพุ่ม และ ไปทำบุญที่วัด เป็นต้น บางครั้งหรือในช่วงหน้าร้อนก็จะทำลอดช่องไทยให้กิน เพราะกินแล้วชื่นใจดี หรือไม่ก็วนขนมศิลาอ่อนให้กิน เพราะว่า "อยากจะกินอะไรหวาน ๆ มันชื่นใจดี" สิ่งเหล่านี้จึงเป็นการปลูกฝังที่ซึมซับสู่ความนึกคิด ลักษะนิสัย และการปฏิบัติ ที่เกิดขึ้นกับลูก ๆ ที่สืบทอดต่อกันมาของแต่ละครอบครัว ซึ่งเป็นเหมือนกับการก่อร่างและสร้างฐานรากของความมั่นคงให้กับชีวิตครอบครัว
ความสัมพันธ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันตามแนวทางและสภาพแวดล้อมของเหตุการณ์ที่เป็นวิถีชีวิตของคนชนบทที่มักจะถูกเรียกว่า คนบ้านนอก...ที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นลูกหลานเกษตรกร ความหวังของพ่อแม่ที่เหนื่อยยากเพื่อสร้างครอบครัวและส่งลูกให้เรียนหนังสือ วันหนึ่งได้เติบโตและมีหน้ามีตามีหน้าที่การงานอยู่ในวงการต่าง ๆ ได้มารับใช้และพัฒนาบ้านเมือง เช่น เป็นครูสอนหนังสือ เป็นผู้ดูแลเด็กและเยาวชน และเป็นผู้ดูแลเกษตรกร จึงเป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่และลูก ๆ ที่มีให้ต่อกัน ความผูกพันของภาระและหน้าที่ และการสอนสั่งถูกปลูกฝังลงสู่คุณงามความดีของการปฏิบัติตนที่กระทำและเกิดขึ้นอยู่ในใจตลอดเวลา.
ชื่นชมในความสามารถ และวิธีคิดต่าง ในวิถีชีวิตกับธรรมชาติ ผมก้อเป็นคนต่างจังหวัดเหมือน ชึ่งมีชีวิตที่ไม่แตกต่าง ผมได้อ่านบทความแล้ว มันทำให้หวนคิดถึงความทรงจำที่ฝังใจ เวลาหลับตาลงทีใด นึกถึงภาพเก่าๆ ขอบคุณมากที่ฝากบทความไว้ให้เตือนความทรงจำ
*พิสิฐชัย*