เมื่อประมาณเดือนเมษายนที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานที่ประเทศไต้หวันนั้น การไปศึกษาในครั้งนี้มันคุ้มค่ามากสำหรับการไปศึกษาดูงาน วันแรกที่ดิฉันได้ไปเหยียบพื้นดินของประเทศไต้หวันนั้น อากาศประเทศไต้หวันดีมาก อุณหภูมิก็ประมาณ 18 องศา ซึ่งถือว่าเป็นอากาศที่หนาวมาก วันแรกของการไปศึกษาดูงานผู้นำทัวร์พาไปดูสถานที่รีไซเคิล ดิฉันทึ่งมากว่ามูลนิธินี้สามารถแยกขยะที่ไม่ได้ใช้แล้วนำมารีไซเคิลให้สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก ในการแยกชิ้นส่วนแต่ละอย่างพวกเขาจะแยกละเอียดมาก เพราะสิ่งของบางอย่างสามารถนำไปรีไซเคิลได้หลายอย่าง สิ่งที่ประทับใจคนในมูลนิธินั้น พวกเขาจะต้อนรับด้วยการยิ้มแย้มเต็มใจที่จะให้บริการ ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่ใช่คนต่างชาติที่ไปประเทศเขากลับรู้สึกว่าเป็นคนในประเทศนั้นจริงๆ และดิฉันประทับใจมากว่าในโลกนี้นั้นยังมีผู้ใจบุญที่ทุ่มเทที่จะช่วยผู้คนที่ยากไร้โดยไม่หวังผู้ตอบแทน นั้นก็คือมูลนิธีฉือจี้ ซึ่งมูลนิธินี้ได้ตั้งขึ้นเพื่อที่จะช่วยเหลือผู้ทุกข์ได้ยาก ซึ่งก่อตั้งโดยพระภิษุณีท่านหนึ่ง ได้ริเริ่ม ก็ตั้งโรงพยาบาลที่จะช่วยเหลือคนโดยไม่แบ่งชั้นวรรณะ เพราะถือว่าทุกคนถือว่าเป็นมนุษย์เหมือนกัน สร้างมหาวิทยาลัยแพทย์ฉือจี้สอนนักศึกษาแพทย์ที่ตั้งใจและยึดมั่นที่จะเป็นแพทย์พร้อมที่จะช่วยเหลือคนเปรียบเสมือนเป็นคนในครอบครัวตนเอง โดยทำงานเพื่อช่วยเหลือมนุษย์โลก และมูลนิธินี้ยังได้ไปช่วยเหลือไปแล้วหลายประเทศทั่วโลกที่ตกทุกข์ได้ยาก ไม่วาจะเป็นการเกิดภัยจากธรรมชาติต่างๆ น่าจะประมาณ 150 ประเทศ และการช่วยเหลือนั้นแต่ละครั้งนั้นมูลนิธิได้ไปช่วยเหลือประเทศไทยด้วย เมื่อตนเกิดภัยพิบัติ “สินามิ” ทางมูลนิธิได้นำสิ่งของมาบริจาค ทุนทรัพย์ และยารักษาโรค ซึ่งทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างมากว่าขนาดมูลนิธิฉือจี้เป็นคนต่างชาติ(ไต้หวัน) ก็ยังข้ามน้ำข้ามทะเลมาช่วยเหลือคนไทย แม้คนไทยบางกลุ่มยังไม่ช่วยเหลือคนได้ด้วยกันเลยหวังแต่ผลประโยชน์ส่วนตน การไปศึกษาดูงานในครั้งนี้ข้าพเจ้าได้ประโยชน์และได้เรียนรู้สิ่งต่างๆเป็นจำนวนมาก และดิฉันตั้งปณิธาณว่าจะนำความรู้ที่ได้ในครั้งนี้นำมาใช้กับตนเองให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ชีวิตมีความสุข
มีสิ่งใหม่ๆให้ค้นหา
ครึ่งหนึ่งในชีวิต
ตามมาทักทายและยินดีต้อนรับมาบอกว่า อาจารย์ลูกหว้าสอนใช่ไหม ฮ่าๆๆ