มาจับเท็จเครื่องจับเท็จกันดีไหม?
……………
มีคดีอาญาหลายคดีครับ ที่พนักงานสอบสวนออกมาให้ข่าวในทำนองว่า กำลังรวบรวมพยานหลักฐานในคดีอยู่ และหนึ่งในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานคือการเอาตัวผู้ต้องหา“เข้าเครื่องจับเท็จ”
ครั้งหนึ่ง สื่อมวลชนรายงานว่า พนักงานสอบสวนได้เอาตัวผู้ต้องหาในคดีการเสียชีวิตของนายสุนทร ฤทธิภักดี รองผู้ว่าราชารจังหวัดปัตตานีไป “เข้าเครื่องจับเท็จ”โดยผู้ต้องหายินยอมให้ตรวจสอบด้วยเครื่องวิเศษดังกล่าว
ขอย้ำนะครับว่า โดยผู้ต้องหายินยอมเข้าเครื่องจับเท็จด้วย เพราะหากเขาไม่ยอมเข้าเครื่องวิเศษดังที่ว่ามา กฎหมายยังไม่อนุญาตให้เอาผู้ตัวต้องหา “ยัดเข้าเครื่อง”ที่ว่านั้นได้
แต่ในกรณีที่ผู้ต้องหายอมเข้าเครื่องจับเท็จ ก็ใช่ว่าจะชี้ขาวชี้ดำได้นะครับ
สงสัยกันบ้างหรือไม่ว่า เจ้าเครื่องมืออันวิเศษที่จับเท็จ จับโกหกใครได้ มันมีกลไกการทำงานอย่างไร? และสามารถวัดหาค่าความความเท็จได้มากน้อยแค่ไหน?
แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น ในทางคดี สามารถนำเอาผลที่ประเมินได้มาสืบพิสูจน์สนับสนุนข้อกล่าวหาของโจทก์ ให้ศาลปราศจากข้อสงสัย และฟังลงโทษจำเลยในคดีได้หรือไม่ เพียงใด?
เครื่องจับเท็จ มิใช่เครื่อง “ชั่ง ตวง วัด” ที่มีหน่วยอันแน่นอน คงบอกได้เพียง ค่าความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ หรือภาวะร่างกายและจิตใจที่ไม่ปกติของผู้ต้องหาที่เข้าเครื่องจับเท็จอะไรทำนองนั้น เพราะฉะนั้น “ผู้ร้ายตัวจริง”อาจมีจิตใจที่เข้มแข็ง มีสมาธิดี และตื่นตระหนกน้อยกว่า “แพะ” ก็ได้ใครจะไปรู้
ตัวจริงเสียงจริงไม่ค่อยตื่นเวทีหรอกครับ แต่ประเภทที่อยู่ดีๆมาถูกใส่ร้ายป้ายสีนะซิครับ สั่นเป็นเจ้าเข้า มีบ่อยๆ และมีมากเสียด้วยครับ
แล้วจะเอาผู้ต้องหาเข้าเครื่องจับเท็จไปทำไมกัน?
ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตว่า ก็เพราะพนักงานสอบสวนไม่อาจหาประจักษ์พยาน รวมทั้งไม่อาจรวบรวมพยานหลักฐานอื่นๆที่ดีได้มากไปกว่านี้นะซิครับ จึงมุ่งพิสูจน์ด้วยวิธีการดังกล่าว ขอให้สำนวนมีเหตุมีผลและปิดคดีได้ แม้น้ำหนักของพยานหลักฐานเช่นนี้จะเบาหวิว แต่ดีกว่าไม่มีอะไรเอาเสียเลย
การจับผู้ต้องหา และขอร้องให้ “เข้าเครื่องจับเท็จ” อย่างในกรณีคดีที่อ้างถึงข้างต้น เมื่อเครื่องจับเท็จประเมินผลว่า ผู้ต้องหามีภาวะหัวใจเต้นแรง ความดันเลือดสูง ตื่นตระหนก ฯลฯ หรือเหตุผลใดๆก็ตามที่ทำให้น่าเชื่อ น่าสงสัยว่าผู้เข้าเครื่องจับเท็จเป็นผู้กระทำผิด จึงพอมีทางสรุปสำนวนสั่งฟ้องได้
อย่างไรก็ตาม การเอาผู้ต้องหาเข้าเครื่องจับเท็จ และสรุปความเห็นทางคดีในลักษณะดังกล่าว ยังพอมีเหตุมีผลอยู่บ้าง ส่วนน้ำหนักและมาตรฐานของพยานหลักฐาน โยนไปเป็นภาระหน้าที่ของพนักงานอัยการและศาล
ก็ยังดีกว่าอีกคดีหนึ่งครับ
คดีนั้น คนร้ายทิ้งรองเท้าไว้ในที่เกิดเหตุ หนึ่งเดือนต่อมาจึงไปจับกุมผู้ต้องหามาได้ พนักงานสอบสวนให้ผู้ต้องหาทดลองสวมรองเท้าของกลางดู ผลปรากฏว่าสวมได้พอดี จึงสั่งฟ้องผู้ต้องหาไป
ช่วยไม่ได้จริงๆครับ เสือกเกิดมามีเท้าขนาดเดียวกับโจร !
ได้ความรู้ครับ..ขอบคุณครับ
รายการเก็บตก ช่อง 3 เมื่อคืนวานนี้ 2 ทุ่มครึ่ง ข่าวตำรวจบ้านผมใช้เครื่องมือทันสมัยตรวจยาเสพติด เชื่อว่า มีแล้วนำรถที่บรรทุกกระหล่ำไปโรงพัก ช่วยกันรื้อกระำำำหล่ำทั้งลำราคากว่า 7 หมื่นจากรถ เพราะาเชื่อเครื่องนั่นแหละแต่ไม่มียาเสพติด ตามข่าวตำรวจช่วยจ่ายจ่ายเสียหาย 4 หมื่นให้เจ้าของรถ เห้นแล้วน่าเห็นใจทั้งเจ้าของกระหล่ำ และตำรวจ สภ.อ.เมืองน่าน ไม่น่าเชื่อเครื่องมือนี้เลย เท่าที่ีรู้คืนนั้นเครื่องเกเรทำตำรวจขายหน้า 2 ครั้ง เป็นพ่อค้าเครื่องเฟอร์นิเจอร์ ดีที่รายหลังไม่ใช่ของเสีย จึงไม่ต้องจ่ายเงินก็ได้แต่ขออภัยในความไม่สะดวก เลยเป็นข่าวในรายการเก็บตก เธแาะตำรวจน่านใช้เครื่องจับยาเสพติดในกระหล่ำกลับไม่มี แบบนี้เอาผิดกับผู้ผลิตได้ไหม่ครับ?
สวัสดีครับ
สวัสดีครับพี่
คดีหลังยังกะตามหาซิลเดอเรลล่าก็ไม่ปานนะครับ มันเรื่องจริงหรือครับนี่ ให้สุนัขดมกลิ่นยังน่าเชื่อกว่านะครับ เอศาลจะเชื่อวิธีนี้หรือเปล่าครับ
ตอบคุณสุมิตรชัย ฯ
เป็นเรื่องจริงครับ คดีนั้นผมเปฌ้นทนายความด้วย พนักงานสอบสวนมาเบิกความ ผมขำเกือบหัวเราะก๊ากต่อหน้าศาล
เบิกความในทำนองว่า " เมื่อให้จำเลยทดลองสวมรองเท้าของกลาง เท้าจำเลยมีขนาดพอดีกับรองเท้าของกลาง " แต่ก็มีพยานแวดล้อมอื่นๆด้วยนะครับ อย่างไรก็ตามศาลยกฟ้องครับ