จำได้ว่า ผมได้เขียนบันทึกเรื่องราวหนังสือรักเล่มหนึ่ง คือ "ค้นหาตัวเอง" ของ รศ.ดร.นวลศิริ เปาโรหิตย์ เอาไว้ที่บันทึก "ค้นหาตัวเอง" ของ รศ.ดร.นวลศิริ เปาโรหิตย์ เป็นหนังสือที่ผมรักเล่มหนึ่ง
และมีตัวอย่างข้อเขียนที่บันทึก...
- ความชุ่มชื้นของหัวใจที่มอบให้ผู้อื่น .. (ค้นหาตัวเอง)
- มิตรภาพที่เกิดจากการมอง การได้ยิน .. (ค้นหาตัวเอง)
- อย่าเอาตัวเองมาแบ่งแยกความเป็นมนุษย์ของคนอื่น .. (ค้นหาตัวเอง)
ทำให้มีกัลยาณมิตรหลายท่านที่ได้อ่านย้อนหลังกลับมา รู้สึกสนใจหนังสือเล่มนี้ ได้ตามหาที่ร้านหนังสือหลายแห่งก็พบว่า หมด
ตามประวัติหนังสือเล่มนี้ เปลี่ยนสำนักพิมพ์ไปเรื่อย ๆ ทำให้หน้าปกไม่คงที่ ล่าสุดที่ผมเคยเจออยู่สำนักพิมพ์ 108 สุดยอดไอเดีย ครับ ถ้าจำไม่ผิดเล่มละ 109 - 139 บาท ครับ ข่าวล่าสุดเห็นว่า พบที่ซีเอ็ดยูเคชั่น แต่ตัวหนังสือหมด ต้องสั่งซื้อจากสำนักพิมพ์ ครับ
ในระหว่างการรอ ผมจึงขอนำข้อเขียนของหนังสือ "ค้นหาตัวเอง" หรือ "ค้นหา" มาให้ลองอ่านเป็นน้ำจิ้มดูนะครับ เผื่อจะค้นหาตัวเองพบ ก่อนหนังสือมา ครับ อิ อิ
๑.
หากฉันต้องเลือกระหว่าง
ความเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต
และคนธรรมดาสามัญสักคน
ที่มีความสามารถที่จะเข้าใจในเพื่อนมนุษย์
ฉันคงเลือกที่จะเป็นคนเข้าใจคน
มากกว่าการเป็นคนรอบรู้
ไม่ว่าเธอจะถามฉันกี่ครั้งก็ตาม
๒.
กาลเวลาผ่านไป ผ่านไป ผ่านไป
แต่ฉันแทบไม่รู้จักเธอเพิ่มขึ้น
คล้อยไปตามกาลเวลาเลยแม้แต่น้อย
ฉันปรารถนาที่จะเข้าไปรู้จักโลกของเธอให้มากขึ้น
แต่เธอก็ไม่เปิดโอกาส
มันทำให้ฉันนึกถึงตัวไหม
ที่ชักใยล้อมกรอบตัวเอง
รอบแล้ว รอบเล่า
ปิดกั้นตัวเองออกจากโลกภายนอก
อยู่ภายในโลกแคบ ๆ เงียบ ๆ
แล้วเธอจะมีโอกาสเป็นผีเสื้อแสนสวยได้อย่างไรหนอ
ถ้าเธอไม่ยอมเจาะเกราะออกมา
สัมผัสกับโลกกว้างอันสดใสภายนอก ?
๓.
เพียงสายตาที่เราได้สบกันแวบหนึ่ง
ช่างมีอานุภาพ ก่อให้เกิดความอุ่นซ่าน
ขึ้นมาในความรู้สึกฉัน จนสามารถหลอมละลาย
ความรู้สึกดั่งเดิมออกจนหมดสิ้น
ทั้งที่ฉันได้ปกป้องมันอย่างแน่นหนา
ดุจมือที่กำไว้แน่น ด้วยความกลัว
ด้วยความหวาดระแวง
แต่เธอสามารถ
คลี่มันออกทีละนิ้ว ทีละนิ้ว
ด้วยความรักและกำลังใจ
ฉันจึงกล้าที่จะงอกงาม เบ่งบาน
ขยายกลับ ดุจดังดอกไม้ในยามรุ่งอรุณ
๔.
เธอบอกฉันว่า เธอสิ้นหวังที่จะช่วยเขาแล้ว
ไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามต่อไป
เขาช่างเป็นบุคคลที่มีปัญหา
และมีพฤติกรรมที่ล้วนแล้วแต่
ไม่น่าอภัย
ฉันอยากจะบอกเธอว่า
อย่ายอมแพ้หรือสิ้นหวังในมนุษย์คนใด
ใครเล่าจะบอกได้ว่า
ต้นไม้ที่ยืนตายซากอยู่นั้น
อาจกลับให้ดอกผลในปีถัดไป
การกระทำที่ผิดพลาดไป แม้เปลี่ยนไม่ได้ก็ตาม
แต่สำหรับตัวบุคคลแล้วเปลี่ยนได้เสมอ
๕.
ทุกวันนี้คนเรามักคิดอะไรกันง่าย ๆ
นำคนออกจากสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ
แต่ไม่ยักคิดที่จะ
นำสิ่งที่เป็นพิษออกจากตัวคน
เพราะตราบใดที่คนยังมีพิษ
เขาก็จะให้พิษแก่ทุกสิ่งที่เขาเกี่ยวข้อง
เรามักชอบเปลี่ยนคนจากภายนอก
มากกว่าพยายามเปลี่ยนจากภายใน
๖.
เธอชอบเปรียบฉันเป็นศิลาแข็ง
ปราศจากความรู้สึก
แต่เธอไม่รู้หรอกว่า
จริง ๆ แล้ว ฉันต้องการความรัก
ความเอื้ออาทรอันอบอุ่น ดุจเดียวกับเธอ
และผู้คนทั่ว ๆ ไป
ทั้ง ๆ ที่ฉันต้องการสร้างสะพาน
ทอดรับสิ่งเหล่านั้น
ฉันกลับสร้างกำแพงขวางกั้น
กันผู้คนออกไปไกลห่างจากตัวฉัน
ฉันกลัว ฉันอ่อนแอเธอรู้ไหม
ฉันกลัวที่จะรัก เพราะการรัก ย่อมหมายถึง
การเสี่ยงที่จะผิดหวัง เจ็บปวด
ฉันอ่อนแอเกินกว่าที่จะรับความรู้สึกเหล่านั้นได้
จริง ๆ แล้ว เธอเห็นไหมว่า ฉันไม่ใช่หินผาหน้าไม้แต่อย่างไร
ฉันเป็นเพียงหญ้าปล้อง
ที่ใช้เปลือกแข็งภายนอก
ห่อหุ้มความอ่อนแอเปราะบางเอาไว้ภายใน
แต่เพียงผู้เดียวต่างหาก
๗.
เธอเคยเห็นคนที่ชอบใช้อำนาจบ้างไหม ?
คนที่ชอบกล่าวโทษ ตำหนิติเตียนผู้อื่นอยู่เสมอ
บังคับให้ผู้อื่นยอมสยบลงแก่เขา
เธอเชื่อไหมว่าลึกลึกลงไปแล้ว
เขามิได้มีอำนาจจริงอย่างที่เขาแสดงออกมาเลย
เขาเป็นบุคคลที่น่าสงสารอย่างยิ่ง
ภายในเขามีแต่ความหวาดระแวง
อ่อนแอและน่าชัง
การใช้อำนาจเป็นวิธีการที่เขาใช้ในการปกป้องตนเอง
ทำให้ดูประหนึ่งว่า เขาเป็นผู้กล้าหาญ เก่งกาจ
แต่เขาไม่รู้หรอกว่า
เขาไม่อาจสร้างสัมพันธ์ที่ดีงามกับผู้อื่น
ด้วยการใช้อำนาจได้เลย
๘.
เธอบอกฉันว่า
เธอต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ
เพื่อหาเงินทอง
มาซื้อสิ่งที่จำเป็นของชีวิต
ฉันฟังแล้วก็ได้แต่สลดใจ
ที่เธอต้องทำงานหนักแทบตาย
เพราะไม่รู้จักแยกแยะระหว่าง
ความจำเป็นแท้กับความจำเป็นเทียมของชีวิตได้
๙.
ถ้าฉันจะทำอะไร ก็เป็นเพราะฉันอยากทำ
มิใช่ทำเพื่อต้องการให้ผู้อื่นประทับใจ
ฉันไม่ต้องการเป็น "คนดี" เพื่อให้ใคร ๆ ชมเชย
ถ้าฉันทำดี เป็นเพราะฉันต้องการทำสิ่งนั้น
ฉันไม่ต้องการทำงานเพื่อเงิน
ฉันต้องการทำงานเพราะฉันพอใจจะทำ
ฉันไม่ต้องการมีชีวิตอยู่เพื่อใคร หรือเพื่ออะไร
ฉันต้องการมีชีวิตอยู่เพราะฉันอยากมีชีวิตอยู่
ฉันไม่โทษผู้อื่น ไม่โทษสิ่งแวดล้อม
ว่าทำให้ฉันเป็นบุคคลอย่างที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้
ฉันเป็นคนอย่างนี้ เพราะฉันเลือกที่จะเป็นฉันเอง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันเป็นอยู่ ที่ฉันกำลังทำอยู่ทุกวันนี้
ฉันขอบอกว่า นี่เป็นการเลือกทางชีวิตที่ฉันกำหนด
๑๐.
เธอชอบบอกว่า
ชีวิตเธอขาดฉันไม่ได้ หรือไม่ก็
ฉันเป็นผู้ทำให้ชีวิตเธอมีความหมาย มีชีวิตชีวา
แทนที่จะดีใจ ฉันกลับรู้สึกอึดอัด รันทดท้อ
เธอกำลังให้อำนาจอันยิ่งใหญ่แก่ฉัน
อำนาจที่ฉันไม่ปรารถนา
อำนาจที่ผลักดันให้ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตเธอ
ซึ่งเธอเองต่างหากผู้ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งนั้น
อำนาจที่ทำให้ความสัมพันธ์ของเราเสื่อมถอยลง
ฝ่ายหนึ่งถูกอุปโลกน์ให้อยู่เหนืออีกฝ่ายหนึ่ง
ความสมดุลของเธอและฉันจะเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน
ผมขอยกตัวอย่างข้อเขียนจากหนังสือเล่มนี้ เพียง 10 ข้อเขียนนะครับ ผมว่า แค่นี้คงมีหลายข้อเขียนที่แทงใจคนอ่านหลายคนหลายข้อเขียนแล้วล่ะ
อย่างแทงใจผมมาก ๆ ก็ต้องข้อเขียนที่ 10 ... ผมเคยประสบเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว และก็ทุกข์มาก ๆ จนผ่านไป กรรมเก่าจากเรื่องนี้ก็ยังย้อนกลับมาโจมตีผม ให้ผมต้องมานั่งแก้ปัญหาจนถึงปัจจุบัน
ผมเชื่อว่า กัลยาณมิตรที่อ่าน 10 ข้อเขียนนี้ คงได้ "ค้นหา" และได้ "ค้นพบตัวเอง" ในบางเรื่องบางราวของชีวิตตัวเองบ้างนะครับ
หวังเห็นถึงประโยชน์ที่มีต่อกัลยาณมิตรทุกท่านที่เข้ามาอ่านครับ
บุญรักษา ทุกท่านครับ
สวัสดีค่ะ...
กะปุ๋มตามมาเพราะนี่คือ ล่องรอยของครูผู้สอนกะปุ๋ม...สมัยเรียน ป.เอกจิตวิทยาให้คำปรึกษา...
อาจารย์นวลศิริ..คือ ต้นแบบของความงดงามและการแสวงหาความจริงแห่งธรรมชาติ...
ขอบคุณค่ะ
กะปุ๋ม
สวัสดีครับ ท่านอาจารย์
อ่านแล้วประทับใจและได้ข้อคิดดีมากครับ ผมชอบสองบทนี้มากครับ
๗.
เธอเคยเห็นคนที่ชอบใช้อำนาจบ้างไหม ?
คนที่ชอบกล่าวโทษ ตำหนิติเตียนผู้อื่นอยู่เสมอ
และ
๙.
ถ้าฉันจะทำอะไร ก็เป็นเพราะฉันอยากทำ
มิใช่ทำเพื่อต้องการให้ผู้อื่นประทับใจ
ขอขอบคุณสำหรับสาระดีๆ และ หนังสือที่มีประโยชน์ครับ
สวัสดีครับ ดร.Ka-Poom :)
บุญรักษา ครับ
สวัสดีครับ ท่าน ผอ.วิชชา small man :)
บุญรักษา ครับ
พี่วสวัต ขา
หนู ช๊อบ ชอบ ขอบคุณค่ะ ครั้งหนึ่งเมื่อยังเยาว์กว่านี้เกือบ 10 ปี อ๋อได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งของ รศ.ดร.นวลศิริ เปาโรหิตย์ ชอบมากถึงขนาดตามหาเบอร์โทรของอาจารย์ แต่พอได้มาก็ไม่ได้โทรหรอกนะคะ เลือกคุยและทำความเข้าใจจากภายในของตนเองแทนก็ใครจะมารู้จักตัวเราเท่าตัวเองหล่ะค่ะ
หนังสือและข้อคิดดีๆเป็นเครื่องมือที่เราต้องเลือกนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับตนเองค่ะ หนังสือดีๆทำหน้าที่คล้ายกระจกเงาช่วยสะท้อนให้มองเห็นภาพของตนเองได้ชัดเจนขึ้น แต่นั่นแหละค่ะ ภาพสะท้อนที่เราเห็นผ่านกระจกนั้น ก็คือภาพของเราเอง
ขอบคุณค่ะ แถวนี้มีมาตะนอยป่าวคะ หนูกลั๊ว กลัว อ่ะค่ะ คิกๆๆๆ
โอ้ ว้าว !!! มีหมอหวาน อ๋อทิงนองนอย อยู่แถวนี้ด้วย
พี่ก็ช๊อบ ชอบ ครับ ... เล่มเนี่ย อ่านแล้วต้องมองย้อนกลับมาหาตัวเองก่อน เรียกว่า รู้จักตัวเอง ด้วยหนังสือนี่แหละครับ
ชอบที่หนูเขียนเล่าให้ฟังด้วยนะ วัยใกล้กันไง อิ อิ
บุญรักษา ครับ
พี่เข้าผิดแล้วค่ะ หนูเด็กกว่าพี่ตั้งหลายพี่ค่ะ อ๋อเป็นสาว 3333 ปี เชียวนะ โฮ๊ะๆๆๆๆ
อยากให้เจ้าของหนังสือได้มาอ่านบันทึกของอาจารย์นะคะ :)
ตกลงครูเอหาซื้อที่เชียงใหม่ได้มั้ยเอ่ย
พี่ ขา พี่ หนูจะบอกว่าพี่เข้าใจผิด อ่ะค่ะ เอ๊หรือจะแก่ไปด้วยเนี่ย
แย่จังมาเนี่ยมบ่อยต้องแก่ตามพี่วสวัตแน่เรย ระวังเน้อพี่เเจ๋วเน้อ หุ หุ
แม้สาว 3333 ปี ไม่ยอมรับแฮะ หุ หุ
ขอบคุณครับ พี่แจ๋ว jaewjingjing
ครูเอเหมือนจะสั่งซื้อไว้นะครับ แต่ได้หรือยังไม่ทราบครับ :)
ขอบจายยยน้องหมอ อ๋อทิงนองนอย :)
เดินตามหนังสือเข้ามา
อาจารย์เอาบทความมาล่อกันอีกแล้ว ทำให้อยากอ่านต่ออีกค่ะ
แล้วในหนังสือ จะมีภาพสวยๆไหมค่ะ
ถ้าไม่มีเดี๋ยวหาคนสวย คนน่ารัก มาเป็นนางแบบให้ อิอิ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ คุณ ครูเอ :)
ขอบคุณครับ :)
เล่มนี้..จำได้ว่าซื้อมานานมากกกค่ะ....ชื่นชมผู้แต่ง..แต่งได้เข้าใจความรู้สึกดีจัง..รู้สึกดีทุกครั้งที่หยิบมาอ่าน..
พอได้ยินชื่อหนังสือนี้.เลยต้องเข้ามา..ชื่นชม..เผื่อคนเขียนมาอ่านเห็นจะได้ชื่นใจนะคะ..
---------------
"....อาจารย์wasawat สบายดีนะคะ ^ ^"
สวัสดีค่ะ อาจารย์ Wasawat Deemarn
สวัสดีครับ คุณครูแอ๊ว :)
บุญรักษา ครับ :)
สวัสดีครับ อาจารย์ Jeed ครูแก้วตา อาณาจักร์ :)
บุญรักษา ครับ :)
ฝนตกข้างหน้าต่าง อิอิ
ฝนตกข้างหน้าต่าง ดีกว่า ตกตรงลูกกะตา นะครับ ครูเอ :)