เมื่อโกรธ ให้เดินถอยหลังออกมา แล้วมองกลับเข้าไป ทำความเข้าใจสภาวะแห่งความโกรธ เมื่อเข้าใจ ก็จงปล่อยวางความโกรธนั้นไว้ แล้วจึงค่อยเดินกลับที่เดิม

 

เมื่อมาสู่โลกนี้

ทุกคนต้องเจอเรื่องน่าโกรธ

แต่ไม่ทุกคนที่อยากโกรธ

ไม่ทุกคนที่หวงความโกรธ

นั่นเพราะแต่ละคนเห็นความโกรธต่างกัน

บางคนเห็นความโกรธเป็นธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

บางคนเห็นความโกรธเสริมความน่าครั่นคร้ามของตน

บางคนเห็นความโกรธเป็นวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาได้

ขณะที่บางคนเห็นความโกรธเป็นไฟเผาตัวต้องรีบดับ

 

โกรธไม่เป็นไร

แต่อย่าเกลียดก็แล้วกัน

เพราะโกรธนั้นทุกข์เดี๋ยวเดียว

แต่ถึงขั้นเกลียดจะต้องทุกข์ยืดเยื้อ

และอาจยาวนานกว่าที่คิด

 

เกลียดไม่เป็นไร

แต่อย่าอาฆาตก็แล้วกัน

เพราะเกลียดนั้นทุกข์อยู่คนเดียว

แต่ถึงขั้นอาฆาตจะเป็นทุกข์หลายคน

และอาจลงเอยเป็นโศกนาฏกรรมคาดไม่ถึง

 

จิตต้องขุ่นถึงจะโกรธได้

จิตต้องทึบถึงจะเกลียดลง

จิตต้องมืดบอดถึงจะอาฆาตนาน

จิตต้องสว่างจึงจะดับอาฆาตสนิท

จิตต้องโปร่งจึงจะระงับความเกลียดไหว

จิตต้องใสถึงจะหยุดความโกรธเร็ว

 

จิตจะขุ่น ทึบ หรือมืดมอด

จิตจะสว่าง โปร่ง หรือใส

ขึ้นอยู่กับความคิด

ขึ้นอยู่กับวิธีมองความโกรธ

ถ้าเห็นความโกรธเป็นโรคทางใจ

ก็จะยอมอภัยแลกกับการฟื้นไข้

 

เมื่อถูกโลกกระทบแล้วโกรธนั้นไม่แปลก

แต่หลังจากคิดแล้วก็ยังโกรธ

หรือหลังจากคิดแล้วถึงค่อยโกรธ

แสดงวายังคิดจากความว่างไม่เป็น

เป็นแต่คิดสร้างความทึบ

เป็นแต่คิดสร้างกำแพงไฟ

โทสะคือรากแห่งบาปข้อที่สอง

บุคคลละความโกรธได้แล้ว

ย่อมนอนหลับสบายฝันร้ายไม่มี

เมื่อนั้นมองย้อนไปจะรู้

ความโกรธทำให้เราอยากฆ่าบางสิ่ง

จะดียิ่งหากสิ่งนั้นคือความโกรธ

 

คิดแล้วใจเย็น

แปลว่าเห็นความว่าง

ในท่ามกลางเรื่องร้อน

 

 

ดังตฤณ (นามแฝง).  คิดจากความว่าง.  กรุงเทพฯ: ดีเอ็มจี, ๒๕๔๙.