การมีจุดแข็งและความสามารถโดดเด่นเฉพาะตัวเป็นสิ่งที่ดีแต่ หากไม่รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น ยังไงก็ไปไม่รอด

 

 

เราเคยได้ยินนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่ากันมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ในเวอร์ชั่นเก่า ๆเขาเล่าว่า

กาลครั้งหนึ่ง

เจ้าเต่ากับกระต่ายเถียงกันว่าใครเร็วกว่ากัน
ทั้งคู่จึงตกลงที่จะวิ่งแข่ง
ก็มีการกำหนดเส้นทางวิ่งแล้วก็เริ่มการแข่งขัน
เจ้ากระต่ายนำโด่งมาไกลก็เลยชะล่าใจ
คิดว่าพักผ่อนใต้ต้นไม้ซักกะแป๊บนึงก่อนแข่งต่อก็คงดี
ไปๆมาๆก็ง่วงสิตื่นมาอีกทีเจ้าเต่าก็คว้าแชมป์ไปแล้ว
นิทานตอนนี้สอนห้รู้ว่าช้าๆแต่มั่นคงสามารถเอาชนะได้(เหมือนกัน)
นี่เป็นเวอร์ชั่นเดะๆที่เราคุ้นหูกัน


ไม่นานมานี้มีคนเล่าเวอร์ชั่นใหม่ที่น่าสนใจให้ฟัง
ขอเล่าต่อเลยนะค่ะ.................................

เจ้ากระต่ายสันหลังยาวก็อารมณ์บ่จอยตามระเบียบที่แพ้
มันจึงค้นหาจุดอ่อนของตนเอง

มันก็พบว่าความมั่นใจในตัวเองเกินไปบวกกับความขี้เกียจ
ของมันนั่นแหละที่ทำให้แพ้
ถ้ามันไม่เผลอหลับซะอย่างเต่าหน้าไหนจะเอาชนะมันได้
มันจึงขอแก้ตัวใหม่อีกครั้ง
กระต่ายพูดว่า:   เฮ้ย..เมื่อกี๊ฟลุ้คอ๊ะป่าวแน่จริง..ใหม่เด่ะเจ้าเต่าก็ตกลง
เต่าพูดว่า     :   "ย่อมได้ไอ้น้อง”....
แน่นอนว่าครั้งนี้เจ้าเต่าโดนทิ้งไม่เห็นฝุ่นกระต่ายชนะขาดลอยเลย

เราได้ข้อคิดอะไรล่ะ...

ต่อให้ช้าแต่ชัวร์ยังไงก็แพ้เร็วและสม่ำเสมอ
ถ้าเราเปรียบเทียบคนสองคนในองค์กรของเราคนนึงช้าจริง
ทำอะไรมีระบบระเบียบแบบแผนแต่ทำอะไรๆไม่เคยพลาด
ไว้ใจได้แน่นอนในผลงานของเขา
เทียบกับอีกคนนึงที่เร็วและก็พอไว้ใจได้ในสิ่งที่เขาทำ
คนที่เร็วกว่ามักจะประสบความสำเร็จมีความเจริญก้าวหน้าในองค์กรนั้นๆมากกว่า

(ซิกแซกไม่เป็นอะไรลัดได้เร็วได้ก็ไม่กล้าเสี่ยงไม่กล้าทำผลงานก็เลยน้อยมั้ง)
ไอ้ช้าแต่ชัวร์น่ะมันก็ดีอยู่หรอกแต่ให้เร็วและพอใช้ได้นี่ดีกว่า....

ยังค่ะยัง...เรื่องยังไม่จบแค่นี้นะค่ะมาดูต่อ....

 

เมื่อเจ้าเต่าแพ้ก็ทำให้ตัวเองได้คิดว่าจะต้องทำอย่างไร
คราวนี้ถึงทีเจ้าเต่ามาหาจุดบกพร่องของตัวเองบ้างและมันก็พบว่า
เป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะชนะกระต่ายในเส้นทางการวิ่งแบบที่เป็นอยู่นี้
มันก็คิดอยู่ซักครู่หนึ่งก็ไปท้ากระต่ายแข่งใหม่
เต่าพูดว่า    : “ขอเปลี่ยนเส้นทางวิ่งซะหน่อย
เจ้ากระต่าย:  ย่อมได้อยู่แล้วเพ่

 

พอการแข่งเริ่มปุ๊บเจ้ากระต่ายก็ใส่เกียร์ห้าออกไปเต็มสปีดเลย
จนกระทั่งไปถึงระหว่างทางเฮ้ย!!!..เวรกรรมต้องข้ามแม่น้ำทำไงดีล่ะตู...
เส้นชัยอยู่ไม่ห่างจากฝั่งตรงข้ามเท่าไหร่เลย

เจ้ากระต่ายมัวแต่เง็งว่าจะทำไงดี
จนเจ้าเต่าคืบคลานมาทันแล้วก็จ๋อมลงน้ำว่ายข้ามฝั่งไปเข้าเส้นชัย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....

พิจารณาจุดแข็งของตนให้ดีแล้วพยายามเปลี่ยนสนามการแข่งขันให้
ตนเองได้เปรียบมากที่สุด

ย๊างงงยังไม่จบนะคะ มีต่อ....อิอิ

ด้วยน้ำใจนักกีฬาครั้งนี้เจ้าเต่ากับกระต่ายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแล้ว
ต่างคนต่างมาระดมสมองคิดด้วยกันหากทั้งสองร่วมมือกัน
การแข่งแบบเมื่อครั้งล่าสุดจะช่วยให้ทำเวลาได้ดีขึ้น

ดังนั้นพวกมันจึงคิดจะแข่งอีกครั้งแต่แข่งคราวนี้เป็นแบบทีมเวิร์ค
เริ่มต้นเจ้ากระต่ายก็แบกเต่าวิ่งไปด้วยความเร็วสูงจนถึงริมแม่น้ำ
เจ้าเต่าก็ให้กระต่ายขี่หลังว่ายข้ามไป
พอข้ามฝั่งเจ้ากระต่ายก็แบกเจ้าเต่าวิ่งต่อจนเข้าเส้นชัยด้วยกัน

ผลการแข่งครั้งนี้สร้างความพึงพอใจให้กับทั้งสองฝ่าย(ตัว)มากกว่า
การแข่งครั้งก่อนๆหน้านี้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....

การมีจุดแข็งและความสามารถโดดเด่นเฉพาะตัวเป็นสิ่งที่ดี
แต่หากไม่รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น
ยังไงก็ไปไม่รอดเพราะมันจะมีบางสถานการณ์ที่เราเจ๋งคนอื่นเจ๊ง
ในขณะที่บางสถานการณ์เราเจ๊งแต่คนอื่นเจ๋ง

ทีมเวิร์คสำคัญตรงที่การกำหนดผู้นำให้เหมาะกับสถานการณ์
ให้ผู้ที่มีความถนัดกับสถานการณ์นั้นๆเป็นผู้นำกลุ่มในแต่ละช่วง
สถานการณ์ที่เหมาะกับความสามารถของเขา

นอกจากนี้เรายังได้บทเรียนอีกอย่างหนึ่งด้วยว่าไม่ว่าเต่าหรือกระต่าย
ไม่มีใครที่คิดเลิกล้มหรือท้อแท้หลังจากความความล้มเหลวได้เกิดขึ้น
กระต่ายแก้ไขจุดบกพร่องของตนเองโดยการทำงานที่หนักขึ้น
และเพิ่มความมุมานะในงานของตนเองหลังจากพบความล้มเหลว
ส่วนเต่าได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของตนใหม่
เพราะตัวมันเองได้ทำงานหนักที่สุดเท่าที่มันจะสามารถทำได้แล้วในชีวิต
เมื่อเราพบกับปัญหาหรือความล้มเหลว
บางครั้งเราก็ควรจะทำงานให้หนักขึ้นและมีความเอาใจใส่ในงานมากกว่าเดิม
บางครั้งก็ควรเปลี่ยนแผนการทำงานและทดลองในสิ่งใหม่ๆที่แตกต่างออกไป
และในบางครั้งก็จำเป็นต้องทำทั้งสองอย่างเลย

นอกจากนั้นกระต่ายกับเต่าก็ได้บทเรียนที่สำคัญอีกอย่างคือ
เมื่อเราหยุดการแข่งขันกับตัวบุคคล
แล้วหันมาแข่งขันกับสถานการณ์แทนพวกมันจะทำงานได้ดีขึ้นมาก

ปล.อ่านเรื่องนี้ จากเว็บ อารมณ์ดี  ชอบนะค่ะเลยนำมาเล่าต่อให้ฟัง อิอิ