ครูดี ครูเพื่อศิษย์จะต้องเป็นครูที่มีจิตที่จะ “พัฒนา” จิตของตน
ครูดี จะรู้จักพัฒนาจิตตน “เพื่อศิษย์”
เพื่อครูนั้นต้องมีหน้าที่ “พัฒนาจิต” ของลูกศิษย์ให้เข้าถึง “ปัญญา”
ครูนั้นถ้าให้ความรู้ ให้เท่าไหร่ก็ไม่พอ ให้เท่าไหร่ศิษย์ก็ไม่มีวันรู้หมด
แต่ถ้าครูนั้นพัฒนาจิตของตนให้หมดจิต ก็จะสามารถพัฒนาศิษย์ให้มี “ปัญญา”
ศิษย์ที่มีปัญญาจะสามารถเอาตัวรอด เพราะรู้ลอด แทงตลอดทั้งเหตุที่มีแห่งความรู้ การเกิดขึ้นและดับไปแห่งความรู้นั้น
ครูดี จึงจำเป็นต้องพัฒนาจิตของตนให้เข้าถึง “ปัญญา” ทั้งปัญญาที่เกิดจากการฟัง (สุตตมยปัญญา) ปัญญาที่เกิดจากการคิด (จินตามยปัญญา) และปัญญาหยั่งลึกที่เกิดขึ้นสมาธิในจิตอันประภัสสร (ภาวนามยปัญญา)
ครูดี ครูเพื่อศิษย์จึงจำเป็นต้องใช้ “ความรู้” เพื่อพัฒนาจิต
ครู ต้องมีความรู้
ครูดี ต้องมี “ปัญญา”
ครูเพื่อศิษย์ ต้องสามารถเป็นที่พึ่งพาให้ลูกศิษย์สร้าง “ปัญญา” ที่แท้จริง...
ปัญญาที่แท้นั้นจักเกิดขึ้นเมื่อครูมีการอบรมจิตผ่านไปในระดับหนึ่ง
จิตของครูนั้นจะก้าวผ่านจุดของการเรียนแบบท่องจำ การสอนแบบทำแบบฝึกหัด การทดลองจำลองฝึกปฏิบัติ แต่ทุกย่างก้าวในการเรียนนั้นแน่ชัดเป็น “ของจริง”
จิตที่อบรมจนใช้ปัญญาเป็นแล้ว จะสามารถประยุกต์ใช้สิ่งต่าง ๆ รอบกาย โดยเฉพาะ “ความรู้” ที่ทรงพลังอย่างยิ่งจากเด็กที่อยู่ในห้องมาถักทอ สานต่อเรื่องราว เรื่องต่อเรื่อง คนต่อคน เรื่องใคร เรื่องคนนั้น จนสามารถทำให้ศิษย์คิดและทำตามนั้นได้จริง
ครูดีต้องมี “สมาธิ”...
ครูดีต้องมองและอ่านอากัปกิริยาของเด็ก ๆ ในห้องออกอย่างกระจ่าง ด้วยจิตใจที่เป็นกลาง
การที่จะมองอย่างเป็นกลางและกระจ่างได้จำเป็นต้องมี “สมาธิ” คิด อ่าน จิตและความนึกคิดของเด็ก “ทุก ๆ คน” ให้ออก
ครูดีจักต้องมองอ่านเด็กรายบุคคล...
เด็กหนึ่งคนก็หนึ่งชีวิต ในแต่ละชีวิตมีพื้นฐานและประสบการณ์แตกต่างกัน
การที่เราจะใช้เทคนิคการสอนแบบเดียว ชุดเดียว ในหนึ่งห้องแบบเดิมนั้น “ครูดี” ต้องปรับตามสภาพให้สอดคล้องกับเด็กรายบุคคลให้ได้
ต้อง “เอาใจใส่เด็ก” รายบุคคล ดู แก้ ไข พัฒนา กันเป็นคน ๆ ไป
ไม่เหลือบ่ากว่าแรง ถ้าเป็น “ครูดี” ต้องทำได้ และทำจริง
ครูดีต้องเสียสละ... คิดจะเป็นครูแล้วจะต้องเสียสละ ถ้ายิ่งจะเป็นครูดีด้วยแล้วต้องยิ่งเสียสละ...
เสียสละความคิดปรุงต่าง ๆ ที่จะย้อมใจตนให้มัวเมาไปกับกิเลส
นำเวลา นำพลังที่มีมาทุ่มเทช่วยชีวิต สร้างอนาคตให้กับ “ศิษย์” ตาใส ๆ ที่พ่อแม่ฝากความหวังไว้กับเรา
อาชีพที่ยิ่งใหญ่กับภาระที่ใหญ่ยิ่ง เรามีวันนี้มีใช่โชคช่วย แต่กรรมนั้นเอื้ออำนวยมาเป็นครู “ครูที่ดี”
ครูดีมีเวลาพอสำหรับศิษย์เสมอ...
เรื่องชีวิต เรื่องลมหายใจเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ต้องรักษาให้กายนี้ดำรงอยู่เพื่อเป็นครูดี
เรื่องงาน เรื่องเป็นครูเป็นสิ่งที่ควรทำให้เป็นครูที่ดี ต้องทำจิตดี จิตที่ดีจะมีเวลาให้ศิษย์เสมอ
เรื่องโลก เรื่องหนัง เรื่องละคร ครูที่ดี จักเอาเวลานั้นมาคิด มามอบ มาให้กับศิษย์
ดังนั้นครูดีจะมีเวลามากล้น เพราะเวลากิน ก็กินเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้
เวลาพักผ่อนก็ไม่มากเกินไป เพราะจิตไม่ปรุงด้วยกิเลส ตัณหา และราคา จิตไม่เหนื่อยมาก จิตไม่ต้องพักมาก ดังนั้นเวลางานในวันหนึ่งทำอย่างเต็มที่ ครูดีใช้เวลาเป็น คุ้มค่า พอสำหรับศิษย์เสมอ
ครูดีต้องเป็นคนกตัญญู...
คำพูดอื่นหมื่นแสน มิเทียบแม้นการปฏิบัติ
ครูดีต้องกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดา ผู้มีพระคุณ ที่เปรียบประหนึ่งเป็นครูคนแรก ครูคนที่ประเสริฐสุดแห่งชีวิต
ครูจักเจริญมิได้เลยหากขาดความกตัญญูต่อครูของตน
ความกตัญญูต่อครูของตนจะนำพาชีวิต “ครู” ให้รุ่งเรือง
พ่อและแม่เป็นคุณครูที่ประเสริฐยิ่ง
คำนิยาม คำจำกัดความของครูดีเป็นอย่างไร โปรดดู ครูพ่อ ครูแม่ไซร้ นั่น “ครูดี”...
ครูดี “ครูเพื่อศิษย์” โปรดเดินตามรอยเท้าของครูพ่อ ครูแม่
ครูผู้ประเสริฐที่ให้กำเนิด เลี้ยงดู อบรม สั่งสอน เรามาถึงกาลปัจจุบัน
ครูพ่อ ครูแม่ สอนเราอย่างไร เราจักสอน “ศิษย์” อย่างนั้น
ครูพ่อ ครูแม่ เสียสละให้เราอย่างไร เราจักเสียสละตอบแทนท่านในฐานะ “ศิษย์” ที่ดีอย่างนั้น
ทำหน้าที่ทุกหน้าที่ให้ดีที่สุด
เป็นครู ต้องเป็นครูดี “ครูเพื่อศิษย์”
เป็นลูกของครูพ่อ ครูแม่ ต้องเป็นศิษย์ดี “ศิษย์แทนคุณครู”...
อยู่โรงเรียน มหาวิทยาลัย ทำเต็มที่เป็นครูดี “ครูเพื่อศิษย์”
อยู่บ้าน อยู่เรือน ตอบแทนเต็มที่เป็นลูกที่ดี “ลูกรู้ครู”
ในท้ายแห่งบันทึกนี้ ขอกราบอาราธนาคำสอนขององค์พ่อแม่ครูบาอาจารย์เพื่อ “ลูก” และ “ครู” ทุก ๆ ท่าน
คนเราเกิดมา...ต้องปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่างในชีวิตประจำวันให้ดี
ต้องทำดี คิดดี พูดดี
เพราะเราเกิดมาเพื่อให้คนอื่นสบาย ให้พ่อ ให้แม่ สบาย
เช่นเดียวกับที่เรามาทำงาน ก็เพื่อให้ทุกคนสบาย ลูกศิษย์ เพื่อนร่วมงานสบาย
การจะทำให้ทุกคนสบายได้ ต้องฝึกหายใจเข้าก็สบาย หายใจออกก็สบาย
ตั้งใจนะ...
๘ มีนาคม ๒๕๕๑
ที่กุฏิท่านพระอาจารย์
ขอเป็นกำลังใจให้กับคุณครูคะ
ครูดี “ครูเพื่อศิษย์” ต้องตั้งจิตตั้งจิตประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าถูกใจ
กระทำในสิ่งดีที่บางครั้งต้อง “ฝืนใจ” เพราะสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ถูกต้องทั้งทาโลกและทางธรรม
ทำดีเพื่อศิษย์ ทำเพื่อให้ศิษย์ดู เอาเยี่ยง ตามอย่าง
ทำตนเพื่อให้ศิษย์เคารพ บูชา กราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ
เด็กจะกราบไหว้ครูได้ มิใช่เพียงแค่พูดเก่ง สอนเก่ง
ครูนั้นจะต้องพูดดี สอนดี และที่สำคัญต้องปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเจริญได้จะเจริญรอยตาม
คุณสมบัติเหล่านี้นี่จึงได้ชื่อควรคู่ว่า “ครูเพื่อศิษย์”
ครูดีมีอยู่แล้ว พึงตรอง
ครูพ่อครูแม่ครอง หนึ่งแล้
ครูใดเยี่ยงกับสอง ครูท่าน
ครูนั่นคือครูแท้ แน่แล้ว สัตถา
ท่านเติมเต็มได้ชอบแล้ว ประเสริฐแล้ว
เป็นธรรมะอันแสนล้ำค่าสำหรับอาตมาและครูไทย
สาธุ สาธุ สาธุ
ใครเล่าสอนให้เรานั่ง...ใครเล่าสอนให้เรายืน...ใครเล่าสอนให้เราเดิน...ใครเล่าสอนให้เราพูด...ใครเล่าสอนเราก่อนใคร...แล้วใครเล่าสอนให้เราเป็นคนดี...?
(ผมรักแม่รักพ่อครับ)
ใครคนนั้นเป็นเสมือนกระจกเงาส่องให้ครูทั่วหล้าได้เห็นแนวทางในการดำเนินงาน "ครูเพื่อศิษย์"
เงาที่เห็นอยู่ในกระจกนั้น เป็นทั้งพันธกิจ วิสัยทัศน์ และวัตถุประสงค์ ที่จะดำรงวิชาชีพ "ครู" ให้อยู่คู่ "ศิษย์" ทั้งกายและใจ
ครูพ่อ ครูแม่
พ่อครู แม่ครู เป็นปูชนียบุคคลที่ "ลูก" และ "ศิษย์" พึงถอดแบบเอาเยี่ยง ตามอย่าง ดำเนินตามรอยเท้าอันเสมือนเกวียนที่ย่อมเดินตามรอยเท้าโค
ครูพ่อ ครูแม่ ครูประเสริฐ
ครูเพื่อศิษย์ ย่อมเลิศ ถ้าเดินตาม "พ่อแม่ครู"
การจะเป็นครูดี "ครูเพื่อศิษย์" ได้ ครูนั้นจักต้องเป็นคน "กตัญญู"
คนกตัญญู นั้นเขาเรียกว่า "คนดี"
ครูกตัญญู นั้นเขาเรียกว่า "ครูดี"
ครูดี จึงจะเป็น "ครูเพื่อศิษย์" ได้
มีเวลาให้คนทั้งโลก
มีเวลาให้ศิษย์ทั้งโลก
แต่ไม่มีเวลาให้พ่อแม่ไซร้
จะเป็นครูที่ดี ครูเพื่อศิษย์ไม่ได้แม้ลมหายใจเดียว
ครูดี ครูกตัญญู จะรู้บุญรู้คุณ รู้จักความกตัญญู
ความกตัญญูจะนำ "จิต" ของครูให้รู้จักทำเพื่อ "ให้"
ครูเพื่อศิษย์ คือ ครูที่รู้จักให้
ให้อย่างรู้เหตุ รู้ผล รู้ปัจจัย
ครูพ่อ ครูแม่ไซร้ คือต้นแบบ "ครูดี"
กตัญญูต่อ "ครูดี" ให้ศิษย์ดู ให้ศิษย์เดินตามมีคุณค่าล้นเหลือ
ปรนนิบัติพ่อ ดูแลแม่ ทำเพื่อพ่อ เพื่อแม่ สามารถเผื่อแผ่ "ครูเพื่อศิษย์"
ครูนั้นหนอเป็นผู้ที่มอบแสงสว่าง ก็แลแสงสว่างใดจะเหนือความสว่างแห่งปัญญานั้นไม่มี...
ครูนั้นเปรียบเสมือนเทียนเล่มน้อยที่เฝ้าคอยให้ “ศิษย์” นำเทียนของตนมาติดต่อให้ลูกโชนสว่างไสวในถิ่นที่ต่างไป
เทียนเล่มน้อยนั้น ถ้าจุดส่งต่อได้อย่างถูกที่ ถูกเวลา เทียนเล่มนั้นจะทรงคุณค่าอย่างมากล้น
ไม้ขีดก้านเดียวสามารถเผาป่าได้ฉันใด
เทียนเล่มน้อยจากครูนี้ ก็สามารถส่องสว่างนำทางดับไฟป่านั้น พร้อมป้องกันมิให้เกิดร้ายต่าง ๆ นั้นได้ไปด้วยกัน
สิ่งสำคัญต้องหมั่นจุด...
แรงไฟถึงแม้ว่าจะเป็นแค่แรงเทียน เทียนเล่มหนึ่งอาจไม่สามารถทำให้เมืองทั้งเมืองสว่างไสวได้ แต่จากหนึ่งเพิ่มเป็นสอง จากสองเพิ่มเป็นสี่ จากสี่เพิ่มเป็นแปด เพิ่มให้มากขึ้นเป็นทวีคูณ เมืองทั้งเมืองย่อมสว่างไสวได้จากจุดเริ่มต้นคือเทียนเล่มเดียว