ร่วมใจสร้างเครือข่าย RRU
เชิญสมาชิก Royal Road University ประเทศ Canada มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่องานไปสู่ความสำเร็จ
วันนี้นับว่าเป็นบรรยากาศที่ดีของเหล่านักศึกษา RRU ที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยน ต่อเติมความคิด ให้ปรากฎภาพที่ชัดขึ้นในใจของทุกคน หวังว่าจะเป็นการจุดประกายความคิดว่าเรามิได้โดดเดี่ยว แต่จะมีพี่ๆเพื่อนๆอีกหลายคนอยากจะ แนะนำสิ่งที่ดีๆให้เราได้พัฒนาปรับปรุงการเรียน กลับกลายเป็นวิถีชีวิตตามธรรมชาติ
การเรียนรู้ร่วมกันจะช่วยให้การเรียนมีการพัฒนา
จากการที่สถาบันพระปกเกล้าได้เปิดหลักสูตรมหาบัณฑิตสาขาการวิเคราะห์และการบริหารความขัดแย้งรุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 และขณะนี้กำลังรับในรุ่นที่ 3 ใครสนใจสมัครได้ครับเรียนแบบออนไลน์ครับ
การเปิดหลักสูตรนี้เราร่วมกับมหาวิทยาลัย Royal Roads University(RRU) ประเทศแคนาดา
งานนี้ทางสถาบันพระปกเกล้าได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยใน Consortium 7 มหาวิทยาลัย ครับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหิดล รอบแรก ศ.ดร.สุมนต์ สกุลไชยอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นประธาน Consortium ทางเราสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล จะเป็นสำนักเลขาฯครับ ปัจจุบันรศ.ดร.บุญสม ศิริบำรุงสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นประธาน Consortium ครับ
แต่ละมหาวิทยาลัยจะเป็นผู้คัดเลือกนักศึกษาเข้าเรียนในหลักสูตรโดยนักศึกษา จะด้รับทุนสนับสนุนในการศึกษาเล่าเรียนจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาให้ทุนรุ่นละ 10 คน
จากการบริหารที่ผ่านมารุ่นที่ 1 มีคนเข้าศึกษา 9 คนแล้วสละสิทธิ์ 1 คนครับ มีคนเข้าศึกษาคือ
รุ่นที่ 1
ผศ.ดร.ชัญญา อภิปาลกุล ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธี มหาวิทยาลัยขอนแก่น
อ.โชคชัย วงษ์ตานี สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อ.อภิชาติ จันทร์แดง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่
ดร.สมหวัง แก้วสุฟอง ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อ.พิกุล อิทธิหิรัญวงศ์ ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อ.มนัสวี อรชนะกะ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
อ.จิตราภรณ์ สมยานนทนากุล วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
นายศุภนัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล
สำหรับรุ่นที่ 2 มีนักศึกษารับทุน จำนวน 9 คน ออกทุนเรียนเอง 1 คนรวม 10 คนคือ
น.ส.นฤมล เพ็ชรทิพย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
นายธนรัตน์ ทรงสมบูรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
น.ส.รักชนก ชำนาญมาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น
นายจีรศักดิ์ โสะสัน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
นายกมเลศ โพธิกนิษฐ มหาวิทยาลัยนเรศวร
นางดวงหทัย บูรณเจริญกิจ มหาวิทยาลัยมหิดล
น.ส.อธิษฐาน์ คงทรัพย์ มหาวิทยาลัยมหิดล
น.ส.บัณฑิกา จารุมา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
น.ส.อภิญญา ดิสสะมาน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ทพญ.กษิรา เทียนสองใจ ออกทุนเอง
นอกจานั้นก็มีนักศึกษาของแคนาดาร่วมเรียนด้วย ในระหว่างการศึกษาจะไปแคนาดา 1 เดือนทำ workshop
ในรุ่นที่ 3 จะเปิดรับบุคคลทั่วไปด้วยจ่ายค่าการศึกษาเองประมาณ 500,000 บาท ขอย้ำว่าเป็นการเรียนผ่านอินเตอร์เน็ต Computer-Assisted Instruction(CAI) สนใจสมัครที่ โทร 02-527-7830-9 ต่อ 2407 ครับ
http://gotoknow.org/blog/uackku/29971
http://gotoknow.org/blog/uackku/29971
http://researchers.in.th/profile/yingyot
ขอบคุณอาจารย์นะคะ ที่สร้าง blog นี้ขึ้นมาค่ะ
เมื่อวันที่ 8 พค. ที่ประชุมกันทำให้รู้สึกดีค่ะ
รู้สึกถึงความเป็นเครือข่ายมากขึ้น
วันที่ 8 ก็ลืมถามไปค่ะ ว่า
มีใครอยากได้ตัวอย่างการบ้านของ CAM530 (ภาค Hilary) บ้างหรือไม่
ถ้าไม่กริ่งเกรงเรื่องภาษาประหลาดและคะแนนที่สุดแสนจะเห่ย (ฮาๆๆ)
เมย์ยินดีจะให้ดูได้ค่ะ เผื่อว่าจะได้ดูตรงที่ Hilary เขา comments
ถ้าใครอยากได้ก็แปะอีเมล์ไว้นะคะ จะส่งไปให้จ้า
ขอบคุณอีกครั้งคะ
เมย์
ปล.กำลังสร้าง blog ของตัวเองอยู่คะ เสร็จแล้วจะเอามาแปะให้เยี่ยมชมนะคะ
สวัสดีครับเมย์ดีใจด้วยที่เข้ามาเป็นแรก เมย์คงจะเป็นตัวแบบให้รุ่นหลังได้ศึกษาเป็นแบบอย่าง
ในวันที่คุยกันอาจารย์คิดว่าได้ช่วยผ่อนคลายความกังวล ของหลายๆคนไปได้พอสมควร
เท่ากับวันนี้เราทุกคน เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นครูให้แก่กันและกัน ให้ความฝันของทุกๆคนไปสู่ความสำเร็จให้จงได้
ยินดีกับทุกๆคนด้วยครับ
เรียน ผอ.เอกค่ะ
ก่อนอื่นขออนุญาตแนะนำตัวก่อนนะคะ อ้อยเป็น นศ.เรียน RRU รุ่นที่ 1 รุ่นเดียวกับอ.เมย์ค่ะ และได้รับทราบเรื่อง blog นี้จากอ.เมย์ค่ะ จึงขออนุญาตกราบสวัสดีและแนะนำตัวในโอกาสนี้เลยนะคะ เนื่องจากอ้อยไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมประชุม หารือกับท่านอื่นๆ เท่าใดนักค่ะ เพราะไม่ได้อยู่ในเมืองไทยในช่วงปีที่ผ่านมาค่ะ จึงพลาดโอกาสการประชุมอันน่ารักๆ ไปหลายหน แต่ อ.เมย์ก็ส่งข่าวแบบย่อๆ มาให้รับทราบเป็นระยะๆ ค่ะ
ในโอกาสนี้ หากอ้อยสามารถช่วยเหลือ หรือร่วมมือทำงานได้ในทางใดทางหนึ่งก็ยินดีนะคะ สะดวกที่สุด คือ ติดต่อทางอีเมลล์ค่ะ แต่คิดว่าน้องๆ ในรุ่นที่ 2 ทุกคนได้พบกันบ้างแล้วเมื่อครั้งที่เปิดการเรียนรุ่นที่ 2 เมื่อ ตค.ปีที่แล้ว หวังว่าคงสบายดีกันทุกคนนะคะ
วันนี้ ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเท่านี้ก่อนนะคะ
ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ /อ้อยค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะ อ.ที่กรุณาตอบอย่างรวดเร็ว ยินดีค่ะ หากน้องๆ จะสอบถามอะไร สารภาพว่าเกิดมาก็เพิ่งมานั่งเขียนอะไรใน blog นี่แหละค่ะ ฮ่าๆๆ ส่งไปครั้งแรกไม่ปรากฏข้อความของตนเองต้องถามเมย์ไปใหม่ค่ะว่าทำอย่างไร เพราะเป็นพวกโลว์เทคฯ มากค่ะ สู้พระเล่น Hi5 ไม่ได้เลยนะคะเนี่ย
ถือว่าทุกๆ คนช่วยกันหาทางทำงานร่วมกันก็แล้วกันนะคะ เวทีนี้ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากแล้วค่ะ ไม่มีอะไรช้าไปค่ะ เพียงแต่เราค่อยๆ ไปกันค่ะ /อ้อยค่ะ
สวัสดีครับ ลุงเอก พี่เมย์ พี่อ้อย และชาว MACAM ทุกท่าน
ผมกมเลศ โพธิกนิษฐ หรือ อ๊อฟครับ ผมเป็น นศ.เรียน RRU รุ่นที่ 2 ขอบพระคุณลุงเอกมากครับสำหรับ blog นี้ครับผม ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางการสื่อสารระหว่างพี่น้องและพ้องเพื่อนRRU และผู้สนใจอื่นๆที่จะเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันครับ
สวัสดีครับพี่เมย์ พี่เมย์ครับ ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะขอรับตัวอย่างการบ้านของ CAM530 (ภาค Hilary)โดยผมได้แปะอีเมล์มาพร้อมนี้แล้วครับ [email protected] ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ ถ้า blog ของพี่เมย์
เสร็จแล้ว อย่าลืมเอามาแปะให้เยี่ยมชมนะครับ จะคอยติดตามผลงานครับผม)
สวัสดีครับพี่อ้อย พี่อ้อยสบายดีนะครับ ดีใจที่มีพี่อ้อยและพี่ๆ RRU รุ่นที่ 1 เข้ามาช่วยเหลือและแนะนำหลักและแนวทางการยังชีพใน RRU;MACAM ครับผม
อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย รักษาสุขภาพด้วยครับ
อ๊อฟครับผม
สวัสดีค่ะอาจารย์เอกชัย พี่ๆเพื่อนๆและน้อง RRU
ก่อนอื่นขอขอบพระคุณอาจารยเอกมากนะคะ ที่กรุณาช่วยสร้างบลอกนี้ขึ้นมาให้นักศึกษาไทย RRU ได้มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น
ขอบคุณเมย์มากค่ะ ที่กรุณาช่วยเหลือและให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์มาก
ต้องขอบคุณพี่ชัญญาและพี่น้อง (อ.พิกุล) ด้วยค่ะที่กรุณาเดินทางมาำไกล เพื่อมาร่วมประชุม ให้กำลังใจ ใ้ห้ความรู้และคำแนะนำกับรุ่นน้องในวันนั้น ขอบคุณมากๆค่ะ
การประชุมเมื่อวันที่ 8 ที่ผ่านมา ทำให้พวกเรารู้สึกว่าต้องตื่นตัวและขยันมากขึ้นอีกหลายเท่า + อดทนสู้ต่อเพื่อให้ผ่านด่าน RRU มหาหินนี้ไปให้จงได้ (ตามที่พี่ชัญญาแนะนำ) :)
อันที่จริง จะว่าไปแล้วที่พวกรุ่นสองยังคงเหลือรอดชีวิตผ่านมาได้จนวันนี้ ส่วนหนึ่ง ี้ก็เพราะได้รับคำแนะนำดีๆมากมายจาก พี่ชัญญา พี่อ้อย พี่เล็ก เมื่อตอน Residency 1 นั่นเองค่ะ เพราะพอฟังประสบการณ์ของรุ่นพี่แล้วก็เลยทำให้รู้สึกตัวว่า จะประมาทไม่ไ้ด้เลยแม้จะเป็นหลักสูตร on-line ก็ตามค่ะ
พี่อ้อยคะ ดีใจมากค่ะที่ได้เจอพี่อ้อย (สุดสวยและใจดี) ในบลอกนี้ น้องๆยังคิดถึงพี่อ้อยเสมอนะคะ ตอนนี้พี่อ้อยคงยังอยู่ที่ดูไบใช่ไหมคะ ดูแลรักษาสุขภาพด้วยนะคะ
เมย์คะ พี่เป็นอีกคนที่ยินดีอย่างยิ่งที่จะขอรับตัวอย่าง CAM530 version Hilary จากเมย์ด้วยเหมือนกันค่ะ ถ้าจะกรุณาขอให้ช่วยส่งมาได้ที่อีเมล [email protected] เพราะตอนนี้สถานการณ์น่าเป็นห่วงมาก หลายๆคนเริ่มปาดเหงื่อกันใหญ่แล้ัวค่ะ เพราะว่าวิชานี้ไม่ง่ายเลย นักเรียนไทยรุ่น 2 กำลังงงๆกันใหญ่ว่า SSM มันคืออะไรกันแน่ ต้องยอมรับว่าอาจารย์ Hilary เ่ก่งมากๆ แต่ก็หินมากด้วยค่ะ(ให้คะแนนน่าหวาดเสียวมาก ว่าจะผ่านกันหรือไม่) คือได้เรียนรู้เยอะมากแต่ก็กดดันกันไม่น้อย ถึงอย่างไรก็คงต้องสู้กันต่อไปค่ะ ตอนนี้รุ่น 2 กำลังเตรียมผนึกกำลังกันเพื่อรับมือวิชานี้กันใหญ่เลยค่ะ
ขอบคุณทุกท่านอีกครั้งสำหรับความช่วยเหลือและน้ำใจไมตรีที่ได้มอบให้นะคะ
เปิ้ล RRU รุ่น 2
ดีใจที่ทุกๆคนใน RRU เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน
สวัสดีค่ะ อ.เอก น้องอ๊อฟ น้องเปิ้ล และอีกหลายๆ น้องคงจะตามมานะคะ
1.ดีใจค่ะที่ยังไม่ลืมกัน พี่ยังประจำการอยู่ดูไบค่ะ แต่ก็ไปๆ มาๆ เพื่อเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ค่ะ ซึ่งเดี๋ยวน้องๆ ก็คงจะได้เริ่มทำกันแล้ว และต้องเป็น action research เท่านั้น ตามที่แคนาดาบังคับไว้ ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของคนที่เกี่ยวข้องในงานวิจัยมาก พี่จึงเดินทางไปๆ มาๆ ค่ะ แต่ก็อยู่ได้ทีละไม่นาน เลยไม่เสร็จซักที เรียนรอน้องๆ อ่ะนะ พี่จึงไม่มีโอกาสได้พบใครมากนัก นอกจาก อ.ชัญญา และเมย์เพื่อเมาท์และรับประทานอาหารกันค่ะ
2. คุณน้องเปิ้ลขา ชมถูกใจเดี๋ยวกลับไปงวดนี้ เลี้ยงข้าวฟรีมื้อนึงโทษฐานชมว่าสวยซึ่งไม่ค่อยมีใครชมอ่ะนะคะ ฮ่าๆๆ
3. ส่วนเรื่อง SSM ไม่ต้องตกใจค่ะ มันอาจแลดูเข้าใจยาก แต่คิดว่าไม่เกินความพยายามค่ะ เพราะพี่ก็นั่งเทียนพรรษาเดานานพอควรกว่าจะเข้าใจได้และเข้าใจว่าคนสอนก็เปลี่ยนคนด้วยนะคะ พี่คงอธิบายตามสิ่งที่พี่เข้าใจสั้นๆ ได้ ดังนี้ค่ะ
SSM คือ ระบบการคิดวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ในองค์กร เพื่อเราจะได้วิเคราะห์ปัญหาถูก และที่สุดจะนำไปสู่การหาทางแก้ไข เพื่อทำให้สถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น มันจึงมีขั้นตอนในการบอกให้เราคิดว่า ขั้นแรกให้ดูอะไร ต่อไปทำอะไรจนครบขั้นตอนที่ 7 (take action to improve situation) และในนั้นก็จะมีการอธิบายวิธีการจำลองเหตุการณ์ออกมาเป็นภาพ เช่น rich picture ซึ่งพี่เครียดไปหลายวันในตอนที่ทำการบ้านส่ง เพราะว่าเป็นพวก โลว์เทคฯ และต้องนั่งวาดรูปโดยคอมพิวเตอร์ ส่ง อ.เรียกว่ากว่าจะปั้นได้รูปนึงก็เหงื่อแตก แต่พอทำเสร็จ แหม ภูมิใจ เออ ก็ทำได้อ่ะ ฮ่าๆๆ
และหากเราย้อนกลับไปอ่านจุดเริ่มต้นของการนำ SSM มาใช้วิเคราะห์ระบบ จะพบว่าเป็นระบบที่คิดขึ้น เพื่อใช้ในภาคการบริหารองค์กรค่อนข้างมาก (Org. management)และเน้นเรื่องการมองไปที่ perception, interests ของคนที่เกี่ยวข้อง พูดง่ายๆ มองไปที่ human being มากขึ้น คนที่คิดขึ้นจึงเรียก ระบบนี้ว่า soft system ในขณะที่การจัดการองค์กรในอดีตมักมองที่ระบบกลไกการผลิต hard system (อันนี้ พี่อธิบายจากสิ่งที่พอจำได้นะ หากใครคิดว่าพี่อธิบายเพี้ยนไป แก้ไขได้นะคะ)พี่ว่าคนที่เรียน management น่าจะอธิบายได้ดีกว่าพี่นะ
ต่อมา พี่จึงมาผูกโยงเอาเองว่า เค้าสอนเราทำไม ซึ่งพี่ก็พอเดาคำตอบได้ว่า เพื่อให้เรานำไปใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ หรือวิเคราะห์ความขัดแย้งในองค์กร ดังนั้น SSM จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่เราหยิบมาใช้ได้ในการวิเคราะห์ คล้ายๆ กับวิชาที่สอนให้เราคิดแบบ system thinking น่ะ คิดอะไรให้ครบวงรอบ มองอะไรรอบๆ หา leverage point ให้ได้ เพราะชื่อสาขาที่เราเรียน คือ conflict analysis and management การวิเคราะห์จึงสำคัญมาก เพราะไม่ใช่แค่บอกว่า ใครคือ ผู้มีส่วนได้เสีย แต่ภายใต้คนที่เกี่ยวข้องเหล่านั้น ยังมีปมอะไรที่ซ่อนอยู่ พี่สังเกตเอาจากเท่าที่เรียนมา เค้าพยายามสอนให้เราคิดแบบเชิงลึก และมองทั้งระบบ ไม่ควรมองอะไรแบบผิวๆ หลักการเดียวกับเรือไททานิคชนภูเขาน้ำแข็งอ่ะ
มิฉะนั้น เราจะบริหารจัดการอะไร หรือแก้ปัญหาอะไรแบบ "ลิงแก้แห" (หวังว่าพี่คงใช้สุภาษิตถูกเนอะ) หมายถึง แก้ไขอันนึงไปสร้างปัญหาอีกอัน หรือกระทบระบบพาลพังไปทั่วน่ะ
หากใครมีความเห็นเพิ่มเติมหรือบอกว่าพี่เข้าใจผิด บอกมาได้เลยนะ ไม่โกรธเลยจ๊ะ เพราะรอการแลกเปลี่ยนความรู้เช่นกันค่ะ เพราะการเรียน ออนไำลน์สำหรับพี่ พี่ว่าบางครั้งมันเหมือนคิดเองจนเริ่มไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจตรงกับที่เค้าต้องการสื่อหรือไม่ จนบางครั้งถามเมย์ไปบ่อยๆ ก็เลยพาเมย์งงตามไปด้วยก็หลายหน ฮ่าๆๆ
วันนี้ตอบยาวหน่อยนะคะ เพราะเข้าใจมากๆ ค่ะ ความรู้สึกตอนเรียนเป็นอย่างไร ขอให้กำลังใจทุกคนค่ะ สู้ๆ ไม่มีอะไรยากเกินความพยายามค่ะ เชื่อว่าทุกคนทำได้ แล้วคุยกันใหม่นะคะ
ขอบคุณ อ.เอกผู้สร้าง blog อีกครั้งค่ะ /พี่อ้อยจ้า
สวัสดีครับอาจารย์เอกชัย และสมาชิก RRU ทุกท่าน
ขอขอบพระคุณอาจารย์เอกมากนะครับที่ปิดโอกาสให้พวกเราชาว RRU ได้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความประสบการณ์และช่วยเหลือกันผ่านทาง blog ที่ทรงคุณค่าแห่งนี้ ผมถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการ "แลกเปลี่ยนเรียนรู้" ระหว่างกัน เพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาสิ่งที่ดีต่อไป
ในโอกาสนี้ก็ขอขอบคุณรุ่นพี่ RRU 1 ที่ได้ให้คำแนะนำสำหรับการเรียนและการดำรงชีพในแคนาดา และขอแสดงความยินดีอีกครั้งกับรุ่นพี่ของเราที่สำเร็จการศึกษาแล้ว 1 ท่าน ซึ่งนับว่าเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้พวกเรามีความพยายามในการตั้งใจศึกษาต่อไป (ถึงคะแนน2วิชาล่าสุดจะไม่ค่อยดี ถ้าพี่ๆ มีคำแนะนำหรือแนวทางก็ช่วยโพสผ่านทาง blog นี้ได้นะครับ)
พูดถึงเรื่องเรียนตอนนี้ 530 รู้สึกว่าจะออกฤทธิ์แล้วครับ(มึน ๆแต่ไม่เคลิ้ม)ไม่รู้ว่าจะคงสภาพการออกฤทธิ์อีกนานเท่าไหร่ โดยเฉพาะ SSM ดังนั้นหากใครมีข้อแนะนำดี ๆ ก็อย่าลังเลที่จะชี้แจงให้เข้าใจด้วยนะครับ(ได้อ่านคำแนะนำจากพี่อ้อยบอกว่าเกี่ยวกับ Human Being เลยทึกทักเอาเองว่าน่าจะเข้าทางจิตวิทยาที่ตัวเองถนัด แต่อย่างไรก็คงต้องขอคำแนะนำเพิ่มเติมอีกมาก ๆ ด้วยครับ)
ครับวันนี้ก็ถือว่ามาทักทายกันก่อน ถ้ามีอะไรที่น่าสนใจจะแจ้งหรือขอความชี้แนะ ผมสัญญาว่าจะกลับมาบอกกล่าวให้ทราบทันทีครับ
ขอขอบคุณและยินดีที่ได้เป็นสมาชิกครับ
โซล่า
สวัสดีค่ะโซล่า
1. เรื่อง SSM ค่อยๆ อ่านค่ะ ไล่ตามไปทีละ step ว่าในแต่ละขั้นนั้น เราต้องทำอะไรบ้าง เค้าจะบอกว่าขั้นนี้เราต้องมองอะไร วัตถุประสงค์มันคืออะไร จับเนื้อหาตรงนี้ให้ได้ก่อน
2. วิธีทำงานของพี่คือ หากเอกสารที่ อ.ให้มา อ่านแล้วยังไม่เข้าใจ ซึ่งตอนนั้นพี่อ่านสิ่งที่เค้าให้มาไม่เข้าใจ และไม่เข้าใจว่าจะให้พี่ทำอะไร ถาม อ.ไปแล้วก็ยังงงเรื่องการบ้่านสุดๆ
ในที่สุดพี่จึงหาอ่านเองจากเน็ต ดูเปรียบเทียบเคสที่คนอื่นเคยทำ แต่สิ่งที่คนอื่นทำมักไม่ใช่เรื่องความขัดแย้ง เช่น พี่เคยอ่านเจอเรื่องหมอใช้เครื่องมือ SSM มาวิเคราะห์หาความเหมาะสมว่าจะเพิ่มตัวช่วยอะไรหรือเครื่องมืออะไรสักอย่างในทางการแพทย์ พี่ก็เอามานั่งเทียบกันทีละขั้น จนพอจะเข้าใจ จากนั้น เราก็เอาเคสตัวเองมาเทียบเคียงแล้วเขียนออกมาเป็นการบ้านค่ะ แต่พี่คิดว่าการเรียนวิชานี้ในรุ่นนี้ ชิ้นงานคงต่างกันแล้ว ลองดูนะคะ อันนี้เป็นอีกเทคนิคหนึ่งในการขยายความรู้เรา พูดง่ายๆ คือ เครื่องมือเดียวกัน แต่คนเอามาใช้ในเรื่องต่างบริบทกัน
ส่วนอ่านจากเว็ปไหนบ้าง ก็ตอบไมไ่ด้แล้วค่ะ เพราะนานมาก และตอนนั้นอยู่ระหว่างการตะลุยทำการบ้านคงค้างแบบหน้ามืดตาลายอยู่จ๊ะ
โชคดีค่ะ /พี่อ้อย
สวัสดีค่ะ อ.เอกชัย พี่ๆ รุ่น 1 และเพื่อนๆรุ่น 2 ค่ะ
ขอบพระคุณอ.เอกชัยที่ช่วยสร้างโอกาสให้เราได้สื่อสารกันค่ะ
เมื่อวันที่ 8 ที่ผ่านมาไม่ได้เข้าร่วมประชุม หวังว่าคงจะมีโอกาสต่อไปให้แก้ตัวนะคะ
ขอบคุณพี่อ้อยมากค่ะที่ช่วยอธิบายคอนเซ็ปต์ให้ ทำให้ชัดเจนขึ้นมากเลยทีเดียว ตุ่นเองเท่าที่อ่านจากเอกสารการเรียน รู้สึกงงมาก เพราะไม่รู้ว่าทำไมต้องเรียน SSM แล้ว SSM จะเอาไปทำอะไร เป้าหมายของผลลัพธ์จาก SSM จะตอบอะไร
และด้วยหนังสือที่เค้าให้มาก็ดูเหมือนต้องการจะให้ balance ทางความคิดระหว่างการคิดภายใต้ระบบกับการคิดค้นนอกเหนือจากระบบตามโครงสร้างเดิมๆ ไม่ทราบพี่ๆ รุ่น 1 ได้หนังสือประกอบการเรียนอย่าง cracking creativity และ system thinking ไม๊คะ แต่พอทำ assignment กลับเน้นน้ำหนักเฉพาะ SSM ตอนนี้เลยมีอาการการเรียนแบบไม่เข้าใจ แต่ทำๆ ไปตามคำสั่งจับจุดใดจุดนึงมากเอาตัวรอด ส่วนภาพรวมตอบไม่ได้
ตุ่นอยากจะขอแลกเปลี่ยนความเห็นและขอคำแนะนำทั้งจากพี่ๆ และเพื่อนๆ ค่ะ ว่า SSM เมื่อนำมาวิเคราะห์ในเชิง social management แล้วควรจะมีtools ตัวอื่นๆ มาเสริมช่วยอีกหรือไม่ แล้ว ssm นอกเหนือบทเรียนก็ได้ เพราะตอนนี้ปัญหาอีกอย่างนึง คือเมื่อพยายามนำมา apply กับเคสในสถานการณ์จริงๆซึ่งอยู่ภายใต้ตัวแปรที่มองไม่เห็นอีกเยอะแยะมากมาย ไม่เหมือนกับการจัดการภายในองค์กรแล้ว..งงมากค่ะ
รบกวนขอคำชี้แนะด้วยค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะ
ตุ่น
ปล. พี่เมย์ รบกวนพี่เมย์ช่วยส่งให้ตุ่นได้ไม๊คะ ที่ [email protected] ขอบคุณมากๆค่ะ
สวัสดีค่ะตุ่น
1. เรื่องหนังสือทั้งสองเล่ม รุ่นที่ 1ก็ได้รับเช่นกันค่ะ
พี่สรุปสั้นๆ ดังนี้ค่ะ
ทั้งสองเล่ม มีเป้าหมาย คือ สอนวิธีการคิดค่ะ
... เล่ม cracking..จะอธิบายว่าการคิดอย่างสร้างสรรค์ทำอย่างไร มียุทธวิธี หรือเทคนิคอย่างไร มองเรื่องต่าง ๆในมุมต่างๆ แบบต่างๆ เช่น มีการอธิบายวิธีการจัดกลุ่มความคิดแบบใช้ mind map เป็นต้น
.. ส่วนเล่ม system .. ก็อธิบายวิธีคิดแบบเชิงระบบ โดยยกตัวอย่างระบบต่างๆ loop แต่ละอัน ซึ่งหากเราสังเกตจากชีวิตประจำวันจะพบว่าจริงๆ คนเรามีกระบวนการคิดแบบนี้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่ได้มานั่งแยกแยะว่า เรื่องนี้ เป็นระบบแบบเสริมแรง ตาม loop ไหน เช่น ในหนังสือยกตัวอย่างเรื่อง ร่างกายหิวน้ำ หรือการฝากเงินประจำในธนาคารแล้วได้ดอกเบี้ย เป็นต้น
2. สองเล่มนี้ มาโยงกับ SSM อย่างไร พี่คิดว่า ภายใต้การวิเคราะห์เคสต่างๆ ตามแนวทาง SSM เราคงต้องอาศัยทักษะการคิดในหลายๆ วิธีการนั่นเองค่ะ จริงๆ คนเรามีทักษะการคิดตั้งแต่ การวิเคราะห์ สังเคราะห์ สารพัดอยู่แล้ว พี่เลยเหมาเอารวมๆ ว่า มันช่วยเรา empower the way of thinking ค่ะ
ทั้งนี้ พีไ่ด้ copy ข้อความบางอันที่อาจช่วยเสริมความเข้าใจในเรื่องนี้ ตามข้างล่างนี้ลองอ่านดูนะคะ
Systems and the application of systems thinking has been grouped into three categories based on the techniques used to tackle a system:
•
Hard systems — involving simulations, often using computers and the techniques of operations research. Useful for problems that can justifiably be quantified. However it cannot easily take into account unquantifiable variables (opinions, culture, politics, etc), and may treat people as being passive, rather than having complex motivations.
• Soft systems — For systems that cannot easily be quantified, especially those involving people holding multiple and conflicting frames of reference. Useful for understanding motivations, viewpoints, and interactions and addressing qualitative as well as quantitative dimensions of problem situations. Soft systems are a field that utilizes foundation methodological work developed by Peter Checkland, Brian Wilson and their colleagues at Lancaster University. Morphological analysis is a complementary method for structuring and analysing non-quantifiable problem complexes.
* Evolutionary systems — Bela H. Banathy developed a methodology that is applicable to the design of complex social systems. This technique integrates critical systems inquiry with soft systems methodologies. Evolutionary systems, similar to dynamic systems are understood as open, complex systems, but with the capacity to evolve over time. Banathy uniquely integrated the interdisciplinary perspectives of systems research (including chaos, complexity, cybernetics), cultural anthropology, evolutionary theory, and others.
พี่อ้อยค่ะ
ชัดเจนมากทีเดียว ขอบคุณพี่อ้อยเป็นอย่างสูงเลยค่ะ
ถ้ามีคำถามอาจจะรบกวนพี่ๆ และเพื่อนๆ อีกนะคะ
ตุ่น
ดีมากเลยครับ เราช่วยแก้ปมที่สงสัย ที่ติดขัดให้ขยายกลายเป็นความคิด บางทีนั่งคิดคนเดียวมันตีบตัน ช่วยกันนะครับ ลดความทุกข์ แบ่งปันความสุขครับ
ด้วยความยินดีค่ะตุ่น ช่วยๆ กันค่ะ ค่อยๆ ทำไปค่ะ
พี่อ้อยค่ะ
สวัสดีจ้า
1. ขอโทษที่ตอบช้านะจ้ะ เพิ่งกลับจากนิเทศนิสิตมาค่ะ
2. พี่ upload การบ้านไว้ที่ link ข้างล้างนี้แล้วนะคะ
http://www.2shared.com/file/3291572/45e0b4a5/group_6_graded_assignment_1.html
http://www.2shared.com/file/3291573/32e78433/jsomyanontanakul_graded2.html
http://www.2shared.com/file/3291574/ac831190/May_graded_3.html
3. มีทั้งหมด 3 การบ้านนะคะ
4. การบ้านที่สองเป็นการบ้านที่ไม่ผ่านนะคะ ส่วนการบ้านที่สามเป็น version ที่แก้แล้ว
5. เอาที่ไม่ผ่านมาให้ดูเพราะจะได้ไม่ซ้ำรอยเดิมจ้า
สู้ๆ น้า
เมย์
ปล. เข้าใจว่าหนังสือที่ Hilary ให้อ่านจะมีอยู่เล่มหนึ่งที่ไม่เหมือนกับที่รุ่นหนึ่งอ่าน ถ้าจำไม่ผิดเล่มนั้นจะออกแนวเล่าเรื่องมากกว่า ส่วนมากพี่จะอ่าน Reading ที่เขาให้อ่านทางอินเตอร์เนตมากกว่า (เล่มที่พี่อ้อยพูดถึงหรือเล่มที่ รุ่นหนึ่งเรียนชือ The art of systems thinking โดย Joseph O'connor and Ian Mcdermott (1997) มีแปลเป็นภาษาไทยแล้วค่ะ)
อ้อใช่จ้ะ มีหนังสือภาษาไทยเล่มหนึ่งจะแนะนำจ้า เป็นหนังสือภาษาไทยชื่อ System Thinking: วิธีการคิดกระบวนการ โดย ปิยะนาถ ประยูร (2548) (ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ บก.)ถ้าสนใจลองถามไปที่ศูนย์หนังสือจุฬาดูนะคะ แม้ว่าหนังสือเล่มนี้อาจจะไม่เหมือนที่ hilary สอนแต่ว่าก็น่าจะให้ภาพรวมได้บ้างจ้า
ตุ่นคะ
พี่อยากแลกเปลี่ยนความคิดค่ะ
ข้อที่1 ด้วยหนังสือที่เค้าให้มาก็ดูเหมือนต้องการจะให้ balance ทางความคิดระหว่างการคิดภายใต้ระบบกับการคิดค้นนอกเหนือจากระบบตามโครงสร้างเดิมๆ ไม่ทราบพี่ๆ รุ่น 1 ได้หนังสือประกอบการเรียนอย่าง cracking creativity และ system thinking ไม๊คะ แต่พอทำ assignment กลับเน้นน้ำหนักเฉพาะ SSM ตอนนี้เลยมีอาการการเรียนแบบไม่เข้าใจ แต่ทำๆ ไปตามคำสั่งจับจุดใดจุดนึงมากเอาตัวรอด ส่วนภาพรวมตอบไม่ได้
เข้าใจว่าทาง RRU ต้องการให้เน้น SSM ค่ะ เพราะว่าเป็นวิธีการคิดเชิงปฏิบัติที่มีระบบขั้นตอนชัดเจน และเหมาะกับทางสังคมศาสตร์ที่ต้องมีการพิจารณาประเด็นทางด้าน culture ด้วยค่ะ ดังนั้น การบ้านจึงต้องเน้นไปทางการที่เราต้องแสดงให้เห็นว่า มีความเข้าใจในเรื่องนี้จริงๆ ส่วนหนังสือที่ให้อ่านนั้นเมย์เข้าใจว่า เล่มหนึ่งจะเป็นการอธิบายเรื่อง systems thinking ส่วนอีกเล่มจะเป็นคล้ายๆ กับการสอนเราให้คิดน่ะคะ
ข้อที่ 2 SSM เมื่อนำมาวิเคราะห์ในเชิง social management แล้วควรจะมีtools ตัวอื่นๆ มาเสริมช่วยอีกหรือไม่ แล้ว ssm นอกเหนือบทเรียนก็ได้ เพราะตอนนี้ปัญหาอีกอย่างนึง คือเมื่อพยายามนำมา apply กับเคสในสถานการณ์จริงๆซึ่งอยู่ภายใต้ตัวแปรที่มองไม่เห็นอีกเยอะแยะมากมาย ไม่เหมือนกับการจัดการภายในองค์กรแล้ว
เห็นด้วยค้า เมย์คิดว่า SSM เป็นการพยายามทำให้เรามองภาพรวมของสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่า อย่างไรก็ตาม ภาพรวมที่ปรากฏอยู่ใน SSM มันก็คือ ภาพที่เราได้ "ตัด" ปัจจัยอื่นๆ ไปมากมายแล้ว เพราะ "กระดาษมันมีจำกัดค่ะ" (ฮาๆๆ) เมย์รู้สึกว่า SSM เป็นความพยายามที่จะทำให้เรื่องราวที่ดูสับสน ซับซ้อน เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น แต่ไม่ได้บอกว่าเราจะสามารถ "จัดการ" ความขัดแย้งได้อย่างไร หมายความว่า ตามความเข้าใจของเมย์แล้ว SSM เป็นการให้ระเบียบของความสลับซับซ้อนค่ะ และพยายามป้องกันไม่ให้เรามัวเมากับอคติของเรามากนัก รวมทั้งพยายามทำให้เราไม่ไปตัดสินกับสิ่งที่เรามองเห็นจนกว่าเราจะสามารถวิเคราะห์และเข้าใจสิ่งนั้นๆ ส่วนเราจะทำอย่างไรกับความซับซ้อนอันนั้นก็ขึ้นอยู่กับ "จริต" และ สิ่งที่เราพยายามดัดจริตของเราเองค้า
คิดเช่นนี้แลค่ะ
เมย์