เราคิดว่าสิ่งของที่เราให้ลูกเราต้องมีค่ามากที่สุดที่เราจะทำได้ บ้านหลังสวยงาม รถคันใหม่ เสื้อผ้าสวยๆ แต่รู้ไหมครับ สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเราคือเวลา

คำถามข้างต้นเป็นคำถามสำคัญ ผมมักจะใช้ถามผู้เข้าร่วมWorkshop กับผมเป็นประจำ คำถามนี่ดูแล้วตอบง่าย ถ้าเราเห็นมันเป็นธรรมดา แต่ถ้าให้ตอบเลยความผิวเผินแบบ คำถามซักประวัติทั่วไป มันตอบได้ยากทีเดียวล่ะครับ

ในความเป็นจริงของชีวิต เราทำงานกัน โดยอัตโนมัติ กันมากกว่า ว่าจะทบทวนหาว่า งานที่เราทำมีความหมายกับชีวิตเราอย่างไร มีการสำรวจว่า ท่านกำลังทำงานอะไร ส่วนใหญ่จะตอบเป็นงานที่ทำประจำ เช่น หมอก็บอกรักษาคนไข้ไง ซ๋อมคนไง พนักงานเปลก็บอกเข็นคนไข้ไง เจ้าหน้าที่ฝ่ายเภสัช ก็จ่ายยาคนไข้

การบอกกับตัวเองอย่างนี้มันซ้ำซาก และเราก็ค่อยๆตายด้านกับความสนุกสนาน ในงานที่ทำ ในบางครั้งเราจมลงไปกับงานประจำที่เราทำ มากกว่าสนใจว่างานที่เราทำนั้น มีความหมายต่อชีวิตเรา ต่อคนอื่น ต่อโลกอย่างไร

อย่างช้าๆ ผู้คนอื่นนอกจากคนที่เราสนใจเริ่ม กลายเป็นภาระที่ควรผลักไสให้พ้นหน้าเพราะ ถ้างานข้างหน้าไม่มีก็สบาย เราเริ่มมองหาความหมายของชีวิต ผ่านวัตถุ การมีบ้านใหญ่โต การมีรถคันโก้ เริ่มเป็นความหมายของเรา หากไม่มีสิ่งเหล่านี้เรารู้สึกว่าเราไม่ค่อยมีความหมายกับใคร

แล้วเราก็เริ่มต้นหาเงิน หามรุ่งหามค่ำ ความหมายของงาน คือแหล่งกำเนิดเงินตรา เพื่อจะเอาไปใช้ ในเสพ และสร้างความหมายให้ตัวเอง โดยอิงบนวัตถุนอกกายที่มี ไม่ใช่ที่หัวใจ และความดีงามของเรา ความดีงามถูกวัดได้ด้วยเงิน

เจ้าหน้าที่ผมบางคน ทำงานต่อเวร จนไม่ได้อยู่กับลูกในวัยที่กำลังต้องการพ่อแม่ประคับประคอง เราให้ความหมายของความรักคือสิ่งของที่ให้กับลูก ไม่ใช่เวลา เราคิดว่าสิ่งของที่เราให้ลูกเราต้องมีค่ามากที่สุดที่เราจะทำได้ บ้านหลังสวยงาม รถคันใหม่ เสื้อผ้าสวยๆ แต่รู้ไหมครับ สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเราคือเวลา เรามีเวลาในโลกนี่จำกัด หาเพิ่มไม่ได้ หาซื้อไม่ได้ ย้อนเวลากลับมาไม่ได้ หากจะหาของขวัญดีๆสักอย่างให้กับคนที่เรารัก สิ่งนั้นคือเวลาครับ ไม่มีอะไรทดแทนมันได้

บางสิ่งบางอย่างอาจแก้ไขได้ แต่บางสิ่งบางอย่างก็ไม่กลับมาตลอดกาล วัยเยาว์ของลูก เสียงออดอ้อนของลูกที่ขอให้เล่านิทานให้ฟัง ความสุขที่อยู่ร่วมกันพร้อมหน้าของพ่อแม่ลูก บนเตียงอุ่นก่อนนอน เสียงแม่เล่านิทาน เสียงพ่อนำสวดมนต์ เป็นสิ่งสำคัญที่จะค้ำจุนชีวตลูกเราในภายภาคหน้า หากว่าเขาเหงาวันไหน วันไหนไม่มีพลัง สิ่งเหล่านี้จะคอยเยียวยา ไม่ใช่บ้านหลังสวยที่ไม่มีชีวิต ไม่ใช่รถคันโก้ซึ่งหมดความโก้เมื่อโมเดลใหม่ออกมา ความอบอุ่นที่หัวใจจะแผ่ซ่านออกมาค้ำจุนความเหงา ความอบอุ่นบนเตียงที่มีความรักของพ่อและแม่ห้อมล้อม มันจะคงอยู่ที่ส่วนลึกของหัวใจ ตลอดเวลา

ถามตัวเราอีกที เราเป็นใคร เรากำลังทำอะไร สิ่งที่เราทำมีความหมายกับชีวิตของเราอย่างไร.....

มึครั้งหนึ่งขณะที่ผมอยู่นอกโรงพยาบาล ในการประชุมแห่งหนึ่ง ค่ำๆน้องหมอที่อยู่รพ.โทรมาถามพี่

"พี่ครับ ปรึกษาหน่อยครับ มีคนไข้ Acute MI (หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน) ความดันกำลังตกครับ ผมส่งต่อไปโรงพยาบาลรัฐไม่ได้ครับ เพราะเตียงเต็มหมดแล้ว ผมติดต่อมา ชั่วโมงแล้ครับยังหาที่ส่งไปไม่ได้"

"ไปรพ.เอกชนก็ได้ ไปซิ น้องส่งไปเลย"

"ครับ เดี่ยวผมส่งไปนะครับ"

อีกครึ่งชม.น้องหมอโทรมาอีก

"พี่ครับ ส่งไปที่รพ.... แล้วเค้ารักษาไม่ได้ ต้องส่งไป รพ....(เอกชนที่ใหญ่ที่สุด) เค้าบอกว่าต้องทำ บอลลูน สามเส้น เส้นละแสน เขาถามว่าจะให้ทำไหม"

"ทำซิ "

"ครับ ผมก็บอกว่า ผอ.ผมอนุญาต แต่เค้าต้องการให้ยืนยันอีกครับว่าอนุญาตไหม เพราะ โรงพยาบาลเราต้องจ่ายสามแสน ให้การรักษาครั้งนี้นะครับ "

"บอกไปเลย ว่าผู้อำนวยการอนุญาต เสียเท่าไหร่ เสียไปขอให้คนไข้ได้รับการรักษา ถ้ายังไม่เชื่อ บอกว่าพี่จะโทรคุยกับผู้อำนวยการเขาเอง"

"ครับได้ครับพี่"

อีกสองวัน ผมกลับไปรพ.

"น้อง คนไข้ที่โทรหาพี่วันนั้น ได้ผ่าไหม"

"ไม่ได้ครับ "

"อ้าว ทำไมล่ะ ก็ยืนยันแล้วว่าเราจะจ่าย"

"อ้อ พอดี รพ.รัฐว่างก็เลยรับกลับไปรักษาต่อ  แล้วคงไม่มีอะไรมั้งครับ เขาเลยให้คนไข้นั่งรถสองแถวกลับมารักษาต่อที่รพ.เรา"

"??!!?? แล้วคนไข้เป็นไงบ้าง"

"ก็มีใจสั่นนิดหน่อยครับ แต่พอคนไข้มาถึง แกก็ขอกระดาษกับปากกา"

"อะ จะเขียนหนังสือร้องเรียนรึ"

"ไม่ครับ แกเขียนบอกลูกหลานที่เกี่ยวข้องทุกคน ว่าถ้าแกเป็นอะไรไป ไม่ว่าเพราะอะไรก็ตาม ห้ามฟ้องร้องรพ.เรา เด็ดขาด เพราะรพ.เราได้ทำหน้าที่เต็มที่ ที่สามารถทำได้ ถ้าเป็นอะไรไป ไม่ได้เป็นเพราะรพ.เรา ดูแลเขาไม่ดีครับ"

 

“ ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตน เป็นที่สอง
ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ เป็นกิจที่หนึ่ง
ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกแก่ท่านเอง
ถ้าท่านทรงธรรมแห่งอาชีพ ไว้ให้บริสุทธิ์ ”

 

 แม้ในขณะที่ผมพิมพ์อยู่นี้ ผมรู้สึกตื้นตันจนจุกในอก มันบอกไม่ถูก มันไม่ใช่ความสุขที่คนไข้ให้เกียรติเรา แต่เป็นความเศร้าบางอย่างที่กระทบถึง เจตจำนงของผม ในการทำหน้าที่เป็นหมอ ผมอยากร้องไห้ แต่หาเหตุผลไม่ได้ ผมปล่อยให้หัวใจผมทำงานไป ช่างเถอะ ช่างเหตุผลมัน หัวใจเราต่างหาก ที่กำลังบอกว่าชีวิตต้องการอะไร

ผมย้อนกลับไปคิดตอนที่ผมตัดสินใจ อนุญาตน้องให้ส่งคนไข้ไปรพ.เอกชน และยอมจ่ายเงินหลายแสน

ผมตอบว่า"ได้"โดยไม่ต้องคิด เพราะผมทบทวนตัวเอง ตลอดเวลาว่า ผมเป็นใคร กำลังทำอะไร

ระหว่างรักษาเงินสามแสน กับ รักษาชีวิตคน บางคนอาจตัดสินใจลำบาก โดยหาเหตุผลอธิบายตัวเองว่าได้ทำถูกต้องแล้ว แต่ เราควรถามหัวใจของเรา ว่าจริงๆแล้วเราต้องการทำอย่างนั้นหรือเปล่า หรือทั้งที่รู้ว่ามันไม่ถูกแต่ก็หาเหตุผลให้แก่การกระทำของเรา ที่สำคัญคืออะไร รู้ไหมครับ เงินนั้นไม่ใช่เงินของผม เป็นเงินของแผ่นดิน เราให้เรามาทำหน้าที่ให้ใช้เงินนั้นอย่างเหมาะสมเพื่อช่วยเหลือชีวิตผู้คนบนแผ่นดินนี้

ถ้าเรารักษาเงินสามแสน ผมควรเหวี่ยงใบประกอบวิชาชีพแพทย์ทิ้ง แล้วไปรับหน้าที่นายธนาคาร เพราะนั่นคือ สิ่งที่เราต้องการรักษา คือ เงิน

ถ้าเราเป็นหมอ มีหน้าที่ช่วยเหลือชีวิตผู้คนโดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ เช่นที่เราเคยปฏิญานต่อหน้าพระรูปพระบิดา เราจะเลือกได้ถูกต้องแน่นอน ถ้าหากเรา รู้ว่าเราเป็นใคร และทำอะไร

 

ที่ทุกวันนี้ พวกเรา (ผมหมายถึง พวกเราในกระทรวงสาธารณสุข และร่วมถึงนอกกระทรวงที่ต้องดูแลชีวิตคนอื่น) มีปัญหาระหว่างกันมากมาย ทะเลาะกัน กล่าวร้ายกัน เป็นเพราะเราลืมทบทวนว่าเราทำงานนี้ทำไม งานนี้มีความหมายกับชีวิตเราอย่างไร ความหมายของงานที่เราทำเป็นภาระ เป็นสิ่งที่ต้องขจัดให้พ้นหน้า ไม่ใช่หน้าที่ที่มีเกียรติและเป็นความพิเศษที่เราได้ช่วยเหลือผู้คน

การใช้ financial incentive อย่างเป็นบ้าเป็นหลังขณะนี้ ทำให้ผู้คนลืมว่าตัวเองเป็นใคร กำลังทำอะไร คิดอย่างเดียวว่าจะเอาเงินมากๆได้อย่างไร ทำอย่างไร องค์กรจะไม่ขาดทุน ทำอย่างไรจะได้เงินจากพี่น้องเรากันเอง อย่างครบทุกเม็ดไม่ขาดกระเด็น

เวลาผมขับรถผ่านพระรูปสมเด็จพระบิดา ผมมองท่านอย่างรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เดินทางรอยท่าน แม้ไม่ได้หนึ่งในร้อยของท่าน ผมก็ไม่เคยทำอะไรที่ทำให้มองท่านอย่างเต็มตาไม่ได้

หากสงสัยว่าเรากำลังตัดสินใจอะไรลงไปนี่ มันใช่หรือไม่ ผมคิดว่าพระราชดำรัสของสมเด็จพระราชบิดา คงเตือนใจพวกเราไม่มากก็น้อย

และหลังจากเราได้ตัดสินใจอะไรลงไป เราต้องรับผิดชอบการกระทำนั้นด้วยตัวของเราเอง โดยไม่ต้องไปโทษระบบหรือใคร เพราะเราเป็นคนเลือกทางเหล่านั้นเอง

ฝากถึงใครบางคนที่กำลังใช้อำนาจเงินเป็นแรงจูงใจ ในการหลอกล่อให้คนทำงานเพื่อให้เป้าหมายตัวเองสำเร็จด้วย คุณก็เป็นหมอเช่นกัน ถ้าคุณจะลืมไป ผมฝากให้คุณเดินไปยืนหน้าพระรูป สมเด็จพระราชบิดา

คุณมองพระพักตร์ท่านได้โดยไม่ละอายแก่ใจหรือเปล่า คุณถามตัวเองด้วยว่าคุณเป็นใคร คุณกำลังทำอะไร สิ่งที่คุณทำมีความหมายต่อชีวิตคุณอย่างไร

 

" ฉันไม่ต้องการให้พวกเธอเป็นเพียงหมอเท่านั้น
แต่ฉันต้องการให้พวกเธอมีความเป็นมนุษย์ด้วย"

 อัญเชิญพระราชดำรัสพระองค์ท่าน เผื่อว่าเราจะลืมไปว่าเราเป็น ใคร กำลังทำอะไร ครับ