ระยะนี้มีการพูดเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในทางการเมืองมากขึ้น ยิ่งมีโอกาสได้ร่วมรับรู้ในการที่สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจัดประชุม มีพี่น้องจากแพร่ พะเยาและน่าน ร่วม ๓๐๐ คน รับความรู้ในวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๑ ทำให้พอมีความรู้เรื่องการเมือง และสภาพัฒนาการเมืองกว่าที่ผ่านมาโปรดคลิ๊ก http://www.pdc.go.th/
เมื่อมีความรู้จึงเข้าใจว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่เห็นใดจึงมีคำว่า ห้ามยุ่งเกี่ยวการเมือง เป็นข้าราชการต้องเป็นกลาง และห้ามแสดงความเห็นใด ๆ ในทางการเมือง เราเองก็งง ๆ ว่า อยากให้รู้แต่ห้ามผู้รู้ให้ความรู้ แล้วเขาจะเอาอย่างไรก็แน่ แล้วความเป็นกลางทางการเมืองคือะอะไร
เท่าที่ผมได้เห็น ใครที่ลงสมัครเป็นผู้รับการเลือกตั้งนั้น ก่อนสมัครรู้จักคุ้นเคยผู้คนทั่วไป หลังจากไปสมัครประกาศตัว คนรู้จักที่เคยพูดคุยแบบคุ้นเคยกลายเป็นคนไม่คุ้นเคยไปเสีย กลายเป็นคนที่ห่างไกล เหมือนอย่างกันว่าเขาน่าเกลียดน่ากลัว อาจทำให้อีกท่าน อีกหน่วยเดือดร้อน เอาอย่างไรก็แน่หนอ?
โอ้การเมือง เรื่องนี้ มันมีฤทธิ์
มันมีพิษ มีดี มีเสน่ห์
มันสร้างสรรค์ ทำลาย เปลี่ยนถ่ายเท
เหมือนลิเก โรงใหญ่ ให้เราดู
เดี๋ยวร้องไห้ หัวเราะ เยาะคนอื่น
เดี๋ยวสะอื้น รื่นเริง บันเทิงหรู
ก่อนเลือกตั้ง ประชา น่าเชิดชู
หลังเลือกตั้ง หดหู่ ไม่ดูดี
ก่อนเลือกตั้ง เจือจาน สมานฉันท์
หลังเลือกตั้ง ห้ำหั่น ลั่นไล่จี้
นี่หรือจะเรียกหา สามัคคี
การเมืองไทย วันนี้ ยังเวียนวน
แต่ยังดี มีสภา ให้ว่ากัน
ดีกว่าไป ร้องลั่น กลางถนน
เบื่อพวกสร้างปัญหา จลาจล
ชาวบ้านก่น เศรษฐกิจ ถูกริดรอน
เรารับรู้กันคือการเรื่องเลือกตั้งสี่นาที จึงเป็นการแข่งขันเอาชนะคะคานกัน เป็นเรื่องผลประโยชน์ กลายเป็นเรื่องของความแตกแยก ปวดหัว เมื่อเกิดการจัดการยังไงก็ลำบากจึงตัดช่องน้อยแต่พอตัวสะดวกดี คือ ห้ามข้าราชการ พระ มูลนิธิ สมาคม ยุ่งเกี่ยวการเมือง ง่ายดี
เมื่อคนในโลกนี้มากขึ้นกว่าสมัยพ่อขุน จำเป็นต้องการคัดเลือกผู้แทนเพื่อไปทำหน้าที่แทนคนส่วนใหญ่ของสังคมเพราะจะไปอยู่พร้อมกันทั้งหมดก็ไม่ได้
ทั้งผู้แทน และภาคประชาชน ก็ยังไม่ได้เข้าใจและปฏิบัติหน้าของตนเองอย่างเต็มกำลัง จึงเป็นการเมืองแบบถูลู่ถูกัง เป็นสักระยะอย่างมากเราคงตายไปแล้วจะเกิดหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่อย่าสิ้นหวังครับ
แต่แน่ๆ การเมืองไม่ใช่ที่อยู่ของคนดี เพราะจะดีจริงๆก็ไม่ถูกใจหัวคะแนนและจะสอบตกเอาง่ายๆ มันเป็นเทาๆ สลัวๆ ซึ่งบางคนจะชอบมาก
สวัสดีครับคุณ TAFS
ถอนหายใจอีกตามเคย เมื่อต้องมาพูด หรือมาว่า เรื่องการเมือง ขอหายใจเข้าลึก ๆ เสียก่อน เพราะบรรดานักการเมืองอาจดาหน้าว่า แน่จริงมาลงสนามแข่งกันซิ อะไรประมาณนั้น
ผมมาคิดดูแล้ว นักการเมือง ท่านนั้นอาจจะยังเข้าใจคำว่า การเมืองไม่ทั่วถ้วน และการแสดงท่าที่เช่นที่กล่าวท้านั้น เป็นทางทีทางการเมือง เขาย่อมมีสิทธิแสดงออกได้ คืออยากจะว่าอะไรก็ว่ามา
ทำให้นึกถึงเรื่อง ที่ อ.ธีรยุทธ ออกมาพูดหลายวันก่อน จากนั้นได้ดูโทรทัศน์ช่อง ๙ มีนักวิชาการ นักหนังสือพิมพ์มาพูด แต่ละท่านให้ความคิดแตกต่างกันไป เรียกว่า เสนอแง่คิดให้เราได้พิจารณา ผมว่า อดทนเรียนรู้ด้วยความตั้งใจได้ความรู้ดี
ผมไม่อยากให้พูดแบบขุดบรรพบุรุษมาด่าทอ หรือใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพ รุนแรง เนื่องจากอาจเป็นแบบอย่างแก่เด็ก เยาวชน เพราะอีกหน่อยสังคมไทยที่เคยสุภาพ จะกลายเป็นใช้ถ้อยคำรุนแรง เนื่องจากได้เห็นท่านผู้นำ ท่านนักวิชาการ สบถโดยอ้างว่าเป็นบุคคลที่จริงใจและทำหน้าที่ตนเอง
ทุกคนมีหน้าที่ของตน มันจะมีค่าเมื่อเราภาคภูมิใจในหน้าที่ที่เราทำโดยตระหนักรู้อยู่เสมอ
นักการเมือง คือ ผู้อาสาเข้ามาเป็นผู้แทน เป็นบุคคลสาธารณะ เราจึงรับรู้เรื่องราวของเขามากกว่าคนดีในหน้าที่อื่นมากกว่า
เป็นไปไม่ได้ที่จะมาดาหน้าว่าให้ลงสมัครแข่งกันเป็นผู้แทนเสียทุกเรื่องทุกคนไป
ในแผ่นดินนี้มีคนดีอีกมากมายที่ไม่ต้องลงเลือกตั้ง เขาก็ทำหน้าของเขาไปและทำอย่างดีด้วย
อ.ธีรยุทธ เป็นนักวิชาการที่ออกมาวิพากษ์ปีละครั้งสองครั้ง นั่นเป็นหน้าที่ของครูอาจารย์พึงกระทำอย่างยิ่ง ไม่ใช่สอนๆบริโภคเงินเดือนไป
เมื่ออยากรู้ความจริงทางวิชาการ ต้องอ่านย้อนการวิพากษ์ของ อ.ธีรยุทธ แล้วเอามาไตร่ตรอง หรือหนังสือที่ ดร.เจิมศักดิ์ เขียนไว้ รู้ทันทักษิณ ลองย้อนเอามาถอดรหัสดู ก็จะทำให้ได้ความรู้ความเข้าใจอีกมาก เอกสารที่ผ่านมามันโกหกกันไม่ได้เป็นประวัติศาสตร์ที่นิ่งแล้ว พอจะทำให้รู้ปัจจุบัน และอนาคต อย่างไม่หลงทาง
ตาจะออกไปตีกอลฟ์ ฝนมันตกก็กลับเข้าบ้าน หลานเห็นพูดขึ้นว่า "ไม่ได้ไปตีมันจะตายหรือไง" ตาตกใจมากกับคำพูดอย่างนี้
เพราะหลานมันเห็นผู้นำประเทศพูด เขาก็เห็นว่าไม่เป็นไร
ผมก็ไม่รู้ว่า ไอ้ผู้นำพวกนี้มันกระเหี้ยน กระหือรือ พูดทำหอกอะไรก็ไม่รู้ พูดได้ทุกวันเลย