กำกับหนัง ส.อาสนจินดา ฉลวย ศรีรัตนา
ผู้กำกับภาพยนตร์ คนทำหนัง (ตอนผู้กำกับจอมเฮียบ 2)
นอกจากงานด้านกำกับแล้ว งานอื่นท่านก็ทำได้หลายอย่าง ทั้งการตัดต่อลำดับภาพ ครูเล่าว่างานอะไรก็ตามที่ได้รับมอบหมาย ครูจะต้องรับผิดชอบและทำให้สำเร็จ ครั้งหนึ่งท่านไปตัดต่อหนังที่ญี่ปุ่น ซึ่งสมัยนั้นประเทศไทยยังไม่มีอุปกรณ์ตัดต่อ ถึงจะมีแต่ก็ยังไม่พอ สำหรับงานที่ต้องการจะใช้ในเวลาเดียวกัน จึงต้องไปเช่าห้องตัดที่ญี่ปุ่น ในช่วงเวลานั้นทุกนาทีมีค่า ต้องแข่งกับเวลาเพราะยิ่งช้า ค่าใช้จ่ายก็ต้องเพิ่มสูงขึ้น นั่นหมายถึงกำไรก็จะลดลงไปด้วย หนังที่ไปตัดเป็นของครูส.อาสนจินดา ซึ่งเป็นบุคคลที่ครูฉลวยเคารพนับถือมาก จึงต้องรักษาผลประโยชน์ไว้ให้เสมือนกับเป็นงานของตนเอง(หาได้ยากในคนรุ่นใหม่) ช่วงเวลานั้นครูไม่ได้พักเลยติดต่อกัน21วัน22คืน ต้องยืนตัดต่อฟิล์ม(เครื่องตัดต่อรุ่นนั้นเป็นแบบยืนตัด) ในใจนั้นคิดถึงแต่งานที่ได้รับความไว้วางใจจากครูส.และได้ยินเสียงจากห้องตัดต่อที่อยู่ติดกัน ได้ยินเสียงกรอฟิล์มเสียงดังแกร๊กๆ อยู่ตลอดเวลา จึงคิดว่าเมื่อคนญี่ปุ่นทำได้คนไทยก็ต้องทำได้ เขาไม่หยุดเราก็ไม่หยุด จึงทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ บางครั้งก็จะพบกับเพื่อนชาวญี่ปุ่น เมื่อหยุดพักไปดื่มน้ำหรือเข้าห้องน้ำ ก็รู้ว่าตัดต่ออยู่ห้องข้างๆกัน บางวันพบกันตอน9โมงเช้า เขาก็ถามว่ามาถึงที่นี่(ห้องตัดต่อ)กี่โมง ก็บอกเขาว่ายังไม่ได้กลับอยู่ที่นี่ทั้งคืน ดูเหมือนว่าเขาคงจะไม่เชื่อ วันต่อมาพบกันตอน8โมงเช้า ก็พบครูฉลวยยังอยู่ที่ห้องตัดต่อ เขาก็ถามว่ามาถึงกี่โมง ก็ตอบเขาไปเหมือนเดิมว่ายังไม่ได้กลับ จนในที่สุดวันหนึ่งพบกันเวลา 6 โมงเช้า เขาก็เห็นครูยังทำงานอยู่เช่นเคย เขาจึงเชื่อและถามว่าทำงานได้อย่างไรโดยไม่พัก ครูก็จึงย้อนไปว่าคุณเองก็ทำงานอยู่ตลอดเวลาไม่ใช่หรือ ผมเห็นว่าคุณอยู่ได้ผมก็อยู่ได้ เขาจึงทำหน้างงๆไปครู่หนึ่ง แล้วตอบว่าในแต่ละวันนั้น เขาทำงาน3กะหรือ3รอบเปลี่ยนคนแต่ไม่ได้เปลี่ยนห้อง ครูจึงรู้ว่าเสียงที่ครูได้ยินจากเพื่อนข้างห้องตลอดเวลานั้น จริงๆแล้วเขาเปลี่ยนกันหลายรอบหลายคน แต่เมื่อรู้ก็สายไปแล้วเพราะงานเสร็จพอดี
ครูก็ยังแปลกใจว่าช่วงนั้นทำไปได้อย่างไร ใจมันสู้แต่ร่างกายรับไม่ไหว ภาพช็อตสุดท้ายมองเห็นฟิล์มที่เตรียมจะต่อเข้ากับม้วน ร่วงจากมือลงไปรวมกับกองเศษฟิล์มที่พื้น มองเห็นคล้ายภาพสโลว์ แต่นิ้วมันไม่ยอมคีบฟิล์ม จึงต้องเสียเวลาค้นหาฟิล์มส่วนนั้น ในใจคิดถึงแต่งานคิดถึงพี่ส. และต้องการพิสูจน์คำสบประมาทของใครบางคน และลึกๆก็ต้องการแข่งกับเพื่อนญี่ปุ่น ที่ทำงานอยู่ในห้องข้างๆกัน คงเป็นด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ครูฉลวยมีความมุ่งมั่น มีความรับผิดชอบ มีวินัย และตรงต่อเวลา มาจนถึงปัจจุบันนี้
ด้วยวัยที่เกินเกษียณมาเกือบ20ปี แต่ดูครูยังแกร่งกระฉับกระเฉง ตลอดระยะเวลา3 ชั่วโมงที่ครูบรรยาย ครูยืนและเดินไปมา พูดคุยเป็นกันเองกับผู้ฟังการบรรยายตลอด ในช่วง3ชั่วโมงหลัง ขอให้ครูลองกำกับให้ดูโดยใช้ผู้แสดงมือใหม่ ก็คือคุณครูที่มาเข้ารับการอบรมนั่นเอง ครูพล็อตเรื่องและกำหนดจุดสมมุติฉากขึ้นมา ให้ผู้แสดงซักซ้อมทั้งกริยาท่าทางบทสนทนาอารมณ์ที่แสดงออกมาทางสีหน้าแววตา
ขณะที่เริ่มทำงานครูจะสวมวิญญาณของผู้กำกับ ดวงตายังคงฉายแววและซ่อนความดุไว้ลึกๆ แต่ก็ดูอบอุ่น บางครั้งเมื่อครูรู้ตัวว่าดุเกินไป ก็จะยิ้มนิดๆที่มุมปาก และมีเสียงหึๆคล้ายหัวเราะสั้นๆในลำคอ หลายเทคผ่านไปครูก็ยังไม่พอใจ ผู้แสดงและทีมเริ่มเครียด เพราะเป็นความรู้ใหม่ ที่ไม่เคยได้เรียนที่ไหนมาก่อน ศัพท์บางคำผู้เข้ารับการอบรมก็ไม่คุ้นหู จึงมีสมาชิกบางคนเริ่มออกไปเบรก แต่ไม่ยอมกลับมาเข้าห้องบรรยาย เพราะเนื้อหาที่ท่านบรรยาย และสาธิตให้ดูนั้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นฐาน เกี่ยวกับงานด้านการผลิตรายการมาบ้างแล้ว จึงจะได้ประโยชน์อย่างมากมาย
(ยังไม่จบมีตอนที่3)

ครับต้องใช้จิตและวิญญาณ
ตามอ่านเรื่องราวตอนที่สองค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ (ผอ.)นายประจักษ์
สวัสดีครับคุณjaewjingjing
สวัสดีค่ะท่านอ. ผู้กำกับ
...
อ. สบายดีนะคะ
น้องปูฟ้า มาทักทาย ด้วยระลึกถึงค่ะ
ช่วงนี้ งานไม่กระจุกตัวอย่างเคย
...
ยังพอมีเวลาว่าง รับงานแสดงได้ค่ะ อิ อิ
อากาศที่นี่ เย็นสบายดี กลางวันร้อนนิดหน่อยค่ะ
อากาศ ฝั่งบ้านอ. เป็นไงบ้างค่ะ
ลมหนาวมาแล้ว รักษาสุขภาพนะคะ
...
สุข สบายๆ วันเสาร์ อิ่มอร่อยทุกมื้อ ค่ะ