กำกับหนัง ส.อาสนจินดา ฉลวย ศรีรัตนา

P4300516

 

ผู้กำกับภาพยนตร์ คนทำหนัง  (ตอนผู้กำกับจอมเฮียบ 2)
นอกจากงานด้านกำกับแล้ว   งานอื่นท่านก็ทำได้หลายอย่าง    ทั้งการตัดต่อลำดับภาพ   ครูเล่าว่างานอะไรก็ตามที่ได้รับมอบหมาย  ครูจะต้องรับผิดชอบและทำให้สำเร็จ   ครั้งหนึ่งท่านไปตัดต่อหนังที่ญี่ปุ่น  ซึ่งสมัยนั้นประเทศไทยยังไม่มีอุปกรณ์ตัดต่อ  ถึงจะมีแต่ก็ยังไม่พอ   สำหรับงานที่ต้องการจะใช้ในเวลาเดียวกัน    จึงต้องไปเช่าห้องตัดที่ญี่ปุ่น    ในช่วงเวลานั้นทุกนาทีมีค่า  ต้องแข่งกับเวลาเพราะยิ่งช้า  ค่าใช้จ่ายก็ต้องเพิ่มสูงขึ้น  นั่นหมายถึงกำไรก็จะลดลงไปด้วย  หนังที่ไปตัดเป็นของครู.อาสนจินดา    ซึ่งเป็นบุคคลที่ครูฉลวยเคารพนับถือมาก  จึงต้องรักษาผลประโยชน์ไว้ให้เสมือนกับเป็นงานของตนเอง(หาได้ยากในคนรุ่นใหม่)  ช่วงเวลานั้นครูไม่ได้พักเลยติดต่อกัน21วัน22คืน   ต้องยืนตัดต่อฟิล์ม(เครื่องตัดต่อรุ่นนั้นเป็นแบบยืนตัด)  ในใจนั้นคิดถึงแต่งานที่ได้รับความไว้วางใจจากครู.และได้ยินเสียงจากห้องตัดต่อที่อยู่ติดกัน   ได้ยินเสียงกรอฟิล์มเสียงดังแกร๊กๆ    อยู่ตลอดเวลา  จึงคิดว่าเมื่อคนญี่ปุ่นทำได้คนไทยก็ต้องทำได้  เขาไม่หยุดเราก็ไม่หยุด   จึงทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ   บางครั้งก็จะพบกับเพื่อนชาวญี่ปุ่น    เมื่อหยุดพักไปดื่มน้ำหรือเข้าห้องน้ำ   ก็รู้ว่าตัดต่ออยู่ห้องข้างๆกัน  บางวันพบกันตอน9โมงเช้า   เขาก็ถามว่ามาถึงที่นี่(ห้องตัดต่อ)กี่โมง   ก็บอกเขาว่ายังไม่ได้กลับอยู่ที่นี่ทั้งคืน    ดูเหมือนว่าเขาคงจะไม่เชื่อ  วันต่อมาพบกันตอน8โมงเช้า   ก็พบครูฉลวยยังอยู่ที่ห้องตัดต่อ  เขาก็ถามว่ามาถึงกี่โมง   ก็ตอบเขาไปเหมือนเดิมว่ายังไม่ได้กลับ   จนในที่สุดวันหนึ่งพบกันเวลา  6  โมงเช้า   เขาก็เห็นครูยังทำงานอยู่เช่นเคย     เขาจึงเชื่อและถามว่าทำงานได้อย่างไรโดยไม่พัก   ครูก็จึงย้อนไปว่าคุณเองก็ทำงานอยู่ตลอดเวลาไม่ใช่หรือ   ผมเห็นว่าคุณอยู่ได้ผมก็อยู่ได้   เขาจึงทำหน้างงๆไปครู่หนึ่ง  แล้วตอบว่าในแต่ละวันนั้น  เขาทำงาน3กะหรือ3รอบเปลี่ยนคนแต่ไม่ได้เปลี่ยนห้อง  ครูจึงรู้ว่าเสียงที่ครูได้ยินจากเพื่อนข้างห้องตลอดเวลานั้น  จริงๆแล้วเขาเปลี่ยนกันหลายรอบหลายคน  แต่เมื่อรู้ก็สายไปแล้วเพราะงานเสร็จพอดี
      ครูก็ยังแปลกใจว่าช่วงนั้นทำไปได้อย่างไร   ใจมันสู้แต่ร่างกายรับไม่ไหว    ภาพช็อตสุดท้ายมองเห็นฟิล์มที่เตรียมจะต่อเข้ากับม้วน  ร่วงจากมือลงไปรวมกับกองเศษฟิล์มที่พื้น   มองเห็นคล้ายภาพสโลว์    แต่นิ้วมันไม่ยอมคีบฟิล์ม   จึงต้องเสียเวลาค้นหาฟิล์มส่วนนั้น   ในใจคิดถึงแต่งานคิดถึงพี่.   และต้องการพิสูจน์คำสบประมาทของใครบางคน  และลึกๆก็ต้องการแข่งกับเพื่อนญี่ปุ่น   ที่ทำงานอยู่ในห้องข้างๆกัน  คงเป็นด้วยเหตุนี้เอง  ที่ทำให้ครูฉลวยมีความมุ่งมั่น  มีความรับผิดชอบ  มีวินัย  และตรงต่อเวลา  มาจนถึงปัจจุบันนี้
       ด้วยวัยที่เกินเกษียณมาเกือบ20ปี   แต่ดูครูยังแกร่งกระฉับกระเฉง    ตลอดระยะเวลา3  ชั่วโมงที่ครูบรรยาย   ครูยืนและเดินไปมา  พูดคุยเป็นกันเองกับผู้ฟังการบรรยายตลอด   ในช่วง3ชั่วโมงหลัง   ขอให้ครูลองกำกับให้ดูโดยใช้ผู้แสดงมือใหม่   ก็คือคุณครูที่มาเข้ารับการอบรมนั่นเอง   ครูพล็อตเรื่องและกำหนดจุดสมมุติฉากขึ้นมา  ให้ผู้แสดงซักซ้อมทั้งกริยาท่าทางบทสนทนาอารมณ์ที่แสดงออกมาทางสีหน้าแววตา
 
       ขณะที่เริ่มทำงานครูจะสวมวิญญาณของผู้กำกับ   ดวงตายังคงฉายแววและซ่อนความดุไว้ลึกๆ    แต่ก็ดูอบอุ่น  บางครั้งเมื่อครูรู้ตัวว่าดุเกินไป   ก็จะยิ้มนิดๆที่มุมปาก   และมีเสียงหึๆคล้ายหัวเราะสั้นๆในลำคอ   หลายเทคผ่านไปครูก็ยังไม่พอใจ  ผู้แสดงและทีมเริ่มเครียด    เพราะเป็นความรู้ใหม่  ที่ไม่เคยได้เรียนที่ไหนมาก่อน   ศัพท์บางคำผู้เข้ารับการอบรมก็ไม่คุ้นหู    จึงมีสมาชิกบางคนเริ่มออกไปเบรก    แต่ไม่ยอมกลับมาเข้าห้องบรรยาย    เพราะเนื้อหาที่ท่านบรรยาย  และสาธิตให้ดูนั้น    เหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นฐาน    เกี่ยวกับงานด้านการผลิตรายการมาบ้างแล้ว  จึงจะได้ประโยชน์อย่างมากมาย
       (ยังไม่จบมีตอนที่3)