เกี่ยวกับ กศน (ตรง ชัด เห็นภาพ)

กศน.มิใช่การศึกษาขั้นพื้นฐาน

 

.....

 

เนื่องจากมีข่าวแพร่สะพัดว่าที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกลุ่มหนึ่ง กำลังเตรียมการเสนอจะให้   โอนสถานศึกษาสังกัดสำนักงานบริหารการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.)ไปขึ้นกับเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ได้เคยมีความพยายามทำมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อ พ.ศ. 2545  แต่ไม่สำเร็จเพราะถูกต่อต้านจากฝ่ายต่าง ๆ และรัฐสภาลงมติไม่เห็นด้วยแต่บัดนี้มีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ จึงได้มีการพยายามซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆที่หากนำเรื่องนี้ขึ้นสู่ศาลยุติธรรม ผู้ดำเนินการอาจมีความผิดฐานจงใจปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในหลายมาตรา ทำให้เกิดความเสียหายมากมายหลายประการ
 
ในฐานะที่ข้าพเจ้าเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นอธิบดีกรมการศึกษานอกโรงเรียนและรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการมาเป็นเวลาหลายปีจึงขอเรียนเสนอแนะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวข้องดังนี้
 
1.
การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ไม่ใช่การศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะตามพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตรา 10 ระบุว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานต้องเป็นการศึกษาที่ไม่น้อยกว่าสิบสองปีแต่  การศึกษานอกโรงเรียนไม่ได้สอนสิบสองปี  โดยอาจจะจัดเพียงหนึ่งชั่วโมง 3 วัน หรือ 3 ปี ตามความต้องการของผู้เรียนดังนั้นการศึกษานอกโรงเรียนจึงมิใช่การศึกษาในโรงเรียน และไม่ใช่การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย
 
2.
การศึกษานอกโรงเรียน เป็นการศึกษาตลอดชีวิตซึ่งสอดคล้องกับนโยบายขององค์การยูเนสโกแห่งสหประชาชาติในเรื่อง  Life Long Education ซึ่งเน้นบริการสำหรับผู้ใหญ่หรือเด็กที่ด้อยหรือพลาดโอกาสในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  คนที่อยากหาความรู้เพิ่มเติมทั้ง ๆที่เคยเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานหรืออุดมศึกษามาแล้ว    คนสูงอายุหรือคนด้อยโอกาสต่าง ๆ ซึ่งแตกต่างกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีตั้งแต่อนุบาลถึงอุดมศึกษาอย่างชัดเจน ตามที่ระบุไว้ในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติมาตรา 7, 8 และ 15                                   
 
3.
เขตพื้นที่การศึกษามีหน้าที่ดูแลเพียงการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น  เพราะเขตพื้นที่การศึกษานั้น ตั้งขึ้นตามมาตรา 37 และ 38 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มีหน้าที่กำกับดูแลสถานศึกษาในระบบขั้นพื้นฐาน 12 ปีและระดับอุดมศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่มีอำนาจหน้าที่ใด ๆในการดูแลหน่วยงานที่มิได้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี เช่น กศน.
 
4.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีงานมากเกินกำลังอยู่แล้วเพราะมีสถานศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในสังกัดทั่วประเทศกว่า 3 หมื่นแห่งหากเพิ่มสถานศึกษาสังกัด กศน.เข้าไปอีกจะทำให้การทำงานในหน้าที่โดยตรงขาดประสิทธิภาพ
 
5.
สถานศึกษาในระบบไม่มีเวลาและไม่เชี่ยวชาญด้านการศึกษานอกโรงเรียน  เพราะเพียงแต่ทำงานในหน้าที่สอนเด็กนักเรียนตามหน้าที่ปกติเท่านั้นก็ปรากฏว่ามีสถานศึกษาที่มีผลประเมินต่ำกว่าเกณฑ์กว่าหมื่นโรงเรียนเสียแล้วหากจะเพิ่มงานให้ต้องไปสอนผู้ใหญ่   คนชรา หรือเด็กที่ถูกให้ออกจากโรงเรียนอีกก็จะทำให้งานในหน้าที่เสื่อมถอยออกไปอีก
 
6.
เขตพื้นที่การศึกษามีปัญหาที่แก้ไม่ตกอยู่หลายอย่างแล้ว เช่นการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาที่มาจากโรงเรียนประถมเดิมทำให้เกิดปัญหาในการดำเนินการและโยกย้ายผู้บริหารโรงเรียนมัธยมจนกระทั่งโรงเรียนมัธยมหลายแห่งเตรียมขอโอนย้ายออกจากกระทรวงศึกษาธิการไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนอกจากนี้ก็มีปัญหาเกี่ยวกับตำแหน่งผู้อำนวยการเขตพื้นที่ที่มีเพียงตำแหน่งเดียวต่อเขตพื้นที่ทำให้ต้องแย่งชิงกันระหว่างศึกษาธิการจังหวัดผู้อำนวยการมัธยมศึกษาจังหวัด  ผู้อำนวยการประถมศึกษาจังหวัด  และศึกษานิเทศก์หากจะนำเอาผู้อำนวยการกศน.จังหวัดเข้าไปรวมด้วยก็จะเพิ่มปัญหาของเขตพื้นที่การศึกษาขึ้นไปอีก                                    
 
6.
การยุบกรมการศึกษานอกโรงเรียนไปเป็นหน่วยงานย่อยในสำนักงานปลัดกระทรวง  ทำให้งานการศึกษาตลอดชีวิต  ไม่เป็นไปตามหลัก การของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติเพราะทำให้งานขาดประสิทธิภาพ ล่าช้า ขาดงบประมาณและบุคลากรทำให้การดำเนินการด้านการ ศึกษาตลอดชีวิตและการรณรงค์ให้คนอ่านออกเขียนได้ของไทยที่เคยได้รับการยกย่องได้รางวัลระดับโลกมาแล้วต้องหยุดชะงักอย่างน่าเสียดาย ศูนย์การเรียนชุมชนแม่ฟ้าหลวงตามถิ่นทุรกันดารภาคเหนือ ถูกทอดทิ้ง ไม่มีอัตราครู ขาดวัสดุอุปกรณ์ แม้กระทั่งม้านั่งโต๊ะเรียน  และไม่ได้รับการตรวจเยี่ยมจากผู้บริหารระดับสูงเนื่องจากปลัดและรองปลัดกระทรวงมีงานมากล้นมือ ดังนั้นจึงควรแยก กศน.ออกจากสำนักงานปลัดกระทรวงให้เป็นนิติ  บุคคลเหมือนกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาโดยด่วนที่สุด                                   
7.
ควรเร่งรัดพัฒนาสถานศึกษากศน.ในถิ่นทุรกันดารในพื้นที่ที่ห่างไกลจากสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพราะบางแห่งเด็กต้องเดินเท้าไปไกลหลายชั่วโมงกว่าจะถึงโรงเรียนขั้นพื้นฐาน เช่นในอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย หรืออำเภออมก๋อย  จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น
 
8.
ควรเร่งรัดพัฒนาการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างเป็นสุขท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในปัจจุบันเพราะปัจจุบันนี้จำนวนผู้สูงอายุมีมากขึ้นขณะที่เด็กเกิดใหม่มีน้อยลง เช่นสอนการปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคหัวใจ-เบาหวาน วิธีทำให้ลูกหลานรัก วิธีหาคู่ยามชราหรือชมรมอินเทอร์เน็ตผู้สูงอายุซึ่งการศึกษาดังกล่าวอาจเปิดเป็นชั้นเรียนเหมือนโรงเรียนปกติหรือส่งความรู้ผ่านสื่อ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ซีดีหรือโทรศัพท์มือถือก็ได้                                   
 
9.
ควรพิจารณาเรื่องการศึกษาของผู้อพยพต่างชาติเพราะปัจจุบันนี้มีผู้หลบหนีเข้าเมืองจากประเทศใกล้เคียงและมีเด็กที่เกิดใหม่โดยไม่มีสูติบัตรเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่มีสิทธิเข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้นจึงควรพิจารณาให้การศึกษาแก่คนกลุ่มนี้ตามสิทธิมนุษยชนอย่างน้อยก็ให้สามารถฟังและพูดภาษาไทยได้เข้าใจ   มิฉะนั้นอาจเกิดปัญหาด้านภาษาทำนองเดียวกับชายแดนภาคใต้ได้ในอนาคตหากคิดหาวิธีไม่ออกก็ให้ไปดูวิธีสอนภาษาอังกฤษให้คนต่างชาติที่เพิ่งเข้าไปอยู่ของรัฐบาลออสเตรเลีย
  
รัฐบาลนี้มีเวลาเหลืออีกไม่กี่เดือนและกระทรวงศึกษา ธิการมีงานสำคัญที่จะต้องเร่งทำโดยด่วนอีกมากมายอย่าไปเสียเวลาทำงานที่เสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายซึ่งอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในอนาคตเช่น การที่จะเอาสถานศึกษา กศน.ไปอยู่กับเขตพื้นที่การศึกษาอีกเลย”.

ดร.อาทร จันทวิมล

ที่มาเดลินิวส์