ฉือจี้ มหาเมตตาธรรมค้ำจุนโลก

ในวาระมหาสงกรานต์ปีนี้ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้อนุมัติให้บุคลากรคณะแพทยศาสตร์เดินทางไปดูงาน ณ มูลนิธิพุทธฉือจี้ (Tzu chi Foundation) ประเทศไต้หวัน ระหว่างวันที่ 13-17 เมษายน 2551 ที่จริงดำริที่ว่าจะไปดูงานนี้ ท่านคณบดีมีมาตั้งแต่ปีก่อนแล้ว พอเราติดต่อไปที่มูลนิธิฉือจี้ที่กรุงเทพฯ ทราบโปรแกรมคร่าวๆว่าต้่องไป 3 คืน 4 วัน ก็เลยต้องหาช่วงเวลาที่เป็นวันหยุดติดต่อกันยาวๆ จะได้ไม่เสียเวลาลางานมากเกินไป ในที่สุดก็มาลงเอยที่ช่วงสงกรานต์นี้เอง และก็ปรากฏว่าอาจารย์กิตติ ลิ่มอภิชาต ท่านคณบดีก็ติดภาระกิจไม่สามารถไปได้ เลยได้แต่อนุมัติิให้บุคลากรในคณะไปกันเอง มีหัวหน้าภาควิชา หรือตัวแทน ตัวแทนแพทยศาสตรศึกษา มีพยาบาลจากฝ่ายการพยาบาล และกรรมการหน่วยชีวันตาภิบาล ไปกันทั้งหมด 30 คน

แม้ว่าผมเองจะได้ยินได้ฟังเรื่องราวของมูลนิธิพุทธฉือจี้มานานกว่า 2 ปี และได้ยินเรื่องเล่าจำนวนมาก หลากหลายเวที เมื่อได้ไปได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น สัมผัสด้วยตนเองแล้ว ก็แทบจะไม่เชื่อว่ายังสามารถเกิดอารมณ์ ความรู้สึก แรงบันดาลใจอย่างมากมายเกินจินตนาการได้อยู่ดี เหมือนกับได้รับฟังเป็นครั้งแรก เนื่องเพราะประสบการณ์สด ความบริสุทธิ์ของพลังงานที่หล่อเลี้ยงอยู่เบื้องหลังกิจกรรม ภาระกิจทั้งมวลนั้น เกินกว่าที่การถ่ายทอดต่อๆกันมาจะถ่ายทอดได้ครบทุกอรรถรส ถึงกระนั้นก็ตามเมื่อกลับมาถึงประเทศไทย ก็ตั้งใจว่าจะต้องถ่ายทอดออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ รออยู่เป็นเวลาหลายวันก็ยังไม่ตกตะกอนทั้งหมด ได้แต่ตัดสินใจว่าลงมือเลยน่าจะดีกว่ารอสิ่งที่ไม่ทราบว่าจะมาเมื่อไหร่

เขียนหัวข้อครั้งแรก ก็จงใจเขียน "ตอนหนึ่ง" ลงไป เพราะมั่นใจว่า จะถ่ายทอด 3 คืน 4 วันนี้ออกมาอย่างที่ตั้งใจนั้น ไม่สามารถทำได้ในตอนเดียวอย่างแน่นอน จะค่อยๆลำเลียงนิราศไทเป และนิราศฮวาเหลียน ออกมาให้กัลยาณมิตร ได้ร่วมกันเข้าถึงเรื่องราวอันสุดแสนพิศดาร ทรงพลัง อิ่มเอิบ อบอุ่นจิตใจ ดังต่อไปนี้เทอญ

การติดต่อ

อ.กิตติ คณบดี ให้ผมจัดโปรแกรมทัศนศึกษาดูงานที่มูลนิธิพุทธฉือจี้ตั้งแต่ปลายปี 2550 พอได้รับคำสั่ง ผมก็ลองๆ search google ก็ได้ผล ชื่อ ที่อยู่ และเบอร์ติดต่อ ออกมาเป็นแถวๆ ปรากฏว่ามีมูลนิธิพุทธฉือจี้มีสาขาอยู่หลายประเทศ และในประเทศไทยก็มีที่ติดต่ออย่สองที่คือที่กรุงเทพฯ และอีกที่ เป็นทีีที่มูลนิธิได้ไปตั้งโรงเรียนฉือจี้เป็นแห่งแรก ณ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ตอนโทรไปก็มีคนรับสายโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว พอทราบว่าจะติดต่อเรื่องการไปดูงานฉือจี้ ก็มีเสียงคุยกันปลายสายจิ๊กๆจั๊กๆ สักประเดี๋ยวก็ถูกส่งไปหาคนที่พอทราบเรื่องราวทันที อาจจะเป็นเพราะมีคนจำนวนมาก หลายกลุ่ม มาติดต่อเพื่อจะไปดูงาน ทำให้ทั้งหมดลงตัวและเรียบง่ายแต่แรก

คนที่ติดต่อตอนแรกๆก็มี อาจารย์รัศมี กฤษณมิษ อาจารย์อยู่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เคยไปทำการศึกษาเรื่องการเรียนการสอนแบบฉือจี้ และรู้จักอาสาสมัครหลายคน รวมทั้งทราบเรื่องราวมูลนิธิพุทธฉือจี้มากทีเดียว แล้วก็มีคุณวัชราภรณ์ ทิพย์ธวัชวงศา หรือคุณหญิง รับเป็นคนติดต่อประสานงาน ผู้จัดการทัวร์และเรื่องการเดินทางคือคุณส้ม เป็นคนไต้หวันที่อยู่เมืืองไทยมา 20 กว่าปีแล้ว (แต่ยังพูกไท ไม่ค่อยชัก อ้า.... คุณส้มจะชี้แจงอายๆ ทุกครั้งทีีมีคนถามว่าอยู่มานานเท่าไรแล้ว) ก็ทราบว่าช่วงเวลาที่เราจะไป จะเป็นช่วงเดียวกันกับกลุ่มพยาบาล สภากาชาด อีกประมาณ 30 กว่าคนจะไปด้วยเหมือนกัน แต่ของคณะแพทย์ตัดสินใจกลับก่อน 2-3 วัน

ประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนเดินทาง ก็มีเสียงโทรศัพท์มาจากคุณหญิงว่า ทีมอาสาฉือจี้รวมทั้งอาจารย์รัศมี จะเดินทางมาบรรยายเรื่องการศึกษาแนวคิดแบบพุทธฉือจี้ให้ครูแถวๆภาคใต้ฟัง ณ สถาบันราชภัทร สงขลา ถามว่าเราอยากจะให้พวกเธอมาพูดอะไรสักหน่อยที่ ม.อ. หรือไม่ เกี่ยวกับการเตรียมตัว แหมเรื่องอย่างนี้ใครจะไม่เอา ผมก็ตอบยินดีอย่างยิ่งไปทันที ขอให้มาเถอะ จะหาคนมาฟังให้ได้แน่ๆ

ทีมฉือจี้ที่มา ม.อ. มี 3 คน คือ อ.รัศมี คุณหญิง และคุณส้ม ซึ่งคุณส้มคนเดียวที่จะไปกับเรา อีกสองท่านติดภาระกิจอื่นๆ ทั้งสามคนมาถึงห้องสมุดคณะแพทย์ เดินเข้ามาอย่างกระฉับกระเฉง ก้าวฉับๆๆ มา คุณส้มอุ้มเอากล่องกระดาษใหญ่มาด้วยหนึ่งใบ ใส่หนังสือ ใส่เอกสารอะไรอยู่เต็มไปหมด อ.รัศมีบอกว่าเอาข้อมูลอะไรบางอย่างมาแจกให้ด้วยก่อนไป อื้อ หือ ใจดีจริงๆ แถม home delivery เชียวนะเนี่ย

Preparation

ก่อนไปเตรียมตัวอะไรบ้าง?

เราได้รับคำแนะนำที่มีประโยชน์หลายอย่างทีเดียว เช่น คนไต้หวันถือเรื่องเวลามากๆ ต้องเพ้ะๆเลย (ท่าทางอาสาสมัครฉือจี้จะเคยเจอเวลาแบบ "ไทยๆ" มารึเปล่าก็ไม่รู้ เลยต้องเตือนกันหน่อย) และปีนี้เป็นปีที่ท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหลียนจะรณรงค์เรื่องโลกร้อน บอกว่าคนปัจจุบันนี้เหิมเกริมอุกอาจหยามเหยียดธรรมชาติมากขึ้นๆ น่าจะต้องรีบแก้ไข เราก็เลยได้รับคำเตือนอีกหลายเรื่อง อาทิ ทุกคนจะมีแก้วน้ำส่วนตัว ที่จะหิ้วไปไหนมาไหนตลอดเวลา ไปถึงไหนก็ใช้แก้วตัวเอง ดูแลเอาเอง ไม่ต้องให้ใครมาเก็บ มาล้างให้ เราจะมีการเดินไปไหนมาไหนมากพอควร รองเท้าก็ใส่สบายๆ แบบถอดง่ายใส่ง่ายยิ่งดี เพราะบางที่ต้องถอดรองเท้้าก่อนเข้าไป (เขาจะแจกถุงใส่รองเท้าให้เราหิ้วไปด้วย)

อาหารจะเป็นเจ (เกือบ) ทุกมื้อ และขอให้ตักเฉพาะที่พอทานเท่านั้น ตาม code of conduct แล้ว ไม่ควรจะเหลือข้าวแม้แต่เมล็ดเดียว ไม่มีการกินทิ้งกินขว้างเด็ดขาด ท่านเจิ้นเหลียนตราเป็นกฏไว้ว่า "ไม่ทำงาน ไม่ต้องกินข้าว" ฉะนั้น การกิน เป็นการกินเพื่อให้มีแรงทำงาน ไม่ได้กินเพื่อสนองความอยากแต่อย่างใด

เสื้อผ้าให้ดูเรียบร้อย คนไต้หวันคุ้นเคยกับกฏระเบียบ และ disciplines มากๆ การใส่เสื้อผ้าเป็นทีม เป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ไม่ strict มากเกินไป อย่าเอาแบบซ่า หรือ ออกนอกลู่นอกทางก็พอใช้ได้ อุณหภูมิช่วงไปกำลังสบายๆ 20-25 องศา ถ้าเป็นไทเปจะเย็นกว่าฮวาเหลียนที่อยู่ตอนล่างลงมาอีกนิด

ขอให้เราหัดเดินกันเบาๆ อย่าเดินแบบนางพญา(ช้างสาร) ชมตลาด ท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหลียนใส่รองเท้าผ้าพื้นบางคู่เดียวนับสิบๆปี ไม่ขาด ไม่เปลี่ยนเลย เพราะท่านเดินเบามาก เดินอย่างทะนุถนอมผืนแผ่นดิน เคารพแม่พระธรณี เดินไม่ให้พื้นเจ็บ ไปไหนมาไหน ให้เข้าแถวคู่ ชายอยู่หน้า หญิงอยู่หลัง เตี้ยอยู่หน้า สูงอยู่หลัง เดินตามหลังไกด์ หรืออาสาสมัครของกลุ่มตัวเองตลอดเวลา โดยเฉพาะใน General Hospital และ สมณาราม แม้แต่ตอนแถวจะเลี้ยวก็จะเลี้ยวแบบฉาก ไม่มีการตัดแถว ตัดระยะเดินไปตามเส้นทะแยงมุมเด็ดขาด อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการฝึก discipline และ สมาธิ ที่ค่อนข้างดีมากๆ

อาหารเจเป็นแบบบุฟเฟ เรื่องรสชาติคิดว่าไม่มีปัญหา และคนไต้หวันกินเจเยอะ ก็เลยมีหลากหลาย มากมายจริงๆ มีกฏอีกว่าตอนไปตักกับข้าว ไม่ต้องมีการ chit-chat กัน เพราะเขากลัวเราจะฝอยจนน้ำลายฟูมปากกระเซ็นซ่านลงไปในจานข้าว จานกับของคนอื่นๆ (พวกช่างเมาท์ที่อดไม่ได้ ก็จะถูกส่งสายตาเมตตาเวทนามาหาอย่างไม่หยุดยั้งจนกว่าจะอาย)

shopping มีไหม? มีเสียงถามมาแต่ไกล

มีค่ะ คุณส้มจะมีเงินไต้หวันให้แลกด้วย เพราะแกเดินทางไปๆมาๆบ่อยๆ ยกเว้นใครต้องการ shop มโหฬาร ก็แลกกันไปเองก็ได้ นิดหน่อยๆไปเอาจากคุณส้ม มีที่ shopping มากพอควร ทั้งของที่ระลึกที่ขายในโรงพยาบาล และกลางคืนใครจะเที่ยวซื้อของไต้หวันก็ย่อมได้ (ต่อมาเป็นที่มาของการแวะ "ซื้อหมาก" ของคนบางคนในทีม อิ อิ)

ถ่ายรูปได้ ยกเว้น ถ้าเกิดได้ไปเข้าหาท่านธรรมาจารย์ ก็ขออย่าให้ถ่ายท่านเลย จะรบกวนสมาธิท่าน หรือแสงแฟลชแยงตาท่านได้ ที่อื่นๆ ก็ห้ามถ่ายคนไข้ใน รพ. กฏก็สากลเหมือนกันทั่วๆไป นอกนั้นแล้วก็ถ่ายได้เต็มที่ (ตามประสาคอคนเอเชีย ชอบถ่ายรูปตามป้ายต่างๆนักหนา)

พูดภาษาอะไร ภาษาจีนเป็นหลัก แต่จะมีอาสาสมัครช่วยเราตลอดเวลา บางครั้งเราอาจจะเจอคนพูดอังกฤษได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่มักจะพึ่งพาภาษาจีน (ซึ่งพวกเราก็พูดกันไม่่ค่อยจะได้ บางคนพยายามสั่งเต้าฮวยเย็น ก็ได้ร้อนมาแทน สั่งอีกที เป็นเต้าฮวย room air!!! จนแล้วจนรอดก็ยังไม่รู้ว่าเต้าฮวยเย็นสั่งยังไง เฮ้อ....)

อาจารย์รัศมี brief ให้เราฟังเรื่องระบบการศึกษาของฉือจี้ ขอขมวดไปเล่าตอนสองก็แล้วกัน ตอนนี้แค่เตรียมตัวก็ชักยาวแล้ว